Climate Change : การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีไทย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ Climate Change คือภาวะที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำให้อุณหภูมิภายในโลกสูงขึ้น และสภาพฝนฟ้าอากาศภายในโลกแปรปรวน ฤดูร้อนมีอากาศร้อนจัด ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจัด ฤดูกาลผิดปกติ ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เกิดภัยธรรมชาติบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา ปัญหาสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเริ่มทวีความรุนแรงและเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากประเทศไทยได้เผชิญกับสภาพความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและดินถล่มทางภาคใต้ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับพายุโซนร้อนพัดผ่านหลายลูกติดต่อกันในบริเวณ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ต่อเนื่องมายังพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ……ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

จากความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงที่ผ่านมา กระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ทั้งในส่วนของการสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ผลิต โรงงาน แหล่งวัตถุดิบ คลังเก็บสินค้า เส้นทางการขนส่งสินค้า ตลอดจนพื้นที่ขาย จนทำให้ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย หรือมีเครือข่ายการผลิต/วัตถุดิบอยู่ ใกล้กับพื้นที่เสียหาย ต้องชะลอ/ลดปริมาณการผลิต และกิจการยอดขายลดลง นอกจากนี้ ปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดลดลงนั้น อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่อง ไปยังกลุ่มผู้บริโภค ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อสินค้าที่ลดลง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นนับว่าบทเรียนสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการควรที่จะตระหนักถึงผลกระทบและความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจของตนเอง โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนสูง เช่น ธุรกิจเกษตรและสินค้า เกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ ผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนที่อาจจะเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

◊ ผลกระทบทางตรง ที่เกิดจากปัญหาสภาพอากาศโลกแปรปรวน จะส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญความเสี่ยงในการดำเนินกิจการเพิ่มมากขึ้น ทั้งความเสี่ยงทางด้านการจัดหาวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต การจำหน่ายหรือการเข้าถึงสินค้าและบริการของกลุ่มลูกค้า โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบ นอกจากจะเป็นธุรกิจที่ประกอบการอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ยังมีธุรกิจที่อาจจะได้รับความเสี่ยงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ได้แก่

• ธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูป เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยภาวะอากาศแปรปรวนและการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะมีผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน และราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูป/อาหารแปรรูป ทำให้มีปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอ สำหรับผลิตตามคำสั่งซื้อ หรือผู้ประกอบการอาจจะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

• ธุรกิจท่องเที่ยว สภาพอากาศแปรปรวนนับว่าเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงของไทยส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ชายทะเล ภูเขา น้ำตก รวมทั้งการชมวัดและโบราณสถานต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวกลางแจ้ง ดังนั้นสภาพอากาศที่แปรปรวน จะเป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย อีกทั้งอาจส่งผลต่อความสะดวกและความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง โดยประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนี้ ในระยะยาว สภาพอากาศแปรปรวน และปัญหาจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่ง ซึ่งจะทำให้ปริมาณและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลลดลง

◊ ผลกระทบทางอ้อม เกิดขึ้นจากการที่ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะสภาพอากาศโลกแปรปรวน โดยความพยายามผลักดันเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

• กระแสรักษ์โลก นับว่าเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะ มีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต จากการรณรงค์และปลูกฝั่งจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม จนทำให้การคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้าของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยช่วงที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 (ประเทศไทย) EU Energy Labeling, EUdesign, EU Flower (สหภาพยุโรป) เป็นต้น แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าวจะเป็นเพียงมาตรฐานโดยสมัครใจ ไม่ได้เป็นกฎระเบียบข้อบังคับสำหรับภาคธุรกิจ แต่ถ้าหากผู้ประกอบการไม่ปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้า หรือ กระบวนการผลิตที่คำนึงถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับมาตรฐานสินค้าทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ อาจทำให้กิจการ/สินค้าเหล่านั้นไม่สามารถที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้า เมื่อเทียบกับธุรกิจที่มีการปรับตัวตามกระแสรักษ์โลกของกลุ่มผู้บริโภค

• กฎระเบียบและมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป (EU) เพื่อผลักดันให้การผลิตและการบริโภคในประเทศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ แนวโน้มของการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเข้มงวดมากขึ้น และเริ่มเป็นประเด็นที่ประเทศต่างๆ ในโลกให้ความสำคัญ

ตัวอย่างมาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ในสหภาพยุโรป

ประเทศ มาตรการและกฎระเบียบ รายละเอียด
สหภาพยุโรป ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษซากเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) กำหนดให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับซาก ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน ดำเนินการให้มีการคืนสภาพ หรือนำกลับไปใช้ใหม่
ระเบียบบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWD) กำหนดข้อบังคับในการออกแบบ และคัดเลือกวัสดุเพื่อลดการใช้วัสดุ สารเคมี สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ลดการใช้โลหะหนักในการผลิต รวมทั้ง กำหนดให้ผู้ผลิตรับผิด ชอบในการกำจัดซากขยะบรรจุภัณฑ์
ระบบควบคุมการค้าสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ควบคุมการปล่อยก๊าซของโรงงานในอุตสาหกรรมหนักที่ใช้พลังงานมาก เช่นโรงงานผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงถลุงเหล็ก โรงงานผลิตซีเมนต์ แก้ว อิฐ เซรามิก กระดาษ (โดยการกำหนดเพดานในการปล่อยก๊าซ และมีระบบให้เอกชนสามารถการซื้อขายส่วนต่างก๊าซที่โรงงานปล่อยออกมา) ล่าสุดเมื่อ ม.ค.2555 มีการประกาศเพิ่มให้อุตสาหกรรมการบิน ซึ่ง รวมถึง เครื่องบินที่เข้าออกกลุ่มประเทศ EU จะต้องเข้าสู่ระบบ EST
มาตรการคาร์บอนฟุตพรินท์ และฉลากลดคาร์บอน ระเบียบว่าด้วยการแสดงข้อมูลปริมาณรวมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการ ตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตของสินค้า แม้ว่าปัจจุบัน มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการโดยสมัครใจ แต่มีบางประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศสที่ได้เริ่มมีการระบุให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินท์ของสินค้าไว้ในกฏระเบียบและแผน ยุทธศาสตร์ของประเทศ

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รวบรวมจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และสวทช.

แม้ว่าการกำหนดมาตรการและกฎระเบียบทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่สามารถช่วยลดและบรรเทาปัญหาทางด้านสิ่ง แวดล้อมได้ แต่ในขณะเดียวกัน มาตรการและกฎระเบียบที่เข้มงวดย่อมส่งผลกระทบผู้ส่งออกสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งกฎระเบียบต่างๆ ทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องปรับระบบการผลิต และออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบต่างๆ หรืออาจจะต้องเพิ่มกระบวนการ/ขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจ เช่น ต้องรับผิดชอบในการกำจัดซากสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพิ่มการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกขั้นตอนการผลิต รวมทั้งอาจต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งทางอากาศที่เพิ่มขึ้น จากการที่เครื่องบินถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น โดยในการปรับตัวของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเพิ่มขั้นตอนในการดำเนินงานต่างๆ ล้วนเป็นภาระทางด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้น

แนวทางในการปรับตัวสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี……เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับแนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ควรมีดังต่อไปนี้

◊ ภาพรวมของธุรกิจทั่วไป

• แนวโน้มความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อการดำเนินกิจการ รวมไปถึงความสามารถในการประกอบกิจการและการแข่งขันในอนาคต ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจและวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการในธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนและทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ ในการพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ นั้น ควรจะพิจารณาให้ครอบคลุมทางด้านการผลิต แหล่ง/การจัดหาวัตถุดิบ การจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า รวมทั้งหาแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงหรือบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อช่วยทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและดำเนินกิจการต่อไปได้ในระยะยาว

• จากกระแสรักษ์โลก และการเลือกใช้สินค้าที่ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นับว่าเป็นหนึ่งในโอกาสของผู้ประกอบการในการที่จะเพิ่มยอดขาย โดยการปรับการผลิต หรือการออกแบบสินค้าเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การออกแบบโดยใช้วัสดุรีไซเคิล การออกแบบเพื่อลดการใช้วัตถุดิบ การปรับปรุงระบบการผลิต ที่ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจจะปรับการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีในประเทศ เช่น โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (ระดับโรงงานผลิต) ฉลากสินค้าสีเขียว (ระดับสินค้า) รวมทั้ง ควรเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า/บริษัท และสร้างความรับรู้ให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการใช้สินค้าที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

◊ ธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูป อาจได้รับความเสี่ยงจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย จนเกิดปัญหาขาดแคลนและมีราคาสูง โดยแนวทางในการปรับตัวหลักๆ มี 2 แนวทาง ดังนี้

• การผลิตสินค้าเกษตร สำหรับพืช ควรที่จะนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาใช้ในการผลิต เช่น การปรับปรุงพันธ์หรือคัดเลือกพันธ์ให้มีความทนน้ำ ทนต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทนต่อโรคพืชที่มักเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ตลอดจนการปรับปรุงผลิตภาพในการผลิตสำหรับปศุสัตว์ ควรเลือกทำเลในการเพาะเลี้ยง ไม่ควรตั้งโรงเลี้ยงสัตว์บริเวณทางน้ำผ่าน หรือที่ลุ่มต่ำ ปรับปรุงโรงเลี้ยงสัตว์ให้เป็นระบบปิด สะอาดและถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น เพื่อลดปัญหาโรคระบาดในภาวะที่สภาพอากาศแปรปรวน

• การบริหารจัดการวัตถุดิบ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในการเลือกซื้อวัตถุดิบ ซึ่งนอกจากจะเน้นทางด้านคุณภาพของวัตถุดิบและราคาแล้ว ควรที่จะเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่มีการบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะอากาศแปรปรวน หรือเป็นแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญกับความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้ สำหรับการสต็อกวัตถุดิบ ควรเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบปริมาณสินค้าในสต็อก รวมทั้ง ระยะเวลาในการสต็อกวัตถุดิบควรที่จะกำหนดให้มีความยืดหยุ่นตามฤดูกาล กล่าวคือ ในช่วงเดือนที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง ผู้ประกอบการควรจะเพิ่มปริมาณการสต็อกวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิตในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น

◊ ธุรกิจท่องเที่ยว จากสภาพอากาศแปรปรวนจะกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) เช่น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ การปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว รวมทั้งสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งผลักดันเพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่กิจกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งเร่งพัฒนาและยกระดับการให้บริการสำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวในร่ม (Indoor) เช่น การบริการสปาและนวดแผนไทย สถานบันเทิง (โรงภาพยนตร์ และโรงละครจัดการแสดงมหรสพต่างๆ) แหล่งช๊อปปิ้ง และเอ้าต์เลทในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น

นอกจากนี้ จากสภาพอากาศแปรปรวนและภาวะโลกร้อน ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งทะเลทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของไทยได้รับความเสียหาย โดยแนวทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการสามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ คือการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มีโครงการเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ และฟื้นฟูระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปลูกป่าชายเลน โครงการปลูกปะการังเทียม ทั้งนี้ เพื่อรักษาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งให้ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

◊ ธุรกิจส่งออก/ผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก จากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนซึ่งเป็นสาเหตุมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศต่างๆ มีการออกกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ดังนั้น การที่ผู้ส่งออกไทยจะสามารถรักษาตลาดส่งออกดังกล่าวไว้ได้นั้น จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยนการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าที่สอดคล้องตามกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ที่จะต้องเผชิญ

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นผู้ประกอบการควรจะทำความเข้าใจกฎระเบียบและมาตรการต่างๆ และควรจัดหาบุคลากรที่รับผิดชอบในการศึกษารายละเอียดของกฎระเบียบและมาตรการต่างๆ รวมทั้งคอยติดตามความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนการผลิต/การดำเนินธุรกิจได้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการส่งออก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถรวบรวมรายละเอียดของกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้จากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ สถาบันสิ่งแวดล้อม และสมาคมการค้าต่างๆ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรหาแนวทางในการลดต้นทุน ที่จะเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มขึ้นตอนการผลิต และการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น

• มาตรการ WEEE และ PPWD ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการกำจัดซากสินค้า และบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรหาแนวทางเพื่อลดต้นทุนในการกำจัดซากดังกล่าว โดยอาจจะเลือกใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย และมีต้นทุนในการย่อยสลายที่ไม่สูงมาก หรืออาจพัฒนาการออกแบบสินค้าและ บรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อลดปริมาณซาก/ขยะที่ต้องกำจัด ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้

• มาตรการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมาตรการฉลากลดคาร์บอน ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบและวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ทุกขั้นตอนการผลิต ทั้งนี้ในการดำเนินการดังกล่าว มีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ที่จะต้องจัดเก็บเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ภายหลัง ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับ ระบบการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ให้สามารถเรียกใช้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดจำนวนบุคลากรที่รับผิดชอบเรื่องเอกสารต่างๆ ลงได้

โดยสรุป ปัญหาสภาพอากาศโลกที่แปรปรวนมากขึ้นในปัจจุบัน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งอาจกระทบต่อ ความสามารถในการดำเนินกิจการ รายได้ของผู้ประกอบการ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันในตลาด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการควรจะเร่งหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหลัก เช่น1) ธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูป ผู้ประกอบการควรเน้นการสร้างความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ โดยอาจนำเทคโนโลยีทางการเกษตร มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต และเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีการบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบมากขึ้น 2) ธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งพัฒนามาตรฐานการบริการ และขยายการให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวในร่ม (Indoor) ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งควรเร่งอนุรักษ์พื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวไทย

สำหรับผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดต่อภาคธุรกิจ คือ การกำหนดกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าในต่างประเทศ เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและ ภาวะอากาศแปรปรวน แม้ว่า ในทางปฎิบัติมาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยให้การลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่จะส่งผลให้ผู้ผลิต/ส่งออกสินค้าจำเป็นต้องปรับการผลิตเพื่อ ให้สินค้าสอดคล้องกับมาตรการต่างๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในกฎระเบียบมาตรการที่ธุรกิจตนเองต้องเผชิญ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของมาตรการต่างๆ รวมทั้งหาแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายในการปรับตัว/ปรับมาตรฐานการผลิต เพื่อลดภาระต้นทุนในการดำเนินงานที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจสร้างโอกาสโดยการปรับปรุงการผลิตสินค้า/บริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับกับกระแสรักษ์โลกที่มีความนิยมมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค

————————————————-

แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.tei.or.th
http:// thaieurope.net
http:// http://www.depthai.go.th

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: