เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือน ม.ค. 2555 บ่งชี้สัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2555 สะท้อนภาพการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัยที่ชัดเจนขึ้นจากเดือนก่อน ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวดีขึ้นของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจทั้งด้านอุตสาหกรรม การบริโภค และการลงทุน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวขึ้น หลังจากลดลงมากในช่วงปลายปี 2554

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคม 2555

   ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สรุปประเด็นสำคัญจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคม 2555 และอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเดือนมกราคม 2555 ด้านผลผลิต ขยายตัวเล็กน้อยเพียงร้อยละ 0.9 (YoY) และ 1.0 (MoM) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนก่อนตามลำดับ โดยการขยายตัวของผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ยางพารา อ้อย และมันสำปะหลัง ช่วยชดเชยผลผลิตข้าวที่หดตัวเนื่องจากปัญหาอุทกภัย ส่วนด้านราคา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนก่อน ลดลงร้อยละ 12.0 (YoY) และ 5.2 (MoM) ตามลำดับ เป็นผลมาจากราคายางพาราที่ปรับตัวลดลงตามภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากฐานที่สูงในปีก่อนตามระดับผลผลิตที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

Source: OAE, KResearch

ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) หดตัวร้อยละ 15.2 (YoY) หดตัวในอัตราที่ลดลง จากร้อยละ 25.3 (YoY) ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขยายตัวร้อยละ 19.1 (MoM) ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรม โดยหมวดอุตสาหกรรมที่มีการฟื้นตัวชัดเจน ได้แก่ ปิโตรเลียม พลาสติก เหล็ก ปูนซีเมนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักยานยนต์ ส่วนหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) อยู่ที่ร้อยละ 58.5 ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี ก่อน แต่สูงกว่าเดือนก่อน โดยหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความเสียหายมากจากอุทกภัยเมื่อปลายปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนอุทกภัย

Source: OIE, KResearch

ด้านการบริโภคภาคเอกชนนั้นได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต เห็นได้จากการที่ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) ขยายตัวร้อยละ 2.6 (YoY) และ 0.4 (MoM) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนก่อนตามลำดับ เป็นการขยายตัวติดต่อเป็นเดือนที่สอง โดยเครื่องชี้การบริโภคที่สำคัญ อาทิ ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ขยายตัวตามพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่กลับสู่ภาวะปกติ จากที่มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในช่วงที่เกิดอุทกภัย

การลงทุนภาคเอกชนก็มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยแม้ว่าดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) จะหดตัวร้อยละ 0.4 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับเดือนก่อน พบว่ามีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 8.0 (MoM) สูงสุดในรอบเกือบ 12 ปีเป็นอย่างน้อย ตามปัจจัยบวก ได้แก่ ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้เพื่อการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายจากอุทกภัย และปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากการผลิตเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

ในส่วนของความเชื่อมั่นภาคเอกชนนั้น พบว่า ทั้งดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (CCI) ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ล้วนปรับตัวดีขึ้น แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดอุทกภัย แต่ก็สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นที่เริ่มกลับคืนมาหลังจากปัญหาอุทกภัยเริ่มคลี่คลาย สำหรับเดือน กุมภาพันธ์ 2555 ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (CCI) ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม และสูงสุดในรอบ 5 เดือน อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังคงมีความกังวล ได้แก่ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ความชัดเจนของนโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำ และสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ข้อมูลเบื้องต้นจากกรมศุลกากรที่รายงานโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายเดือน แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออก ขยายตัวร้อยละ 1.2 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนธันวาคม 2554 ที่หดตัวร้อยละ 2.0 (YoY) สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสินค้าที่เน้นผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ปรับตัวดีขึ้นมากจากเดือนก่อนหน้า ส่วนมูลค่าการนำเข้า หดตัวร้อยละ 0.2 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่กว่า เดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 19.1 (YoY) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยฐานที่สูงของช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดุลการค้า ขาดดุล 626.2 ล้านดอลลาร์ฯ

สำหรับอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.35 (YoY) และ 0.37 (MoM) ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.72 (YoY) และ 0.11 (MoM) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค พบว่า ปัจจัยสำคัญที่หนุนระดับราคาสินค้ามาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และหมวดอื่นๆไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและการขนส่ง หลังจากที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลก และการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายรัฐบาล

เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ระดับ 30.26 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับ 30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2555 สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ภายหลังจากที่แผนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซมีข้อตกลงที่ชัดเจนขึ้น ทำให้นักลงทุนคลายความกังวล และกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งการถือครองเงินและหลักทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

Source: Reuters, MOC and Kresearch

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของเครื่องชี้สำคัญต่างๆ ทั้งในด้านอุตสาหกรรมการบริโภค การลงทุน ตลอดจนความเชื่อมั่นในภาคเอกชน เป็นการตอกย้ำความชัดเจนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นจึงยังคงประเมินในภาพเดิมว่า กิจกรรมการซ่อมแซมและฟื้นฟู รวมถึงการลงทุนใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหายไป จากอุทกภัยทั้งในระดับครัวเรือน ธุรกิจ และประเทศ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปี 2555 เป็นต้นไป โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 1/2555 จะขยายตัวร้อยละ 1.0-1.5 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดีขึ้นจากที่หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาส 4/2554 อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามปัจจัยที่มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ได้แก่ ความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับชาติตะวันตก ซึ่งย่อมมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รวมถึงความต่อเนื่องในการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน การบริหารจัดการน้ำ และราคาพลังงานของรัฐบาล ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: