ขีดความสามารถการส่งออกข้าวไทยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง…อยู่ที่การปรับตัวรับการแข่งขัน

ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเกิดภาวะวิกฤตอาหาร ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารรวมทั้งข้าวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้เป็นโอกาสของประเทศที่ผลิตสินค้าอาหารส่งออก เพิ่มการผลิตเพื่อโอกาสในการขยายตลาด ในขณะที่อีกหลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ รวมทั้งการลดการพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าอาหาร โดยการขยายการผลิตทั้งเพื่อให้เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ และเพื่อเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารในอนาคต ดังนั้น การแข่งขันในการส่งออกสินค้าอาหารในตลาดโลกจึงทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในบรรดาสินค้าอาหารส่งออกของไทย ข้าวมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าสินค้าอาหารส่งออก ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนมากที่สุดในบรรดา สินค้าส่งออกอาหารไม่แปรรูป โดยไทยครองอันดับหนึ่งในการส่งออกข้าวมาตั้งแต่ปี 2524 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา การแข่งขันในการส่งออกข้าวเผชิญการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากเวียดนามที่ก้าวขึ้นมาเป็นที่สองรองจากไทยในการส่งออกข้าวในตลาดโลก ช่วงห่างของปริมาณการส่งออกข้าวของไทยและเวียดนามเแคบลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ อินเดียที่เริ่มกลับมาส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งอีกครั้งหลังจากที่หยุดส่งออกไป 3 ปี (ยังคงส่งออกข้าวบัสมาติ) ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกข้าวของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2554 และ 2555 ซึ่งการที่ทั้งเวียดนามและอินเดียเข้ามาเบียดแย่งตลาดส่งออกข้าวไทย โดยอาศัยความได้เปรียบในการแข่งขันในด้านราคาส่งออกที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวหันไปนำเข้า ข้าวจากเวียดนามและอินเดียเพิ่มขึ้น ดังนั้น คาดการณ์ว่าในปี 2555 ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าไทยยังจะรักษาตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกข้าว อันดับหนึ่งไว้ได้ในปี 2555 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 8.0 ล้านตันข้าวสาร ส่วนเวียดนามและอินเดียส่งออกได้ที่ปริมาณ 7.1 ล้านตันข้าวสารและ 7.0 ล้าน ตันข้าวสารตามลำดับ(คาดการณ์ว่าอินเดียสามารถแซงสหรัฐฯขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับสามของโลกได้ในปี 2555)


ที่มา : USDA หมายเหตุ : ปี 2554/55 ปรับตามข้อมูลล่าสุด

ในระยะถัดไปโจทย์ที่ท้าทายของประเทศไทยคือ การพัฒนาขีดความสามารถในการส่งออกข้าวเพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่ยังคงรุนแรง โดยมีโอกาสที่ทั้งเวียดนามและอินเดียอาจจะแซงขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากตลาดที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักอยู่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา และเป็นสินค้าที่บริโภค โดยกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ราคาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกในการเลือกซื้อข้าว ในขณะที่ราคาข้าวส่งออกของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าคู่แข่งขันเมื่อ เทียบกับชนิดข้าวประเภทเดียวกัน กล่าวคือ ราคาส่งออกข้าวณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 ของไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่าเวียดนาม 129-144 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทข้าว) และสูงกว่าอินเดีย 79-154 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าวขาว ส่วนอินเดียเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าวขาว(โดยเฉพาะข้าวขาว5% และ 25%) และข้าวนึ่ง ดังนั้น การที่จะแย่งตลาดส่งออกข้าวกลับมาจากเวียดนาม และอินเดียก็ต้องทำให้ราคาส่งออกไม่แตกต่างกันมากนัก และอาศัยจุดแข็งของไทยในด้านการยอมรับใน มาตรฐานคุณภาพข้าว และการส่งมอบที่ตรงตามสัญญา

แนวทางการที่จะทำให้ส่วนต่างของราคาส่งออกข้าวลดลงเพี่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 ระยะสั้น ภายใต้นโยบายการแทรกแซงตลาดข้าว โดยการยกระดับราคาที่เกษตรกรขายได้ส่งผลโดยตรงที่ทำให้ราคาข้าวส่งออกของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ยังมีโจทย์ที่ต้องช่วย เหลือชาวนาให้มีรายได้ในระดับที่อยู่ได้ การปรับตัวของผู้ส่งออกในระยะสั้นอาจต้องมุ่งแสวงหาตลาดใหม่ๆในผลิตภัณฑ์ข้าวที่ไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะข้าวคุณภาพพิเศษ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ เป็นต้น และในระยะถัดไป สิ่งที่ควรต้องดำเนินการคือ การจัดตั้งไรซ์บอร์ด(Rice Board) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าวทั้งระบบเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางการค้าข้าวได้ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพการผลิต ราคาของการซื้อขาย การแทรกแซงตลาด ไปจนถึงนโยบายการส่งออก แนวคิดนี้ ในต่างประเทศประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น Wheat Board และ Coffee Board ของประเทศตะวันตก Palm Board ของมาเลเซีย ซึ่งล้วนตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลตั้งแต่การผลิตให้มีคุณภาพ และ ปริมาณที่เหมาะสม กำหนดราคา รวมไปถึงการส่งออกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกข้าวของไทยประสบความสำเร็จ

 ระยะยาว ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คือ

– การลดต้นทุนการผลิตโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ ในการส่งออกข้าวอย่างเวียดนามและอินเดียแล้ว ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาโดยตลอด และมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยของประเทศคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ แหล่งน้ำในการทำนาไม่เพียงพอ โดยมีพื้นที่ทำนาที่อยู่ในเขตชลประทานเพียงประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทำนาทั้งประเทศ จากข้อมูลการสำรวจผลิตข้าวต่อไร่ของไทยเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาพบว่า ข้าวนาปีในพื้นที่นอกเขตชลประทานมีผลผลิตเฉลี่ยเพียง 364 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนในเขตชลประทานให้ผลผลิต 542 กก./ไร่ ส่วนข้าวนาปรังซึ่งจะทำในเฉพาะพื้นที่ชลประทานทั้งประเทศให้ผลผลิตเฉลี่ยถึง 702 กก./ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทานภาคกลางผลผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เฉลี่ยต่อไร่สูงถึง 785 กก./ไร่สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลผลิตข้าวทั่วโลก ดังนั้น การขยายเขตพื้นที่ชลประทานนับว่าเป็นแนว ทางสำคัญในการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่

นอกจากประเด็นในเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ประเด็นที่มีความสำคัญรองลงมา คือ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการเกษตร โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว และการใช้เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร (ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช) ให้เหมาะสมกับแหล่งปลูกข้าวแต่ละท้องที่ การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในระดับไร่นา (รถไถนา รถเกี่ยว ข้าวฯลฯ) เพื่อลดต้นทุนในการเก็บเกี่ยว(ทั้งในด้านค่าจ้างแรงงาน และระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวัง คือ การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็มีส่วนส่ง ผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่เหมาะสมกับดิน การใช้ยากำจัดศัตรูพืชมากเกินไปหรือใช้ผิดประเภท เป็นต้น

– การปรับผลผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในด้านปริมาณ ประเภทและคุณภาพ ซึ่งเป็นการยึดตลาดเป็นหลักในการวางแผนการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้ข้าวที่ผลิตออกมาสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ เช่น ทิศทางการแข่งขันในระยะถัดไปไทยจะขยับขึ้นไปส่งออกข้าวคุณภาพพิเศษ (ข้าวหอมมะลิ ข้าวเฉพาะท้องถิ่น ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ ฯลฯ) และผลิตภัณฑ์ข้าวสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวแทนการส่งออกข้าวในรูปเมล็ด ซึ่งผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยยังมีโอกาสในการขยายตลาด ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

จากแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกข้าว เห็นได้ชัดเจนว่ามีแนวโน้มว่าขีดความสามารถในการส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มลดลงในระยะถัดไป เนื่องจากแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นเป็นไปได้ยาก ส่วนการลดต้นทุนการผลิตและการปรับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดต้องอาศัยระยะเวลา และการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งยังต้องพึ่งพิงการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก รวมทั้งการดำเนินการแทรกแซงตลาดโดยการยกระดับราคาที่เกษตรกรขายได้อย่างต่อเนื่องก็ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ชาวนาพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อที่จะขายข้าวให้ได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งปัญหาในเรื่องคุณภาพข้าวอาจจะเป็นปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญในอนาคต

เมื่อขีดความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกข้าวมีแนวโน้มลดลง บรรดาผู้ประกอบการSMEs ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าวต้องเร่งปรับตัวเพื่อประคองตัวให้อยู่รอด โดยแยกเป็นประเภทของผู้ประกอบการ ดังนี้

 โรงสี ผู้ประกอบการโรงสีที่เป็นSMEs (โรงสีขนาดกลางและเล็กกำลังการผลิตน้อยกว่า100 ตัน/วัน ) มีจำนวน 37,362 โรงงาน1 คิดเป็นร้อยละ 96.6 ของจำนวนโรงสีทั้งหมด โดยปกติมาร์จิ้นสุทธิของธุรกิจโรงสีจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1-3 สำหรับข้าวขาว ส่วนข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม และข้าวนึ่งจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4-62 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโรงสี รายได้หลักหรือประมาณ ร้อยละ 66 เป็นรายได้จากการขายข้าวต้นข้าวท่อน และปลายข้าว ส่วนรายได้ที่เหลืออีกร้อยละ 35 เป็นรายได้จากผลพลอยได้ ซึ่งแยกเป็นแกลบร้อยละ 24 และรำข้าวร้อยละ 11 ซึ่งข้าว ท่อนเป็นวัตถุดิบสำหรับทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนแกลบ รำข้าว ปลายข้าว เป็นที่ต้องการของบรรดาโรงงานไฟฟ้าชีวมวล และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ตามลำดับ ในภาวะที่การส่งออกมีแนวโน้มลดลง บรรดาธุรกิจโรงสีต้องเร่งปรับตัวด้วยการพยายามเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเพื่อลดโอกาสของการขาดทุนจากการเผชิญกับภาวะตลาดเอง ส่วนโรงสีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการรับ จำนำก็ต้องพยายามเก็บข้าวไว้จำหน่ายเป็นข้าวเก่า ซึ่งโดยปกติจะเก็บไว้ได้ประมาณ 6-9 เดือน และทยอยขายออกไป ซึ่งคงต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการของโรงสีแต่ละแห่ง

 โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ข้าว อุตสาหกรรมแปรรูปข้าวส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการSMEs จำแนกเป็นโรงงานผลิตภัณฑ์ประเภทอบ จำนวน 231 โรงงาน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้น จำนวน 422 โรงงาน โรงงาน ผลิตแป้งสตาร์ชและผลิตภัณฑ์จากสตาร์ช จำนวน 57 โรงงาน3 โรงงานเหล่านี้จะเป็นแหล่งดูดซับผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะเหลืออยู่ในประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าการส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวโดยการส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ข้าวนับว่าเป็นแนวทางที่สำคัญ ซึ่งนอกจากโรงงานผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีอยู่แล้วควรต้องเร่งมีการเพิ่มการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประเภทของผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่เกาะกระแสสุขภาพ ซึ่งอยู่ในความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เช่น น้ำมันรำข้าว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบจากข้าว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนบุคคล(สบู่จากข้าว) อาหารเสริมสุขภาพจากข้าว เป็นต้น

 ผู้ส่งออกข้าวที่เป็นผู้ประกอบการSMEs แนวทางการปรับตัวของผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งต้องแยกการปรับตัวตามประเภทของข้าว เนื่องจากข้าวแต่ละประเภทเผชิญการแข่งขันในตลาดที่แตกต่างกัน ดังนี้

• ผู้ส่งออกข้าวนึ่ง การส่งออกข้าวนึ่งของไทยครองตลาดโลก ในช่วงที่อินเดียงดส่งออก โดยมีคู่แข่งรายเล็กอย่างอุรุกวัยที่เข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดส่งออกในบางช่วง แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะสั้นๆเท่านั้น(เฉพาะในบางปีที่มีผลผลิตมากพอที่จะส่งออก) แต่การกลับเข้ามาส่งออกข้าวนึ่งของอินเดีย ทำให้ตลาดข้าวนึ่งมีการแข่งขันอย่างรุนแรง เนื่องจากราคาข้าวนึ่งของอินเดียอยู่ในระดับต่ำกว่าไทย ส่งผลให้ประเทศผู้รับซื้อข้าวนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะในแอฟริกา และตะวันออกกลางหันไปซื้อข้าวนึ่งจากอินเดีย ผู้ส่งออกข้าวนึ่งของไทยคงต้องรอจังหวะการส่งออกข้าวนึ่งหลังจากผู้ส่งออกอินเดีย ซึ่งในช่วงที่ชะลอการผลิตข้าวนึ่ง ก็อาจปรับมาผลิตข้าวขาวทั้งเพื่อส่งออกและป้อนตลาดในประเทศไปก่อน หรือการเจาะขยายตลาดข้าวนึ่งในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งจัดว่าเป็นตลาดข้าวนึ่งตลาดบน หรือตลาดที่บริโภคข้าวนึ่งในฐานะที่เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ แม้ว่าปัจจุบันตลาดยังมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับตลาดในแอฟริกาและตะวันออกกลาง แต่ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี

• ผู้ส่งออกข้าวขาว ผู้ส่งออกข้าวขาวของไทยนั้นต้องเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงอยู่แล้วจากเวียดนาม โดยในระยะที่ผ่านมาเวียดนามแข่งขันในการส่งออกข้าวขาว15% และข้าวขาว25% ซึ่งเป็นตลาดข้าวระดับปานกลางถึงต่ำ โดยตลาดข้าวเหล่านี้อยู่ในแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เวียดนามเริ่มขยับขึ้นมาแข่งขันในการส่งออกข้าวขาว5% และข้าวขาว10% ซึ่งเป็นตลาดข้าวระดับบน โดยเวียดนามใช้ราคาข้าวที่อยู่ในระดับต่ำกว่าไทย เป็นหัวหอกในการเบียดแย่งตลาดข้าวจากไทย

การปรับตัวของผู้ส่งออกข้าวขาว กรณีผู้ส่งออกที่มีกิจการโรงสีด้วย ปัจจุบันผู้ส่งออกข้าวบางรายที่มีกิจการโรงสีด้วย เมื่อตลาดข้าวส่งออกหดตัว ก็เริ่มหันมาผลิตข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายในประเทศ ดังนั้น ในตลาดค้าปลีก ทั้งในร้านค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าปลีกดั้งเดิมจะมียี่ห้อข้าวสารบรรจุถุงใหม่ๆมาวางจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสดีของผู้บริโภคในประเทศที่มีทางเลือกในการซื้อมากขึ้น นอกจากตลาดค้าปลีกแล้วผู้ส่งออกข้าวหันมาเจาะตลาดค้าส่ง โดยเฉพาะโรงแรม โรงพยาบาล สถานศึกษา โรงงาน ฯลฯ ซึ่งตลาดค้าส่งนี้แข่งขันโดยการประมูล และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายปลีก(ตรายี่ห้อ บรรจุภัณฑ์ แรงงาน การขนส่งฯลฯ)

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกข้าวบางรายเริ่มหันไปผลิตข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ โดยไทยยังมีความได้เปรียบในการส่งออกข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษหรือข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ ข้าวเสริมวิตามิน ข้าวผสมสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าตลาดจะยังไม่กว้างมากนัก และยังต้องหันไปควบคุมในขั้นตอนการผลิต รวมทั้งยังต้องการการสื่อสารกับผู้บริโภคให้มั่นใจในผลิตภัณฑ์ แต่ตลาดข้าวประเภทนี้ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี และคุณภาพข้าวของไทยได้รับการยอมรับ ซึ่งแนวทางการเจาะขยายตลาดต้องเน้นจับตลาดผู้มีรายได้สูง และผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพ โดยผู้ส่งออกต้องเข้าไปศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้าวของผู้บริโภคแต่ละตลาดเพื่อเป็นแนวทางในการผลิตข้าวให้ตรงตามความต้องการ ของผู้บริโภค รวมทั้งการหาพันธมิตรหรือตัวแทนการจัดจำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายในแต่ละประเทศ

ผู้ส่งออกข้าวขาวบางรายเลือกที่จะขยายกิจการผลิตภัณฑ์ข้าว เพื่อที่จะป้อนตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวน่าจะเป็นทางเลือกในการหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรง รวมทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยที่น่าสนใจ คือ น้ำมันรำข้าว และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากข้าว ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ รวมทั้งยังมีโอกาสในการขยายตลาดในประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ สินค้าประเภทขนมขบเคี้ยว แป้งข้าว เส้นหมี่เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปังกรอบ ฯลฯ ก็เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวที่น่าสนใจ แม้ว่าปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศ แต่ก็มีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการเจาะขยายตลาด เนื่องจากความต้องการในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

• ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ ในช่วงที่ผ่านมาข้าวหอมมะลิของไทยได้รับการยอมรับในต่างประเทศ และเป็นตลาดข้าวระดับบนที่ไทยครอบครองมาอย่างยาวนาน คู่แข่งในตลาดบนหรือตลาดระดับเดียวกับข้าวหอมมะลิไทย คือ ข้าวบาสมาติของอินเดีย แต่ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวบัสมาติ รวมทั้งราคาข้าวบาสมาติของอินเดียก็อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าข้าวหอมมะลิของไทย ทำให้ผู้บริโภคจะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกัน สำหรับคู่แข่งขันทางอ้อมของข้าวหอมมะลิของไทย คือ ข้าวหอมท้องถิ่น เนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ประเทศผู้ผลิตข้าวเริ่มหันมาขยายการผลิตข้าวหอมท้องถิ่นเพื่อมาแข่งขันกับข้าวหอมมะลิ เช่น ข้าวหอมเวียดนาม ข้าวหอมของจีน ข้าวหอมของเม็กซิกัน เป็นต้น ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจส่งผลให้ผู้บริโภคข้าวหอมมะลิบางรายเปลี่ยนไปบริโภคข้าวหอมท้องถิ่น ซึ่งมีราคาถูกกว่า ทำให้ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิเริ่มเผชิญกับปัญหาท้าทาย ในการถูกเบียดแย่งตลาด โดยตลาดที่เริ่มมีปัญหา ได้แก่ ตลาดในฮ่องกงและมาเลเซีย ข้าวหอมของเวียดนามเริ่มเข้ามาเบียดแย่งตลาด ในสหรัฐฯ มีข้าวหอมจากเม็กซิโกเข้ามาแข่งขัน ฯลฯ รวมทั้ง ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยยังเผชิญปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มว่าข้าวหอมมะลิของไทยยังมีโอกาสในการขยายตลาดได้อีกมาก เนื่องจากข้าวหอมมะลิของไทยเป็นที่นิยมบริโภคของชาวจีนเป็นอย่างมาก ประเด็นที่รัฐบาลและผู้ส่งออกต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิ โดยการศึกษาพฤติกรรมการบริโภค ข้าวหอมมะลิของแต่ละตลาด ทั้งนี้เพื่อผลิตข้าวหอมมะลิให้ตรงตามความต้องการของแต่ละตลาดหรือสำหรับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเฉพาะ รวมทั้งการสื่อสารกับผู้บริโภคให้ทราบถึงคุณลักษณะพิเศษของข้าวหอมมะลิ และขอความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศปลายทางเพื่อที่จะควบคุมคุณภาพของข้าวหอมมะลิในระดับค้าปลีก

• ผู้ส่งออกข้าวเหนียว ข้าวเหนียวนับเป็นข้าวที่ไม่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยไทยครองตลาดส่งออกเกือบทั้งหมด และการส่งออกก็ได้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกข้าวเหนียวจะค่อนข้างแคบ โดยตลาดที่บริโภคโดยตรงนั้นจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีแรงงานหรือคนเอเชียเข้าไปตั้งรกรากอยู่ อย่างไรก็ตาม ตลาดที่กว้างกว่าน่าจะเป็นตลาดแป้งข้าวเหนียว ซึ่งนำไปทำขนมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยตลาดนี้เป็นตลาดที่ภาคเอกชนควรให้ความสนใจในการขยายตลาด อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือ ข้อจำกัดในการขยายปริมาณการผลิตข้าวเหนียว ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการปลูกเฉพาะในช่วงนาปี เท่านั้น

โดยสรุปแล้วไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่จะถูกแย่งตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก จากประเทศคู่แข่งขันสำคัญ คือ เวียดนาม และอินเดีย ที่เข้ามาเบียดแย่งสัดส่วนการส่งออกข้าวในตลาดโลก โดยอาศัยความได้เปรียบในเรื่องราคา สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือ การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในระยะสั้น คือ การกำหนดนโยบายแทรกแซงราคาที่เหมาะสม และการจัดตั้งไรซ์บอร์ด เพื่อกำหนดทิศทางการค้าข้าวได้ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพการผลิต ราคาของการซื้อขาย การแทรกแซงตลาด ไปจนถึงนโยบายการส่งออก ส่วนในระยะยาว ไทยต้องลดต้นทุนการผลิตโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับผลผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในด้านปริมาณ ประเภทและคุณภาพ อย่างไรก็ตาม คาดว่าขีดความสามารถในการส่งออกข้าวของไทยในระยะถัดไปมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต้องอาศัยระยะเวลา และการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้บรรดาผู้ประกอบการSMEsในธุรกิจข้าว ทั้งโรงสี โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ข้าว และผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งปรับตัวเพื่อประคองตัวให้อยู่รอด

————————————————————————————
1 กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2 ข้อมูลจากผู้ประกอบการโรงสี
3 กรมโรงงานอุตสาหกรรม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: