ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กับ ธุรกิจบริการ : “รู้จัก-พร้อมรุก-ตั้งรับ”

ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนที่มีกำหนดจะรวมตัวเป็นประชาคมอันหนึ่งอัน เดียวกันในปี 2558 ซึ่งจะเอื้อให้เศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ1 มีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สังคมและประชากรภายในอาเซียนมากขึ้น โดยผ่านกลไกการเปิดเสรี 5 ด้าน ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าสินค้า การเปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรียิ่งขึ้น และการเปิดเสรีการค้าบริการ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยในสาขาธุรกิจบริการควรจะรู้จัก ความสำคัญของการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมในการประเมินศักยภาพธุรกิจและวางกลยุทธ์การดำเนิน ธุรกิจรองรับสภาวะตลาดที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การตั้งรับการแข่งขันที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อรักษาส่วน แบ่งในตลาด รวมทั้งในแง่การมองหาลู่ทางขยายธุรกิจรุกตลาดอาเซียนที่มีแนวโน้มเปิดกว้าง รับธุรกิจบริการของชาวอาเซียนมากขึ้น

• รู้จัก : ประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับการเปิดเสรีบริการอาเซียน

ความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) มีประเด็นสำคัญคือ การยกเลิกข้อจำกัดในการค้า บริการระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนให้มากกว่าที่ประเทศสมาชิกได้ผูกพันไว้ใน ความตกลงการค้าบริการภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (GATS)2 ทั้งการเปิดเสรีในเชิงลึกมาก ขึ้นซึ่งก็คือการขยายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนชาติอาเซียนอื่นใน แต่ละประเทศอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีไว้ที่สูงสุดร้อยละ 70 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยมีสาขาบริการเร่งรัดการ เปิดเสรีในปี 2553 จำนวน 4 สาขาได้แก่ สาขาโทรคมนาคมและสาขาคอมพิวเตอร์ (e-ASEAN) สาขาบริการสุขภาพ สาขาท่องเที่ยว และสาขาบริการขนส่งทางอากาศ จากนั้นจะมีการเปิดเสรี สาขาบริการโลจิสติกส์ในปี 2556 และทยอยเปิดเสรีสาขาบริการอื่นๆ ภายในปี 2558 นอกจากนี้ กรอบการเปิดเสรีบริการอาเซียนยังตั้งเป้าขยายการเปิดเสรีในเชิงกว้างซึ่งจะทยอยเปิดเสรีบริการสาขาย่อยในแต่ละสาขาบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

สำหรับความคืบหน้าในการเปิดเสรีภาคบริการตามเป้าหมายที่สมาชิกอาเซียน ได้ตกลงกันไว้นั้น พบว่า หลายประเทศอาเซียนค่อนข้างเปิดเสรีธุรกิจบริการในประเทศรับการลงทุนจากต่าง ประเทศ โดยเฉพาะ CLM ซึ่งเปิดเสรีการลงทุนธุรกิจบริการให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เป็นสัดส่วน สูงสุด 100% ขณะที่สิงคโปร์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างรับการลงทุนจากต่าง ชาติโดยธุรกิจส่วนใหญ่ พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เป็นสัดส่วนสูงสุดถึง 100% ยกเว้นบางสาขาธุรกิจ อาทิ สาขาธุรกิจ Media เป็นต้น สำหรับประเทศอื่นๆ ยังไม่มีความคืบหน้าในการผ่อนคลายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่าง ชาติชัดเจนมากนัก ทั้งนี้ ล่าสุดธนาคารโลกได้ทำการศึกษาระดับการเปิดเสรีการถือหุ้นของนักลงทุนต่าง ชาติใน สาขาธุรกิจสำคัญของ 87 ประเทศทั่วโลกในรายงาน Investing Across Borders 2010 พบว่า ประเทศอาเซียนมีระดับการเปิดเสรีการลงทุนของต่างชาติในระดับที่แตกต่างกัน โดยจากสาขาธุรกิจบริการ 5 สาขาสำคัญ อาทิ โทรคมนาคม การขนส่ง มีเดีย การก่อสร้าง/ท่องเที่ยว/ค้าปลีก และบริการสุขภาพ/การกำจัดขยะ พบว่า กัมพูชามีระดับการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจบริการเป็นสัดส่วน สูงสุด รองลงมาคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ

ที่มา: Investing Across Borders Database

• รุกตลาดอาเซียน : มองโอกาสจากข้อได้เปรียบในฐานะนักลงทุนอาเซียน

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าหลายประเทศค่อนข้างเปิดเสรีรับการลงทุนจากต่าง ชาติ ประกอบกับมีการเปิดเสรีบริการภายใต้กรอบอาเซียน จึงนับเป็น โอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่จะก้าวออกไปขยายตลาดในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศ CLMV ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย และค่อนข้างเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าและบริการของไทย ประกอบกับประเทศ CLMV ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศหลายด้าน ขณะที่ตลาดผู้บริโภคในประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มความต้องการสินค้าและบริการใน ระดับที่มีคุณภาพ มากขึ้น จึงเป็นโอกาสการเข้าไปลงทุนของธุรกิจบริการไทยโดยอาศัยประสบการณ์และศักยภาพ ในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นก่อนออกไปรุกตลาดต่างประเทศ ผู้ประกอบการ SMEs ควรทราบถึงธุรกิจบริการที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศเพื่อประกอบการ พิจารณาตลาดเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับวางแผนขยายธุรกิจต่อไป

• สาขาบริการที่น่าสนใจในแต่ละประเทศอาเซียน

ภาคบริการจัดว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในประเทศอาเซียนมากพอสมควร โดยเป็นภาคเศรษฐกิจที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ได้ราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งหมดของอาเซียน ซึ่งสะท้อนความต้องการการลงทุนเพื่อพัฒนาภาคบริการรองรับความต้องการในตลาด และการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังพบว่าภาคบริการมีขนาดเศรษฐกิจต่างกันไปในแต่ละประเทศอาเซียน โดยภาคบริการในสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจสูงสุดด้วยสัดส่วนร้อยละ 71.7 ของ GDP ขณะที่บทบาทของภาคบริการในไทยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 42.9 ของ GDP ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ทั้งนี้ สาขาธุรกิจสำคัญที่มีบทบาทในเกือบทุกตลาดอาเซียน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า เป็นต้น ซึ่งบางสาขาธุรกิจมีความจำเป็นต่อการพัฒนาและยกระดับความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานของประเทศ อาทิ ธุรกิจก่อ สร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความต้องการบริโภคของชาวอาเซียนที่เริ่มมีกำลังซื้อสูงขึ้นตามการ เติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจบริการประเภทธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวมีศักยภาพในการเติบโตสูงตามไปด้วย

อนึ่ง การที่ประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน นับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่มีศักยภาพขยายธุรกิจออกไปต่างแดนมากขึ้น โดยอาศัยสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการมีสัญชาติอาเซียนเข้าไปดำเนิน ธุรกิจในชาติอาเซียนอื่นๆ ทั้งโอกาสจากการขยายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของธุรกิจอาเซียนในประเทศอาเซียน ด้วยกัน ซึ่งจะเอื้อให้ธุรกิจ SMEs ไทยมีทางเลือกออกสู่ตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจ SMEs ไทยที่ออกไปลงทุนในตลาดอาเซียนยังมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์การลดภาษีนำ เข้าสินค้า/วัตถุดิบที่ใช้ในธุรกิจภายใต้กรอบการลดภาษีสินค้าอาเซียนอีกด้วย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การรุกเปิดตลาดอาเซียนของ SMEs ไทยเป็นทางเลือกขยายธุรกิจที่ SMEs ไทย ไม่ควรมองข้าม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองโอกาสการลงทุนธุรกิจบริการในตลาดอาเซียนที่สำคัญ อาทิ:-

ธุรกิจท่องเที่ยว หลายประเทศอาเซียนนับว่ามีศักยภาพในฐานะแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ ของอาเซียน โดยมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ เวียดนาม เป็นประเทศที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้สูงสุด 5 อันดับแรกของอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 89 ของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของอาเซียน นอกจากนี้ ประเทศ CLMV ยัง นับเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวด้วย เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวมีการเติบโตต่อเนื่องและเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และท่องเที่ยวธรรมชาติ ขณะที่ผู้ให้บริการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องยังมีค่อนข้างจำกัด จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการขยายการลงทุนไปยังประเทศดังกล่าวเพื่อรองรับการเติบโตของ ธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนปี 2558 ซึ่งน่าจะดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวในอาเซียนและนักท่องเที่ยวจาก ภูมิภาคอื่นเดินทางเข้ามาเที่ยวมากขึ้น จากความสะดวกในการเดินทางและกฎระเบียบต่างๆที่เอื้อให้การท่องเที่ยวใน ภูมิภาคอาเซียนสะดวกและง่ายขึ้น ทั้งการเปิดเสรีน่านฟ้า และแผนการใช้วีซ่าร่วมกัน (Common Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปในแต่ละประเทศอาเซียน ซึ่งจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปี 2558 ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนอาจเป็นได้ทั้งการขยายการลงทุนธุรกิจในประเทศ CLMV ที่เปิดเสรีให้ลงทุนได้สูงสุด 100% รวมทั้งยังอาจขยายธุรกิจในแง่ขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบ การท้องถิ่นในประเทศเป้าหมาย เพื่อสร้างเครือข่ายลูกค้า/นักท่องเที่ยวที่เดินทางต่อไปยังประเทศอาเซียน อื่น อันอาจเพิ่มช่องทางรายได้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้ทางหนึ่ง ด้วย

• ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นสาขาธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของ แต่ละประเทศอาเซียน โดยเป็นธุรกิจที่มีส่วนสนับสนุนและเกี่ยวพันกับกิจกรรมเศรษฐกิจอื่นๆ และยังเป็น Key Factor ที่เกี่ยวโยงถึงผลิตภาพและประสิทธิภาพของธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศโดยรวมอีกด้วย โดยประเทศเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยน่าจะเป็นกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะสาขาธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ทางถนน เนื่องจากประเทศ CLMV เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยมีการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบระหว่างประเทศทาง เส้นทางถนนเป็นหลัก ผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดนอยู่แล้ว นอกจากนี้ ประเทศ CLMV ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังต้องการการลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อเตรียมพร้อม รองรับการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนในอนาคต อีกทั้งประเทศเหล่านี้ยังเปิดกว้างรับการลงทุนจากนักลงทุนอาเซียนโดยสามารถ ถือหุ้นได้ในสูงสุด 100%

• ธุรกิจค้าปลีก การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นับเป็นการเปิดตลาดอาเซียนขนาดใหญ่จำนวนราว 600 ล้านคน ให้เชื่อมโยงเข้าถึงกันมากขึ้น ผ่านการขยายการค้าและการลงทุนระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางในแต่ละประเทศอาเซียนก็มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น เกื้อหนุนให้เกิดการขยายตัวทางการค้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคใน แต่ละประเทศตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจค้าปลีกก็เป็นหนึ่งช่องทางการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคที่สำคัญ โดยมีรูปแบบค้าปลีกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศอาเซียน สำหรับโอกาสขยายธุรกิจค้าปลีกของผู้ประกอบการ SMEs ไทยในอาเซียน อาจพิจารณาการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งค่อนข้างมีรสนิยมการบริโภคคล้ายคลึงกับไทยและยังรับรู้พฤติกรรมการ บริโภคผ่านสื่อไทยอีกด้วย ทั้งยังค่อนข้างเชื่อถือสินค้าไทย โดยอาจลงทุนในรูปแบบการเป็นตัวแทนจำหน่าย รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสนใจซื้อสินค้าในช่องทางดังกล่าวมาก ขึ้น นอกจากนี้ ตลาดอินโดนีเซียและเวียดนามก็เป็นตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะเป็นโอกาสขยาย ธุรกิจค้าปลีกของ SMEs ไทย โดยอาจลงทุนได้ทั้งในรูปแบบการค้าสมัยใหม่และค้าปลีกแบบดั้งเดิม เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว ที่เข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย ขณะเดียวกันก็เริ่มมีกระแสนิยมร้านค้าสมัยใหม่เพิ่มขึ้น

• ธุรกิจก่อสร้าง AEC จะเปิดโอกาสแก่ธุรกิจก่อสร้างอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV ที่กำลังพัฒนาประเทศ และอินโดนีเซียที่ภาครัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการขจัดอุปสรรคด้านการ ลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและยกระดับเศรษฐกิจประเทศในระยะ ข้างหน้า ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและบริการเช่นรับเหมา ก่อสร้างของไทยที่น่าจะได้ประโยชน์จากการขยายธุรกิจรองรับกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มคึกคักในอนาคต แต่กระนั้นก็ดี ผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจเผชิญอุปสรรคด้านเงินลงทุน แต่อาจอาศัยความสัมพันธ์ในการรับงานก่อสร้างต่อจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือการรับงานจากบริษัทไทยในประเทศดังกล่าวได้

สำหรับการเริ่มต้นรุกตลาดอาเซียน ผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ:-
  Key Success Factors:

กรณีที่ผู้ประกอบการ SMEs มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือเครือข่ายพันธมิตรในต่างประเทศอยู่แล้ว อาจสามารถขยายการลงทุนในต่างประเทศผ่านเครือข่ายทางธุรกิจในประเทศนั้นๆ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เกิดความสะดวก และราบรื่นมากขึ้น

กรณีที่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่มีสายสัมพันธ์หรือ Partner ในต่างประเทศ ควรเสาะหาโอกาสในการขยายธุรกิจโดยอาศัยช่องทางความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการ รายใหญ่ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจตน ซึ่งค่อนข้างมีศักยภาพในการทำธุรกิจในต่างประเทศ อันจะเกื้อหนุนให้ธุรกิจ SMEs มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการก้าวออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยไม่มีพื้น ฐานความสัมพันธ์หรือความพร้อมรองรับ ซึ่งล่าสุดผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายสาขาธุรกิจมีแผนที่จะขยายการลงทุนออกไป ต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ชัดเจนมากขึ้น

• ประเมินความพร้อมของธุรกิจในการออกไปลงทุนต่างประเทศ: ผู้ประกอบการ SMEs ควรทราบถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน ความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางธุรกิจ ศักยภาพในการแข่งขัน ต้นทุนงบประมาณ และความพร้อมด้านต่างๆในการดำเนินธุรกิจ ในเบื้องต้นธุรกิจควรประเมินศักยภาพของธุรกิจว่ามีเงินทุนงบประมาณเพียงพอใน การดำเนินกิจการในต่างประเทศหรือไม่ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งค่าใช้จ่ายดำเนินการจัดตั้ง ค่าใช้จ่ายการดำเนินธุรกิจ ค่าเช่า/ค่าจ้างแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานฝีมือในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย

• วิเคราะห์ตลาดที่ต้องการลงทุนให้ลึกซึ้ง เพื่อเลือกพื้นที่ลงทุนที่เหมาะสมและเอื้อให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดได้ถูกจุดและ เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยอาจต้องเริ่มทำความรู้จักแต่ละประเทศอาเซียนว่ามีความเหมาะสมและเป็น โอกาสทางธุรกิจหรือไม่ โดยอาจจำเป็นต้องเจาะพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงตลาดเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งแต่ละพื้นที่ในแต่ละประเทศก็อาจมีความแตกต่างหลากหลายทั้งรายได้ รสนิยม และพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการ เช่น ในเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เป็นศูนย์กลางการลงทุนของธุรกิจหลายสาขา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของพม่า ก็เป็นโอกาสสำหรับบริการท่องเที่ยวรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาว พม่าที่มีรายได้ระดับบน ขณะที่นครเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่าที่กำลังเตรียมความพร้อมเป็นสถานที่จัดงานซีเกมส์ปี 2556 ซึ่งพม่าเป็นเจ้าภาพ ก็นับเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในการรองรับธุรกิจบริการท่องเที่ยว ธุรกิจโลจิสติกส์ และบริการอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

• รู้จักคู่แข่งในตลาด: การก้าวออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ยังไม่คุ้นเคยนัก ก็ควรทำการศึกษาและรู้จักภาพรวมตลาดและ คู่แข่งอย่างถ่องแท้ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจทราบถึงสิ่งที่เป็นจุดแข็ง-จุดอ่อนของคู่แข่ง เพื่อนำมาประกอบการวางกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจ โดยเฉพาะศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นใน ประเทศนั้นๆ รวมไปถึงผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าไปดำเนินธุรกิจนั้นๆ มาก่อนที่ย่อมจะมีความคุ้นเคยและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคได้มากกว่า

• ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายและพัฒนาบริการให้สอดรับกับความต้องการผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละประเทศมีลักษณะรสนิยมที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ของประเทศนั้นๆ ก็ยังมีความหลากหลายในพฤติกรรมและธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจบริการ SMEs ไทยควรเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายให้ลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงบริการให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า อาทิ เช่น ชาวเวียดนามทางตอนใต้อาจพิจารณาซื้อสินค้าจากปัจจัยด้านมูลค่าเป็นสำคัญ ขณะที่ทางตอนกลางให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าค่อนข้างมาก ส่วนทางตอนเหนือของเวียดนามจะค่อนข้างมัธยัสถ์และพิจารณาประโยชน์และความ คงทนของสินค้าเป็นสำคัญ

• ศึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในแต่ละประเทศ เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนเหลือเวลาเพียงไม่ถึง 3 ปีในการปรับปรุงกฎระเบียบ ด้านการลงทุนในประเทศเพื่อดำเนินการเปิดเสรีตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้ในช่วงเวลานับจากนี้ หลายประเทศอาเซียนน่าจะมีความคืบหน้าในการปรับปรุงระเบียบ/นโยบายด้านการ ลงทุนภายในประเทศให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับข้อผูกพันที่แต่ละประเทศได้ ผูกพันไว้ภายใต้กรอบอาเซียนที่มีระดับความเป็นเสรีขึ้นเป็นลำดับ โดยล่าสุดคาดว่าจะมีการใช้ข้อผูกพันการเปิดเสรีบริการอาเซียนชุดที่ 8 ภายในปี 2555 นี้ ซึ่งปัจจุบันไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ยื่นข้อผูกพันชุดที่ 8 แล้ว และอยู่ระหว่างรอความคืบหน้าจากสมาชิกอาเซียนอื่น อาทิ เวียดนามซึ่งกำลัง อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อผูกพัน เป็นต้น สำหรับความเคลื่อนไหวในการเปิดเสรีบริการของประเทศสมาชิกอาเซียนที่สำคัญ อาทิ

ธุรกิจ ความเคลื่อนไหว
   ธุรกิจโรงแรม หลาย ประเทศอาเซียนสามารถเปิดเสรีได้เกินเป้าหมาย โดยสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และพม่า อนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้ถึง 100% (ส่วน ใหญ่เป็นโรงแรมระดับ 3-5 ดาว) ส่วนอินโดนีเซียกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นในโรงแรม 3-5 ดาวได้สูงสุด 100% ในบางพื้นที่ นอกนั้นกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุด 51% สำหรับไทยจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไม่เกิน 49%
   ธุรกิจร้านอาหาร หลาย ประเทศอนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้สูงสุด 100% ยกเว้นมาเลเซียให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 51% อินโดนีเซียให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในบางพื้นที่ที่กำหนด และไทยจำกัด การถือหุ้นของต่างชาติไม่เกิน 49%
   ธุรกิจนำเที่ยว สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม และพม่า อนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้สูงสุด 100%
มาเลเซียอนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 51% อินโดนีเซีย อนุญาตให้ถือหุ้นได้สูงสุด 100% แต่จำกัดพื้นที่เฉพาะในบาหลี และจำนวนไม่เกิน 55 แห่ง
ฟิลิปปินส์ อนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 60%
กัมพูชา อนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 51%
และไทยจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไม่เกิน 49% (พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศน์ พ.ศ.2535)
   ธุรกิจก่อสร้าง สิงคโปร์ และ CLMV เปิดเสรีอนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้สูงสุด 100% ยกเว้น ไทย (จำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไม่เกิน 49%) และฟิลิปปินส์ (จำกัดไม่เกิน 40%)

ที่มา: รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

• ตั้งรับ : ผู้ประกอบการไทยจำต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับการแข่งขัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายขยายธุรกิจบริการของประเทศอาเซียน ด้วยปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น (รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย) ด้วยระดับรายได้เฉลี่ยราว 4,800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศยังมีการเติบโตต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการด้านบริการรองรับความต้องการของผู้บริโภคและการขยายตัว ของกิจกรรมเศรษฐกิจอีกมาก ซึ่งดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาเจาะตลาดธุรกิจ บริการของไทยค่อนข้างมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรมีการเตรียมพร้อมเพื่อตั้งรับภาวะการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงและ ท้าทายมากขึ้น อาทิ:-

วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อกำจัดจุดอ่อนของธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในตลาด คือ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นต้องรู้จักธุรกิจของตนอย่างชัดเจนว่ามีจุดแข็งจุดอ่อนในด้านใดบ้าง เพื่อจะได้ทราบถึงสิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปในการแก้ไขจุดอ่อนของธุรกิจให้ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันด้านการ แข่งขันในตลาดมากขึ้น

หาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างจุดยืนในตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งทั้งในประเทศและคู่แข่งจากต่าง ชาติ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจและขยายเครือข่ายเพื่อรักษา จุดยืนในตลาดให้มั่นคงมากขึ้น ซึ่งแนวทางหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ค่อนข้างมีข้อจำกัดด้านเม็ดเงินลงทุนและทรัพยากรทางธุรกิจ อาจพิจารณาหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เกื้อหนุนธุรกิจที่มีอยู่ของตนเอง เพื่อให้ธุรกิจมีความน่าสนใจและมีบริการที่รองรับความต้องการที่หลากหลายของ ผู้บริโภค อันจะเพิ่มโอกาสการดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการมากขึ้นที่อาจจะเป็นสมาชิก อาเซียนก็ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่ยังมีความพร้อมด้านทรัพยากรวัตถุดิบและแรงงาน ที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนโดยเปรียบเทียบ

สร้างความประทับใจมัดใจลูกค้าด้วยการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ ธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่ส่งมอบบริการถึงผู้บริโภคโดยตรง และความอยู่รอดของธุรกิจบริการก็มักจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความพึงพอใจ ของผู้บริโภคเป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยภาวะปัจจุบันที่เป็นสังคมออนไลน์และผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ทำให้ความประทับใจของผู้บริโภคคนหนึ่ง จะส่งต่อไปยังผู้บริโภครายอื่นได้รวดเร็วผ่านการบอกต่อและแชร์ข้อมูลออนไลน์ จากเพื่อนถึงเพื่อนต่อเนื่องไป ดังนั้น การมัดใจลูกค้าจึงเป็นหัวใจสำคัญ ของธุรกิจบริการที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรให้ความสำคัญและพยายามรักษาคุณภาพในการให้บริการอยู่เสมอ

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ ความคล่องตัวและความทันสมัยกลายเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการเลือกใช้บริการ ของผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ไทยคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อสร้างความคล่องตัว ในธุรกิจ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในส่วนที่จำเป็นต่อบริการเป็นอันดับ ต้นๆ อาทิ นำเทคโนโลยีมาใช้ในส่วนของการสั่งจองหรือสำรองสิทธิการใช้บริการ การตอบรับหรือการยืนยันการใช้บริการ ซึ่งจะสร้างความคล่องตัวและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการของลูกค้าได้ ระดับหนึ่ง เป็นต้น

รักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ภาวะการแข่งขันที่รุกคืบเข้าใกล้ตัวมากขึ้น อาจมีส่วนแย่งชิงเค้กส่วนแบ่งในตลาดของธุรกิจ SMEs ไทย ซึ่งแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดความกดดันคือ การพยายามรักษาความพึงพอใจของฐานลูกค้าเดิม ขณะเดียวกันควรมองหาโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่โดยอาจใช้กลยุทธ์ดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้นมาประมวลใช้ด้วยกัน อาทิ การมีบริการที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อกระจายกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายฐานลูกค้าภายใต้งบประมาณที่จำกัด เป็นต้น

ศึกษาคู่แข่งที่ก้าวเข้ามาในตลาด เพื่อหากลยุทธ์รับมือการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมเฉพาะตัวธุรกิจฝั่งเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยคงต้องทำการศึกษาคู่แข่งทางธุรกิจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะทุกธุรกิจย่อมมีจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละธุรกิจ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถมองเห็นจุดอ่อนของคู่แข่งได้ ก็ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสในการรักษาจุดยืนในตลาดได้มากขึ้น

สำหรับธุรกิจบริการของ SMEs ไทยที่มีโอกาสเผชิญการแข่งขันสูงขึ้นจากการเปิดเสรีบริการอาเซียน อาทิ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพและความงามเช่น สปา และการบำบัดอื่นๆ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจบริการการศึกษา สำหรับตลาดที่มีโอกาส ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา ในสาขาธุรกิจค้าปลีก/ก่อสร้าง มาเลเซีย/สิงคโปร์ ในกลุ่มธุรกิจสุขภาพ (สปาและการบำบัด) เป็นต้น

————————————————————————————–
1 สมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
2 WTO จำแนกสาขาบริการไว้ 12 สาขา ได้แก่ บริการด้านธุรกิจ บริการด้านสื่อสารคมนาคม บริการด้านการก่อสร้างและวิศวกรรมที่เกี่ยวเนื่อง บริการด้านการจัดจำหน่าย บริการด้านการ ศึกษา บริการด้านสิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงิน บริการด้านสุขภาพและบริการทางสังคม บริการด้านการท่องเที่ยว บริการด้านนันทนาการ วัฒนธรรม และการกีฬา บริการด้านการขนส่ง และบริการอื่นๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: