ค้นหาร้านอาหารอร่อยใกล้ตัวเรา ง่ายๆ ด้วยแอพฟรี “Wongnai”

ในช่วงเวลาหิว หรือเวลาชวนเพื่อนไปทานข้าว ทั้งแบบ ไปทานกับคนรู้ใจสองต่อสอง หรือแบบไปกับเพื่อนๆเป็นกลุ่มใหญ่ มักจะถามคำถามนี้ว่า “วันนี้กินอะไร ? แถวนี้มีร้านอะไรกินบ้าง ? แถวนี้มีร้านอาหารถูกๆมั้ย ? “พรุ่งนี้พวกเราจะไปกินข้าวกันที่ไหนดี” ในยุคก่อนเราไม่ค่อยเชี่ยวชาญเส้นทางเรื่องอาหาร ก็คงยากที่จะแนะนำร้านอาหารเด็ด แต่ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ Location Based Service ที่สามารถช่วยแนะนำสิ่งต่างๆที่น่าสนใจที่อยู่รอบตัวเราได้เช่น ห้างสรรพสินค้า โปรโมชั่น รวมไปถึงแนะนำร้านอาหาร ใกล้ๆตัวเราด้วย
ด้วยยุคปัจจุบันเป็นยุคของ Social Network สิ่งที่เป็นเทรนด์มากในยุคนี้ก็คือการถ่ายรูปอาหารแล้วโพสภาพอาหาร บนเว็บไซต์ twitter หรือ facebook (หลายท่านคงคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้) เพื่อนๆที่เปิดดูรูปที่คุณโพสแล้ว ก็จะรู้สึกหิว อยากมาทานที่ร้านนี้บ้าง หรืออยากรู้ว่าภาพอาหารที่ทานนี้จากร้านไหนแถวไหน? จึงเป็นที่มาของเว็บไซต์รีวิวแนะนำร้านอาหารอย่าง Wongnai.com ที่จะช่วยในการค้นหาร้านอาหารเด็ดๆ จากบริเวณสถานที่ต่างๆ โดยข้อมูลนี้มาจากผู้ที่ไปรับประทานอาหารที่นั่นมาแล้ว มาโพสรีวิวแนะนำร้านอาหารบนเว็บไซต์ จนล่าสุดบนฐานข้อมูลบนเว็บไซต์ Wongnai.com มีข้อมูลร้านอาหารกว่า 9,000 ร้านแล้ว
เทคโนโลยีเว็บ Social Network บน Mobile Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้เข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตยุค EDGE 3G และเทคโนโลยีระบุพิกัดบนแผนที่ Location Based กำลังเป็นเทรนที่มาแรงและช่วยอำนวยความสะดวกในแนะนำสถานที่ ร้านอาหารต่างๆ ทำให้ทีมนักพัฒนาเว็บไซต์ Wongnai ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นแนะนำร้านอาหาร ชื่อว่า Wongnai บนโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาร้านอาหารรอบๆตัวเรา และผู้ใช้ก็มีส่วนช่วยในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารที่ได้ไปทานมาได้ ทันที ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งเป็นข้อมูลประกอบช่วยในการตัดสินใจว่าจะไปทานที่ไหนดี ทราบเมนูเด็ดของทางร้านแต่ละร้าน พร้อมสั่งอาหารได้ทันที

แอพพลิเคชั่น Wongnai สามารถโหลดมาใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ และแท๊บเล๊ท ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS เช่น iPhone , iPad , iPod Touch และระบบปฏิบัติการ Android โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า Wongnai ได้ทั้งบน Market ของ Android และบน App Store ของอุปกรณ์ iOS อย่าง iPhone , iPod Touch และ iPad ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน

หลังจากติดตั้งลงบนโทรศัพท์มือถือเสร็จแล้ว ให้เลือกที่ไอคอนแอพ Wongnai หรือ แตะที่ open ในหน้า Wongnai บน Market ของ Android ก็จะเข้าสู่หน้าจอหลัก โดยจะมี 4 รายการหลักให้ท่านเลือกดังนี้
Place รายชื่อร้านอาหาร, Recent อัพเดทสมาชิก wongnai , check-in ล่าสุดว่าเช็คอินอยู่จากที่ร้านอาหารไหน , Article บทความรีวิวแนะนำร้านอาหารแบบเจาะลึก และ Account เพื่อเข้าสู่หน้าจัดการ Profile ของเรา

พอเข้าไปที่ Place ระบบก็จะทำการค้นหาร้านอาหารที่อยู่รอบๆตัวเรา โดยใช้สัญญาณ GPS บนมือถือคุณ หรือจากเสาสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ สักครู่ก็จะมีรายชื่อร้านอาหารที่อยู่ตำแหน่งใกล้ๆตัวเราปรากฏขึ้นมา ให้คุณได้เลือก เมื่อแตะที่ชื่อร้าน แอพนี้ก็จะแสดงข้อมูลของร้านอาหารร้านนั้นอย่างละเอียด

เมื่อแตะที่ชื่อร้านไปแล้วก็จะปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นชื่อร้านอาหาร  ประเภทของร้านอาหาร และสถานที่ที่ตั้งของร้านอาหารนี้ พร้อมกับแผนที่ของร้านอาหารนั้น  รูปภาพบรรยากาศร้านอาหาร ข้อมูลรายการอาหาร ข้อมูลประกอบอื่นๆเช่นร้านนี้รับบัตรเครดิตไหม  เหมาะสำหรับคนกลุ่มไหน ที่นี่มีขายเครื่องดื่มแอลกฮอลล์หรือไม่ เวลาเปิด-ปิดของร้านอาหาร  และสิ่งที่เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคุณก็คือ review แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร้านอาหาร จากคนที่เคยเข้ารับประทานอาหารร้านนั้นมาแล้ว พร้อมภาพประกอบ และจำนวนดาว แสดงความนิยมของร้านอาหารร้านนี้  นอกจากนี้หากคุณได้ไปที่นั่นแล้วก็ยังสามารถโพสรูปภาพ และรีวิวเล่าถึงเพื่อนได้ด้วยโดยแตะที่ปุ่ม Post Photo  พร้อมกับถ่ายรูปโพสภาพพร้อมข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับร้านอาหารร้านนั้นได้ทันทีอีกด้วย

Resent แสดงรายชื่อสมาชิกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร้านอาหารล่าสุด หากแตะที่รูปภาพด้วยก็จะแสดงรูปภาพอาหารที่เพื่อนสมาชิก wongnai ได้โพสอาหารไว้ในร้านนั้นๆ และอ่านความคิดเห็นจากเพื่อนๆที่เคยมาร้านอาหารร้านนี้มาแล้ว

หรือหากทราบชื่อร้านและอยากรู้ว่าร้านนี้อยู่ที่ไหน มีเมนูเด็ดอะไรบ้าง หรืออยากรู้ว่าแถว ปทุมวันมีร้านอาหารไหนน่าสนใจบ้าง ก็ลองค้นหาบนแอพนี้ได้โดยแตะสัมผัสที่รูปแว่นขยาย และพิมพ์สิ่งที่เราต้องการหา เช่นชื่อร้าน เขตของกรุงเทพ เมนูอาหาร ฯลฯ ก็จะค้นหารายชื่อร้านอาหาร ตามที่เราสั่งค้นหา

Article บทความแนะนำร้านอาหาร โดยจะแสดงบทความร้านอาหารที่แนะนำ ซึ่งจะดึงผ่านเว็บไซต์ www.wongnai.com มาเป็นหน้าเว็บไซต์สำหรับหน้าจอท่องเว็บบนมือถือ โดยเฉพาะ

ACCOUNT หน้าจัดการเกี่ยวกับข้อมูลเรา ซึ่งต้องทำการสมัครสมาชิกเว็บไซต์ wongnai.com ก่อน ซึ่งขั้นตอนสมัครก็ไม่ยากและสมัครได้ทั้งผ่านทางหน้าเว็บไซต์ที่ www.wongnai.com หรือจะสมัครผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือนี้ก็ได้เช่นกัน และเมื่อสมัครได้แล้ว ก็ทำการเข้าสู่ระบบโดยกรอกอีเมลล์ และรหัสผ่าน แล้วทำการ Sign in ก็จะเข้าสู่หน้าจัดการของเรา ซึ่งนอกจากจะแสดงข้อมูลของเราเองแล้วยังบอกด้วยว่ามีใครติดตามเราบ้าง รวมไปถึงป้ายสะสม My Badge ในกรณีที่คุณเช็คอินตามร้านอาหารต่างๆด้วย

สำหรับเวอร์ชั่นบน iPhone ก็มีหน้าตาและวิธีการการใช้งานที่คล้ายๆกัน แทบไม่ต่างจากเวอร์ชั่นบนโทรศัพท์มือถือ Android เลย

และล่าสุด Wongnai ได้ออกแอพพลิเคชั่น Wongnai เวอร์ชั่นสำหรับ iPad โดยเฉพาะมาแล้ว โดยเป็น iPad app อย่างเต็มตัว (ไม่ใช่รันบน iPad แบบ 2x) โดยใช้ ประโยชน์ จากขนาดหน้ าจอของ iPad ที่ใหญ่กว่า ทำให้ผู้ใช้สามารถหาร้านใกล้ๆ และ search หาร้านได้ใน tab เดียว ทั้งนี้ Features ต่างๆจากเวอร์ชัน iPhone ก็ยกมารวมไว้ครบ

นับว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีประโยชน์ ที่ทางนักพัฒนา wongnai ตั้งใจทำเพื่อให้ผู้ใช้แอพนี้สนุกไปกับการแชร์ข้อมูลร้านอาหารให้กับผู้อื่น ผ่านทางสมาร์ทโฟนที่ติดตัวเราอยู่แล้วทุกที่ทุกเวลา ได้ข้อมูลที่สดใหม่อยู่เสมอ และเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีทั้งด้าน Social Network และ Location Based ในทางสร้างสรรค์ คราวนี้หากนึกไม่ออกว่าจะทานที่ไหนดี ก็ลองโหลดแอพ wongnai ลงในสมาร์ทโฟนหรือแท๊บเล็ตของคุณ แค่นี้คุณก็จะมีตัวเลือกร้านอาหารดีๆมากขึ้นแล้ว   หากต้องการเสนอแนะเพื่อให้แอพนี้ได้พัฒนาฟีเจอร์ให้โดนใจผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ก็สามารถติดต่อนักพัฒนาแอพได้ เพื่อพัฒนาปรับปรุงเพิ่มฟีเจอร์ลงในแอพพลิเคชั่นนี้ต่อไ

ที่มา it24hrs.com

Advertisements

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดสำหรับภาคธุรกิจในปี 2011

2011 Best Small Business Antivirus Software Comparisons and Reviews

เปรียบเทียบ Antivirus

อ้างอิง http://anti-virus-software-review.toptenreviews.com/small-business-antivirus/index.html

Internet Browser Software 2011 Review Product

Nanotechnology improves hydrogen storage and delivery

This diagram shows the workflow of micron-beads of hydrogen in a fuel cell vehicle.
This diagram shows the workflow of micron-beads of hydrogen in a fuel cell vehicle. (Credit: Cella Energy)

Researchers developed a new, low-cost technology that makes hydrogen fuel safer to store and use, inching clean fuel vehicles closer to reality.
Coaxial electrospinning is a new technology developed by Cella Energy, a spin-off from Britain’s Rutherford Appleton Laboratory. Also called electrospraying, the process absorbs and encapsulates hydrogen gas in a microscopic sponge formed by nano-fiber hydrides.

The plastic beads storing the chemical hydride are 30 times smaller than a human hair, making the microbeads flow like liquid through a vehicle’s fueling system. The beads can safely be exposed to air and require less heat to drive off the encapsulated hydrogen that is used to propels the vehicle. Spent beads are stored in a separate waste tank and get recycled when drivers refuel their vehicles.

For consumers, this breakthrough means they can refuel fuel cell vehicles quickly and safely without fear of the pump bursting in flames.

Most fuel cell vehicles store compressed hydrogen gas in either 5,000 or 10,000 psi tanks. And although all fuel is combustable, fuel cell detractors often warn that hydrogen gas posses a safety threat to drivers. Last year, a hydrogen refueling station in New York exploded during storage tank refueling due to a faulty hose apparatus.

However, this new hydrogen storage technology makes the refueling process much safer. Coupled with hydrogen fuel that’s produced using renewable energy, such as SunHydro’s solar-powered refueling stations, the new technology offers drivers a fast and safe clean fuel.

Source: Reuters via Yahoo News

สำรวจจุดเด่นแต่ละ OS บน smartphone

บนมือถือ smartphone นั้นมีระบบปฏิบัติการมากมาย และปีที่ผ่านมา 2010 เป็นปีของระบบปฏิบัติการบน smartphone เพราะว่ามีระบบปฏิบัติการบน smartphone เปิดตัว และกำลังจะเปิดตัวอีกมากมาย

ในบทความนี้จะลองสำรวจระบบปฏิบัติการยอดนิยม บนมือถือ smartphone, อาจจะไม่ได้ครบทุก feature แต่ก็เป็นการสรุปถึงจุดเด่นๆ ของ OS นั้นๆ ตั้งแต่ Android, Palm WebOS, Windows Phone 7, iPhone iOS4, และ BlackBerry OS 6 พร้อมกับ วิดีโอของแต่ละ OS

เราลองมาเริ่มต้นสำรวจกันดูทีละ OS กัน (บาง OS ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนั้น feature บางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

# Android 2.2 “Froyo” #

  • JIT compiler
  • สามารถตั้งให้โปรแกรม/app update อัตโนมัติ (allow automatic app updating)
  • ปรับปรุงเรื่องการรายงานข้อผิดพลาด (Improved error reporting)
  • เพิ่ม RAM ได้ (ผ่านทาง Linux kernel 2.6.32/2.634)
  • OpenGL ES 2.0 enhancements
  • รองรับ Flash 10.1
  • แก้ปัญหา multi-touch screen
  • Activation of Color Trackball for notifications
  • รองรับวิทยุ FM (on Nexus One)
  • ทำตัวเองเป็น modem ได้ผ่านทาง USB (USB tethering)
  • WiFi Hotspot

# Palm WebOS PDK/SDK #

  • API ใหม่
  • รองรับ Flash 10.1
  • ปรับปรุงเรื่อง push notifications
  • เพิ่มบริการ Javascript Background
  • ปรับปรุง App Store
  • รองรับ HTML5
  • ทำ app porting ให้ง่ายขึ้น – Mojo Core

# Windows Phone 7 #

  • รองรับ Push notifications
  • รองรับ Silverlight
  • มีบริการ Location Services
  • Enhanced Marketplace
  • เครื่องมือในการพัฒนาฟรี (Free Development Tools)
  • รองรับ Zune Client
  • รองรับ Multitasking (Advanced Task/Switching)
  • รองรับ Copy and Paste
  • รองรับ Microsoft Live Gaming

# iPhone OS4 #

  • รองรับ Multitasking (บริการหลัก 7 อย่าง คือ background audio, voice-over IP, background location, push notifications, local notifications, task completion, และ fast app switching)
  • จัดข้อมูลต่างๆ เป็น Folders ได้
  • ยกเครื่องเรื่องอีเมล์ใหม่ (Mail overhaul เช่น unified inbox, fast inbox switching, organize by thread, เปิดไฟล์แนบได้,  และ ใข้งานได้หลายบัญชี)
  • มี iBooks สำหรับ iPhone และ iPod Touch (iBookstore, ebook reader, Buy once read anywhere, sync pages, และ bookmarks)
  • พัฒนารองรับธุรกิจมากขึ้น (Enterprise improvements เช่น การป้องกันข้อมูลที่ดีขึ้น, mobile device management, wireless app distribution, รองรับ Exchange Server 2010, และ SSL VPN)
  • มี Game Center หรือ social gaming network (เช่น ชวนเพื่อนมาเล่น, Matchmaking, Leaderboards,  ใช้แนวคิดของ Microsoft Xbox Live)
  • รองรับระบบโฆษณาในมือถือ iAd โดยแบ่งรายได้ 60/40 กับนักพัฒนา

# BlackBerry OS6 #

  • Web Kit Browser
  • รองรับ Multi-touch
  • มี Media Center พร้อมด้วย cover flow style browser
  • ปรับปรุงโปรแกรม Photo Gallery
  • รองรับ Universal Search
  • ปรับหน้าจอ Home ใหม่ Advanced Notifications
  • รวมข้อความต่างๆ ไว้กับ ปฏิทิน (Integrated message center with calendar)
  • มี Feeds widget รองรับ social network

    ที่มา-7boot

CNET’s ongoing iPad 2 review

On the day the Apple iPad 2 goes on sale, CNET Senior Editor Donald Bell will be live-blogging his full review. Follow along for his complete analysis of the design, features, and performance. Updates will be added throughout the day.

The competition must really hate Apple. The Apple iPad wasn’t just a successful tablet computer in 2010–it was the tablet computer. In one fell swoop, Apple created the new tablet market and sold tens of millions of iPads in spite of a global economic downturn and considerable skepticism.

The same, only better
With the iPad’s second go-around, Apple sticks to its successful formula. The iPad 2 is thinner, faster, and includes two cameras. Otherwise, the iPad stays the same: size, price, capacity, and features all carry over.

Oh, except for color. Apple now offers both white and black versions of the iPad 2 in every price and configuration. The base model starts at $499, giving you 16GB of storage and a Wi-Fi connection to the Internet. If you want more storage for all your apps, photos, music, and videos, you can jump up to the 32GB ($599) or 64GB ($699) models.

The freedom to surf the Web over a 3G cellular connection costs an extra $130 over any of the three capacities mentioned above, plus monthly carrier fees. Unlike for the original iPad, you now have a choice of two carriers (Verizon and AT&T). Choose carefully, though, since the Verizon version of the iPad can’t be made to work on AT&T, and vice versa.

The hardware
The iPad 2 is thin–so thin, in fact, that it feels like a different device. Measuring just 0.34 inch, it’s thinner than the iPhone 4 and a third thinner than the original iPad.

Despite the thinner design, its construction quality is no less rugged than the original’s. The back of the iPad is still made from a durable, single slab of aluminum machined to fit the iPad’s internal components like a glove. The face of the iPad is covered in the same scratch-resistant glass, with a home button at the bottom of the screen and a new front-facing camera at the top.

Otherwise, the iPad 2 sticks to familiar iPad routines. The iPad’s sleep/wake buttons and headphone jack are right up top, just as on the original, as are the volume rocker and mute/rotation lock switch on the right edge. On the bottom you’ll find the iPad’s universal dock connection and the internal speaker. The speaker’s perforated grille now wraps around the back, giving it more surface area and noticeably better sound quality.

For the iPad 2, Apple has avoided compatibility shenanigans. With the exception of any original iPad cases, the device works with first-gen accessories (docks, adapters, speakers, video cables, chargers), though first-gen docks don’t fit like a glove. An updated standard dock for the iPad 2 is available. For keyboard support, Apple now recommends its Bluetooth wireless keyboard.

The iPad 2 accessory that’s really getting all the attention is Apple’s new Smart Cover. An answer to all the bulky, overdone third-party cases made for the first iPad, Apple’s unique hinged cover comes in two types–leather ($59) and polyurethane ($39)–and multiple colors. It attaches magnetically to the left or right edge of the iPad 2 using two aluminum hinges embedded with impressively strong rare-earth magnets. Magnets within the cover are also used to detect when the cover is open or shut, which allows the iPad 2 to automatically wake or sleep. It works, but you also have the option in Settings to bypass the automatic wake feature and use the button manually.

As accessories go, the Smart Cover is nifty–not so much for the protection it offers, but for the convenient stand it provides when rolled up. If, on the other hand, you are seriously concerned about protecting your investment, keeping the iPad 2 in a traditional wraparound case is still the best way to go.

The banner feature for the iPad 2 is the addition of two cameras, both able to record video or snap photos. The camera on the back is located in the upper-right corner where it isn’t likely to be covered by your hand (in portrait orientation, at least). It looks just like the chrome-ringed lens on the iPhone 4 and is similarly blessed with 720p video capture. There’s no camera flash, however, and the camera sensor is a far cry from the one used on the iPhone 4. Just like the fourth-generation iPod Touch, the iPad 2 takes what are essentially video stills.

Even if Apple had gone the route of using a Zeiss lens and a 10-megapixel sensor, the iPad 2 just isn’t a replacement for a camera or smartphone. Having tested camera quality on tablets over the past year, we can’t stress enough how silly you feel shooting videos or photos with a tablet in public. It’s like taking a picture with a cutting board. Your grandfather’s camera was less conspicuous. You get looks, and they’re not the envious kind.

Really, the cameras are there as a way to support Apple’s FaceTime video chat application, which is now available for Mac, iPhone, iPod Touch, and iPad 2. If you’ve been waiting for the Jetsons’ video phone, FaceTime on the iPad gets you pretty close. Unlike smaller devices, the iPad’s 9.7-inch screen can present faces at life size. We’ve seen this before with desktop- and laptop-based video calling, but it can be uncanny to actually hold someone’s life-size face in your hands. FaceTime still remains a Wi-Fi-only feature, however, so in-car iPad video calls are an elusive capability (probably to humanity’s advantage).

Other iPad 2 apps designed by Apple include GarageBand and iMovie, which must be purchased separately for $4.99 each. The iPad is the last of Apple’s iOS devices to be blessed with iMovie (and the camera required for it), but is the first to receive GarageBand. We have separate write-ups of both GarageBand for iPad and iMovie for iPad available for more depth.

Under the hood, the iPad 2 has plenty to brag about. The new spec uses a dual-core A5 processor that promises to be twice as fast with nine times the graphics performance.

Another feature sure to burn the competition is full HDMI audiovisual output compatibility. Using a $39 dock cable, the iPad can now mirror its output to a TV over a standard HDMI connection. The supported resolution goes up to 1080p, though video playback and most apps never break out of 720p. Unlike previous video-out solutions for the iPad, this cable no longer limits you to video playback or presentations only. Everything you see on the screen can be mirrored on your TV, including video, photos, games, and the home screen. Competitors such as RIM’s PlayBook and the Motorola Xoom have been pointing to HDMI compatibility as a key advantage over the iPad. Now they have one fewer bragging point.

The iPad 2 also adds the same three-axis gyroscope sensor shared by the iPhone 4 and iPod Touch, giving the device a more detailed sense of its orientation in space, similar to the feeling of holding a Nintendo Wii remote. The gyro’s appeal is mostly for gaming, allowing for more precise motion control and realistic navigation within virtual environments. In a first-person shooter game like N.O.V.A., for instance, you can tilt the iPad 2’s screen up, down, left, or right to explore the game’s surroundings, just like a window into the game’s universe.

(Update, 2:15 p.m. PT) Features: Oldies but goodies
Cameras and gyros are nice, but let’s not forget all the features that made the original iPad unbeatable. If you’ve ever used an iPhone or iPod Touch, the iPad 2 will feel immediately familiar. Out of the box, you get many of the iPhone’s capabilities, including Apple-designed applications (apps) for Web browsing, e-mail, maps, photos, music, video, YouTube, and more. More apps can be installed using the built-in App Store software or by connecting the iPad to iTunes via your computer using the included cable. If you already own apps purchased for an iPhone or iPod Touch, you can transfer these apps to the iPad, as well.

The original iPad made its debut with iOS 3.2. That operating system’s limitations seem prehistoric today. You couldn’t bounce between applications with multitasking. You couldn’t organize applications into folders. And support for document printing and AirPlay streaming of music, videos, and photos didn’t arrive until November of 2010.

At launch, the iPad 2 comes with iOS 4.3, bringing a host of important new features and improvements. There are new apps for PhotoBooth (a dedicated portrait-taking app), and FaceTime video chat. The Safari Web browser gets a speed boost under the hood for improved JavaScript rendering. The iPod app now includes a Home Sharing option for streaming media over your home network from local computers. And for those of you who want flexible control over the function of the switch above the iPad’s volume buttons, iOS 4.3 hands over the reigns and allows you to designate it as either a rotation lock or a mute button for system alert sounds (such as incoming FaceTime calls).

One sticking point that Apple hasn’t addressed from the original iPad is Adobe Flash support for its Safari Web browser. Apple seems dead-set against supporting Adobe’s popular tool for presenting video and graphics on the Web, and without it, many corners of the Internet are inaccessible on the iPad or present a Swiss cheese of broken content. For the most part, though, the iPad’s Web browsing experience is the best you’ll find on a tablet. Navigation is responsive, zooming in and out of text is fluid, and managing multiple open pages is a cinch.

The iPad’s device features, such as Bluetooth 2.1 (A2DP, EDR), Wi-Fi 802.11 n, 3G, and 10 hours of battery life, are all here, and in many cases are still the bar by which other tablets are judged.

Wi-Fi versus 3G?
For road warriors or those who just get a little itchy at the idea of not being connected to the Internet, Apple offers a version of the iPad with an integrated 3G cellular data connection.

Aside from a negligible added heft of 0.1 pound and the fact that buyers are paying an extra $130 for the 3G capability (compared with Wi-Fi-only models), there’s no downside to owning a 3G-compatible model. Unlike the data plans for most smartphones, the iPad doesn’t come with any long-term contractual obligations. If you don’t end up using the iPad’s 3G capability, you can cancel the data plan at any time.

If you decide to go with the 3G option for the iPad 2, you have your choice of two carriers: AT&T or Verizon. Data plans and fees differ between the two carriers (and are always subject to change), and the 3G cellular technologies under the hood differ as well.

The AT&T iPad model uses a GSM modem and a MicroSIM card slot, allowing you to easily swap in compatible MicroSIM cards from foreign carriers when overseas. Verizon’s iPad uses a CDMA 3G modem and lacks the SIM-swapping feature of AT&T’s GSM modem, making it a poor choice for international jet-setters.

As far as data plans go, AT&T offers two options: $15 a month for 250MB of data, or $25 a month for 2GB. Each option can be prepaid for a month in advance and AT&T’s plans do not include an activation fee.

Verizon’s plans are a little steeper, but more generous with data. There’s a 1GB plan for $20, 3GB for $35, 5GB for $50, and a whopping 10GB for $80. There’s an initial $35 activation fee, however, which you run the chance of paying each time you let your account lapse for longer than three months.

To our eyes, AT&T’s plans seem more consumer-friendly and its GSM technology more flexible for travelers. That said, the plans from both carriers seem reasonable and data quality and coverage should be your first concern. Before making the plunge, do some research to see which carrier provides the better coverage in your area, as well as in the places you frequently travel.

Another advantage to iPad 2 models enabled with 3G is the added capability of assisted-GPS, allowing you to accurately pinpoint your location on a map and take advantage of navigation and location-aware apps. The Wi-Fi-only models of the iPad can use rudimentary Wi-Fi hot-spot triangulation techniques to guess locations, but are much less accurate and consistent.

If you have no plans to regularly use the iPad outside of your home, you’d do just as well to save some money and stick with a Wi-Fi model.

(Update, 3:30 p.m. PT) iPad 2 as e-reader
When Apple pitched the original iPad and then-new iBooks app as the quintessential e-book reader, we were skeptical. Apple had only a handful of publishers, and the device was as thick as two Kindles put together. We were skeptical.

A year later, the iPad has legitimately seized the attention of the publishing industry. Apple claims to have passed its 100 millionth iBook download. Meanwhile, competitors such as Barnes & Noble, Amazon, and Kobo, have all jumped on board with apps for the iPad. Mainstream magazines, including The New Yorker, Wired, Vanity Fair, and others, all have iPad-specific editions. Even specialty publications, such as comic books, test prep, and sheet music have found their way onto the iPad. As far as content goes, the iPad has you covered.

In terms of hardware, the iPad is still a little beefy at 1.3 lbs, compared to the Kindle 3’s 0.55 lbs. And in spite of the iPad’s otherwise excellent IPS LED-backlit display, there’s no beating e-ink displays when it comes to outdoor readability. Also, a product like the Kindle DX promises up to four days of reading without a recharge, whereas the iPad will only get you 10 hours.

Despite the criticism, the iPad has already proven itself a success as an e-reader. There are certainly cheaper options out there, but none with the breadth of features offered by the iPad. Plus, with the iPad 2’s dramatically thinner design, Apple is in much better shape than it was last year.

What the iPad still isn’t
We have plenty of kind things to say about the iPad, but there is a limit to its “magic.” Tablets, in general, sit between the practicality of laptops and the convenience of smartphones, but stop short of actually replacing either device.

The iPad 2 is not a laptop replacement. After spending a year with the original iPad, we’ve come to appreciate laptops more than ever. In most cases, laptops and netbooks offer a more natural typing experience, and there’s still nothing like a tried-and-true mouse or trackpad when it comes to editing and navigating documents and spreadsheets. Also, if you’re really a stickler for the full Adobe Flash-enabled Web experience, traditional laptop and desktop computers are still your best bet, offering more flexibility and compatibility for all of the web’s many formats (especially when it comes to video content and games).

The iPad 2 isn’t a smartphone replacement, either. To point out the obvious, the iPad simply doesn’t fit in your pocket. Today’s smartphones do more than connect us to the world–they’re extensions of us. If it doesn’t fit in your pocket, it’s not going to stay with you all day, and it will never be as personal.

It’s also worth mentioning that the iPad is not a 4G device, meaning that it doesn’t take advantage of the latest generation of high-speed cellular data networks. Several manufacturers, including Motorola, Samsung, LG, and RIM, are promising 4G-network-compatible tablets in 2011. Will 4G be the feature that gives iPad alternatives the edge they need to oust Apple as the top tablet maker? Honestly, we don’t know yet, but it seems to be the bet the competition is making.

Apple’s aces
The App Store built into every iOS device is Apple’s secret weapon. Any tablet can offer a fun experience right out of the box, but it takes a steady stream of interesting, affordable apps and games to keep people glued over the long haul.

When Apple debuted the iPad in 2010, it also gave developers the tools and guidelines needed to create a new breed of larger, tablet-optimized apps. Since then, more than 65,000 apps have been made just for the iPad. By contrast, competitors such as Google, RIM, and HP are just now starting to create their catalogs of tablet-optimized apps, and the chances of them catching up are slim.

For the end-user, the quality and selection of apps made for the iPad represent a kind of fountain of youth for the device, imbuing it with new uses and capabilities whenever you tire of the old ones. It also helps that Apple’s App Store, iTunes Store, iBooks Store, and iTunes software all run off a common user ID, making account set-up and purchases just about as effortless as it can get.

The main menu app for Apple’s iTunes store is also one of these “sleeping giant” features we take for granted. Here you have one-touch access to what is now the #1 music retailer in the world. The world. On top of music selections, you also get movie and TV downloads as well as rentals priced as low as 99 cents. Podcasts, university lectures, music videos–it’s all there, and no other competitor has it, or anything close.

To be fair, when it comes to core features such as e-mail, Web browsing, media playback, maps, and contacts, many of Apple’s competitors (most notably Google and its Android Honeycomb tablets) are quickly matching the iPad. If third-party apps, games, and media downloads aren’t your thing, there are many competent tablets on the market worth considering and more on the horizon. On the other hand, if apps and media aren’t your thing, you may want to consider skipping a tablet altogether.

Stay tuned for more to come!

BY CNET

 

 

 

 

 

 

 

สรุป spec เปรียบเทียบ Motorola XOOM, iPad, iPad 2

ก่อนหน้านี้ เว็บไซด์ droid-life ได้เปรียบเทียบ tablet ที่ดูเหมือนจะมาแรง Motorola XOOM กับเครื่อง iPad tablet แต่เว็บไซด์ zdnet เห็นว่าน่าจะเปรียบเทียบกับเครื่อง iPad 2 น่าจะสมเหตุสมผลกว่า เลยลองเพิ่ม spec เครื่อง iPad 2 ที่เป็นข่าวลือ ลงไปด้วย

ที่เอา Motorola XOOM tablet มาเปรียบเทียบ เพราะดูกระแสแล้ว น่าจะเป็นเครื่อง tablet Android ที่เหมือนจะมาแรง สมน้ำสมเนื้อกับ iPad 2

หากดูจากตารางเปรียบเทียบแล้ว สิ่งที่ใกล้เคียงกัน ก็เช่น ชิปประมวลผลที่เป็น dual-core, ขนาดตัวเครื่อง 10.1 นิ้ว กับ 9.7 นิ้ว, RAM, Storage

สิ่งที่ยังไม่แน่นอน ก็เช่น ความละเอียดหน้าจอ หาก iPad 2 มีความละเอียดชัดเจนขึ้น (คงไม่ต้องถึงขนาดจอ Retina display แบบ iPhone 4) ก็น่าจะสู้ XOOM ได้

สิ่งที่ iPad 2 อาจจะอ่อนกว่า ก็เช่น ความละเอียดของ กล้องด้านหน้า XOOM มีขนาด 5 MP iPad 2 มีข่าวลือว่าแค่ VGA, กล้องด้านหลัง XOOM มีขนาด 2 MP iPad 2 มีข่าวลือว่าแค่ 1 MP (เท่า iPod touch)

จุดเด่นของ XOOM น่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ Android 3.0 ซึ่ง Google ทำขึ้นมา สำหรับเครื่อง tablet โดยเฉพาะ, การเพิ่มการ์ด microSD (iPad 2 ยังไม่ยืนยัน), การรองรับ Adobe Flash, พอร์ต HDMI และ USB (iPad 2 ยังไม่ยืนยัน)

ส่วนจุดเด่นของ iPad 2 น่าจะเป็น ความเป็น Apple, ความต้องการใช้งาน iOS หรือ อาจจะเป็นเรื่องแบตเตอรี่

.. ก็คงต้องดูต่อไป คู่ชกนี้ ระหว่าง Motorola XOOM กับ Apple iPad 2 จะเป็นอย่างไร แต่ดูแล้ว คนที่ชอบ Android tablet เครื่อง XOOM ก็ถือว่า น่าสนใจมาก .. สุดท้าย ก็ลองดูราคาในเมืองไทยอีกทีนะครับ

By: 7boot

Review on WD TV Live Plus

Review on WD TV Live Plus

//

WD TV Live has a better interface, increased file compatibility and offers access to online media services like Live 365, YouTube etc. Apart from the addition of Netflix on demand, Live Plus looks much identical to the WD TV Live HD media player in its features which was launched last year. There is a reasonable increase in the smoothness of navigational menus which shows that Western Digital is capable of improving the software that Live Plus runs on.

The device can be positioned either vertically or horizontally and considering its size, it will not occupy much of a space in your room but just take care there is power and internet connection before locating it. What we have mentioned is wired internet connection and if you wish to have wireless, you need to pay extra for the accessory. At the back are the optical audio and the HDMI out with both component and composite out. WD has included most of the wires that will be required for set up except for an HDMI cable. The device also includes two USB ports and an Ethernet port. Additional USB port is located at the side.

There is no restriction in using the USB port as both the ports read everything you connect ranging from digital camera to flash drives. The Live Plus offers an onscreen interface which is very much intuitive. File formats that Live Plus supports remains the same as the WD TV Live. The device support audio formats including OGG, Dolby Digital, MKA, FLAC, AAC, WMA, DTS etc. Photos formats include PNG, TIFF, BMP, GIF and JPEG. Video formats supported are MP4, M2TS, WMV9, VOB, MKV and the normal AVI, XViD, MPEG etc.

Video quality is good irrespective of how you connect the device to your TV either through HDMI or standard composite but smaller the TV, sharper the quality is. Video quality on a 50 inch TV is not bad either. If you wish to blow the picture on bigger TV, take care to use high resolution files which will result better.

WD TV Live Plus plays back 1080p videos with ease and compatibility could be upgraded if WD releases a new firmware which can be loaded into it using the internet connection. The remote control included is very small but all the buttons are logically laid out which will give you easy control over the system. As we have seen in the WD TV Live, Live Plus is differed from the WD TV HD media player by including internet and network capabilities.

Files in a shared network can be streamed using a virtual media server. What is new in our model is compatibility with Windows 7. Live Plus has a dedicated app for Live365 which works well. The dedicated Flickr service will let you browse images from the site. Video streaming through YouTube and the Internet Radio, Pandora are satisfying.

The built in Netflix on demand service reminds very much of the PlayStation 3. Overall, with ease of use, compatible file types, internet and network functionality the Live Plus impresses. Live Plus would be a good choice if you are looking forward to purchase a network streamer if you don’t already have a PlayStation 3 or Xbox 360. Despite its snappy interface, huge file compatibility list it is priced at an affordable $150.

//

Mazda teases Shinari concept

diggsdigg

The Mazda Shinari will make its official debut at the 2010 Paris Motor Show in early October. The Mazda Shinari will make its official debut at the 2010 Paris Motor Show in early October. (Credit: Mazda)

Mazda’s top brass wheeled out its Shinari concept at a design event in Milan weeks ahead of its official debut at the Paris Motor Show on October 2, and studio renderings of the concept are circulating around the Web.

Depending on which article you’re reading, the Shinari is a four-door car or five-door hatchback that showcases Kodo, Mazda’s future design language. Kodo translates as “soul of motion,” and is a move away from its former design of Nagare, which translates to “flow.”

Source: AutoWeek and MotorTrend

Apple iMac summer 2010 (Intel Core i5 2.8GHz, 27 inch)

CNET editors’ review

The good: Largest display among all-in-one desktops; best-in-class productivity and gaming performance; DisplayPort provides home entertainment flexibility; SDXC card slot supports cards up to 2TB in size.

The bad: Connecting external video devices requires an extra, expensive adapter because it lacks an HDMI port; no Blu-ray drive; runs hot.

The bottom line: Apple’s new $1,999 iMac comes with a faster CPU and a new graphics card, helping this 27-inch all-in-one desktop stay as competitive in performance as it already was in screen size. Despite the still-frustrating absence of an HDMI port, we have no qualms recommending this system for work or play.

Review:

Introduced 10 months ago, Apple’s original 27-inch iMac would arguably still be competitive today because of the continued absence of a Windows all-in-one computer with a screen larger than 24 inches. After a model update a few weeks ago, Apple has also kept the performance of its 27-inch, $1,999 iMac competitive by adopting a quad-core Intel Core i5 CPU and a fast AMD graphics chip. As with the new 21.5-inch iMac, Apple bypassed several opportunities to improve the 27-inch model as a home entertainment hub. We can easily recommend this new iMac to anyone looking for a … Expand full review

Introduced 10 months ago, Apple’s original 27-inch iMac would arguably still be competitive today because of the continued absence of a Windows all-in-one computer with a screen larger than 24 inches. After a model update a few weeks ago, Apple has also kept the performance of its 27-inch, $1,999 iMac competitive by adopting a quad-core Intel Core i5 CPU and a fast AMD graphics chip. As with the new 21.5-inch iMac, Apple bypassed several opportunities to improve the 27-inch model as a home entertainment hub. We can easily recommend this new iMac to anyone looking for a large screen all-in-one for productivity or gaming. And while Apple’s loyalty to DisplayPort adds some annoying hurdles to using the iMac as a digital-media hub, the 27-inch screen is big and beautiful enough to make up for the extra hassle.

The chief change Apple made across the iMac line is its move away from Intel’s Core 2 Duo CPUs, replacing them with Intel’s Core i3, Core i5, and Core i7 CPUs exclusively. While the previous $1,999 iMac already had a quad-core 2.66GHz Core i5 CPU, the new model comes with a 2.8GHz version with four distinct CPU cores.

In addition to a marginally faster CPU, Apple gave the $1,999 iMac a few other hardware changes. The company switched to using 1,333MHz DDR3 RAM, an upgrade from the 1,066MHz DDR3 the previous model had. It also upgraded the SD card slot to support the SDXC format, which supports cards up to 2TB in capacity. The biggest change comes by way of the new graphics card, the 1GB ATI Radeon HD 5750. An improvement over the generation-old 512MB Radeon HD 4850 used in the previous model, the new 3D card has big implications for gaming on this new iMac.

Otherwise, Apple has left the award-winning iMac formula largely the same. The 27-inch, LED-backlit display remains just as impressive as before, not least because of its 2,560×1,440-pixel resolution. Apple has also retained the glossy screen coating that turns some people off. Apple includes 802.11n wireless networking, an iSight Webcam, the wireless Apple Magic Mouse and Apple Wireless Keyboard, and a DVD burner with the system as well. We encourage those hoping that Apple will someday incorporate a Blu-ray drive into its Macs to let go of that dream. Regardless of how much we might want it, we’re skeptical that Apple will ever add a bidirectional HDMI port instead of or alongside its Mini-DisplayPort connection.

ust because Apple resists adding a particular feature, it still has to face competition from vendors that have embraced it. We use the term “competition” loosely here as no Windows vendor sells an all-in-one desktop with a 27-inch display. Instead it competes against an assortment of 24-inch models with varying features and prices. The Lenovo IdeaCenter B500 is the most expensive all-in-one Windows system we’ve reviewed so far this year, but it costs $600 less than this iMac. While it has a Blu-ray drive, it also has a slower CPU, a slower graphics card, and no way to input an external video signal. The Lenovo is a decent home entertainment PC, but it’s not very versatile.

Similar all-in-ones systems from Sony and Hewlett-Packard also have Blu-ray drives as well as HDMI ports. Unlike the iMac, with those systems you can connect game consoles, cable TV boxes, and other external video components to them without buying an expensive adapter.

That said, between its large display and fast new components, the new iMac is ideally suited for productivity. You can also make it work as a consolidated home entertainment system if you’re willing to spend about $150 for an HDMI-to-mini DisplayPort adapter such as the Belkin AV360. Apple adding an HDMI port would be a far simpler solution, but given the iMac’s large screen and fast performance, we imagine more than a few people in the market for an all-in-one media hub would be willing to pay extra for the iMac-and-adapter combination. If Apple added HDMI to the 27-inch iMac, we would have a difficult time arguing for any other high-end all-in-one. For now, we still think highly of this system, but its dependence on an adapter for home entertainment sticks out like a blemish.

Adobe Photoshop CS3 image-processing test (in seconds)
(Shorter bars indicate better performance)

Apple iTunes encoding test (in seconds)
(Shorter bars indicate better performance)

Multimedia multitasking (in seconds)
(Shorter bars indicate better performance)

Cinebench
(Longer bars indicate better performance)

The Lenovo all-in-one PC we reviewed is the closest to the iMac performancewise, but that’s not saying too much. The HP and Sony systems mentioned above might fare better, the HP especially since it at least has the mobile version of Intel’s Core i7 CPUs. However, from all indications on paper and in our lab, the 27-inch iMac is the fastest all-in-one currently available. We included the $1,199 Gateway FX6840-03e tower desktop to illustrate that you can still build a standard PC that can compete with the iMac for a much lower cost. For all-in-one purists, the iMac is the clear choice if productivity is your top priority.

Steam games (frames per second)
(Longer bars indicate better performance)

We can also report positively about the iMac as a gaming platform. Yes, the Mac gaming library is still limited compared with that of Windows, but Valve Software’s recent release of a Mac version of its Steam digital game distribution service has already paid off with Valve bringing its popular first-person games Half-Life 2, Portal, and Team Fortress 2 to Macs. The three games we tested all use Valve’s Source 3D graphics engine, so we can’t say that you’ll see similar scores across all titles available for the Mac. Still, we were glad to see that even at full resolution and maximum image quality settings, the iMac was able to handle all three games relatively well. Using the more forgiving “recommended” settings for each game (as denoted by an asterisk in each game’s video options tab), we saw even better performance with relatively little drop-off in image quality.

Even before Valve came along, World of Warcraft, Starcraft, and Diablo-maker Blizzard Software has historically been committed to the Mac platform. Doom and Quake-developer id Software has also shown similar loyalty. Among those three vendors, that’s an impressive array of quality games available for the Mac, and the list is growing. Popular role playing game Dragon Age: Origins also has a Mac version, and the cloud gaming service OnLive supports a variety of titles that work with OS X. Windows PCs will remain the gaming enthusiasts’ primary choice because of their upgradeability, at least for the foreseeable future; however, with the expanded Mac gaming library and this system’s fast new ATI graphics card, we can confidently recommend this iMac for gaming.

Aside from our gripes about the iMac’s video inputs, we’re relatively happy with the other ports on the back of this system. You get four USB 2.0 port, a pair of audio jacks, a FireWire 800 port, and an Ethernet adapter. Both eSATA and USB 3.0 are faster data throughput options than FireWire 800, so those who face bottlenecks from large data transfers might feel some frustration at Apple’s loyalty to the IEEE 1394 standard. For most consumers, the iMac’s existing ports will be sufficient.

As usual, Apple’s power management skill is evident in this iMac. We always appreciate a desktop that is both more efficient and faster than competing systems. As with the 21.5-inch iMac, we noted that this 27-inch model was extremely hot on the back panel, especially after gaming. A handheld laser thermometer showed temperatures as high as 118 degrees over the area on the back panel we assume concealed the graphics card. Most other all-in-ones we’ve tested come in around 85 degrees. You’ll want to be sure to keep the iMac in a place where it has plenty of ventilation to avoid it overheating.

Finally, we continue to find Apple’s service and support policies cynically structured to encourage you to spend money. You get 90 days of toll-free support and a yearlong warranty by default. After that, you can either refer to Apple’s Web site, a Genius Bar, an Apple-authorized service provider, or pay $169 for three years of phone service via AppleCare, which also extends your warranty to three years. That all-or-basically nothing approach for phone support puts Apple at odds with the rest of the PC industry that typically includes at least a year of phone support, if not a lifetime of coverage, at no additional charge.

Find out more about how we test desktop systems.

System configurations:
Acer Aspire Z5700-U2112
Windows 7 Home Premium SP1 (64-bit); 3.2GHz Intel Core i5 650; 4GB 1,066MHz DDR2 SDRAM; 128MB (shared) Intel GMA X4500 HD; 1TB 7,200rpm Western Digital hard drive

Apple iMac (21.5-inch, Summer 2010)
Apple OS X Snow Leopard 10.6.4; 3.06GHz Intel Core i3; 4GB 1,333MHz DDR3 SDRAM; 256MB ATI Radeon HD 4670 graphics card; 500GB 7,200rpm Seagate hard drive

Apple iMac 27-inch
Apple OS X Snow Leopard 10.6.4; 3.06GHz Intel Core i3; 4GB 1,333MHz DDR3 SDRAM; 256MB ATI Radeon HD 4670 graphics card; 500GB 7,200rpm Seagate hard drive

Gateway FX6840-03e
Windows 7 Home Premium (64-bit); 2.8GHz Intel Core i7 860; 8GB 1,333MHz DDR3 SDRAM; 1GB ATI Radeon HD 5770; 1TB 7,200rpm Seagate hard drive

Lenovo IdeaCentre B500 08873AU
Windows 7 Home Premium; 2.66GHz Intel Core 2 Quad Q8400S; 6GB 1,066MHz DDR2 SDRAM; 1GB Nvidia GeForce GT 250M; 1TB 7,200rpm Seagate hard drive