แผนสำรอง BCP เพื่อรองรับในสภาวะฉุกเฉินสำหรับอุตสาหกรรมผลิต

BCP คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร 

จากปัญหาอุทกภัยในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายบริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เนื่องจากโรงงานผลิต ระบบขนส่ง ศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงร้านค้าได้รับความเสียหาย จึงทำให้ไม่สามารถผลิตและกระจายสินค้าหรือชิ้นส่วนเข้าสู่ตลาดได้ นอกจากค่าใช้จ่ายจากความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว การหยุดชะงักของธุรกิจก็ทำให้บริษัทไม่มียอดขายเป็นระยะเวลาหลายเดือนติดต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ผลิตไม่สามารถส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนได้ตรงตามเวลา อาจจะทำให้เสียลูกค้าประจำและส่วนแบ่งการตลาดได้ นอกจากนั้นเรื่องการขนส่งและการจัดเก็บสินค้า ยังเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมการผลิตจะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจและวางแผนรับมือในอนาคต

เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งรวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆและภัยจากการกระทำ ของมนุษย์ แนวทางการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) และการจัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือแผนสำรองการทำงานในภาวะฉุกเฉิน (Business Continuity Planning: BCP) คือการวางแผนการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ จึงเข้ามามีบทบาทที่ สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ นอกจากจะช่วยป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายต่อทรัพย์สิน ข้อมูลภายในองค์กร โอกาสในการสร้างรายได้ และผลกระทบต่างๆต่อองค์กรแล้ว ยังมีส่วนเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในด้านของการบริหารจัดการที่ดี หรือ Good Governance ซึ่งจะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนและลูกค้าได้ เนื่องจากธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งสามารถบ่งบอกถึงสาเหตุของผลกระทบและความเสียหาย ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและรวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การทำแผน BCP คงไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ครบถ้วนทั้งหมด และยังคงมีข้อจำกัดสำหรับ SME ขนาดเล็กที่มีอุปสรรคในด้านเงินทุนและความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนของปัจจัยภายนอก เช่น ธุรกิจที่มีสถานที่ผลิตเพียงแห่งเดียวและยากต่อการเคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์การผลิตไปยังสถานที่ตั้งสำรอง อย่างไรก็ตาม การจัดทำแผน BCP เป็นเสมือนความพยายามที่จะลดผลกระทบและป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และแม้ว่าการทำ BCP เต็มรูป แบบอาจมีค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น การใช้บริการจัดเก็บข้อมูล แต่ในหลายขั้นตอนของ BCP ทุกๆองค์กรสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีอาจนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจและกำลังทุนของตนเอง เนื่องจากแผน BCP ที่มีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติจริงได้

การเตรียมแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบันมาตรฐานการทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง BS25999 ซึ่งกำหนดโดยสถาบัน Business Standard Institute (BSI) ในปี 2007 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ โดยปัจจุบันมาตรฐาน BS25999 อยู่ในขั้นตอนการอนุมัติและพัฒนาของ International Organization for Standard (ISO) เพื่อตั้งเป็นมาตรฐานสากล ISO/FDIS 22301 ซึ่งสามารถนำมาแบ่งเป็นขั้นตอนในการเตรียมแผนการดำเนินงานได้ดังนี้

1. การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ และ ประเมินความเสี่ยง (Business Impact Analysis: BIA and Risk Assessment) 

ในขั้นตอนแรก เริ่มจากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis: BIA) และการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ภายในและภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อใช้ในการจัดความสำคัญของแต่ละกิจกรรมในธุรกิจว่าได้รับผลกระทบ อย่างไรจากแต่ละเหตุการณ์ ทั้งในด้านสินค้าและบริการ พร้อมทั้งระบุความเร่งด่วนในแต่ละขั้นตอนเพื่อใช้ในการออกแบบแผนการป้องกันต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมผลิตจะได้รับ ผลกระทบอย่างมากในช่วงน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา จนอาจถึงขั้นหยุดการดำเนินการของบริษัททั้งหมด และยังส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน เช่น เครื่องจักร รถยนต์ วัตถุดิบ และสินค้า เป็นต้น

โดยธุรกิจการผลิตจะต้องลำดับความสำคัญ ซึ่งอาจจะวัดจากมูลค่า เพื่อในการเตรียมขนย้ายเครื่องจักร สินค้า หรือทรัพย์สินต่างๆ ไปในสถานที่ที่ปลอดภัยจากภัยต่างๆได้ทันเวลา เพราะว่าที่ผ่านมายังไม่มีการเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และการเคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์การผลิต และวัตถุดิบที่เป็นกิจกรรมหลักของธุรกิจสามารถทำได้ลำบาก เพราะว่ามีปริมาณและน้ำหนักมาก ทำให้ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ สถานการณ์ฉุกเฉินอาจจะเกิดได้จากซัพพลายเออร์ประสบปัญหาจากภัยต่างๆ ทำให้ไม่สามารถจัดส่งวัตถุดิบในการผลิตให้ได้ ทำให้เกิดการขาดช่วงของห่วงโซ่อุปทานและสินค้าคงคลังไม่พอต่อการผลิต ก็จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตได้เช่นกัน

2. การออกแบบแผนวิธีป้องกันและการสร้างแผนฟื้นฟูหลังจากประสบภัย (Solution Design and Creating a Disaster Recovery Plan) 

หลังจากวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการผลิตแล้ว จึงนำผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมาออกแบบแผนป้องกันและการสร้างแผนฟื้นฟูหลังจากประสบภัย ซึ่งเป้าหมายของการออกแบบแผนป้องกันและฟื้นฟูคือ ต้นทุนต่ำ ขั้นตอนในการจัดการน้อยและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทันต่อเหตุการณ์ นอกจากวางแผนการป้องกันทรัพย์สินแล้วยังควรจะวางแผนครอบคลุมไปถึงฐานข้อมูลของธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาบางธุรกิจต้องหยุดชะงักเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทเพื่อใช้ในการต่อติดซื้อขาย วิธีการป้องกันของอุตสาหกรรมการผลิตสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายส่วน ในส่วนของทรัพย์สินภายในโรงงาน คือ การเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและขนย้ายวัตถุดิบไปในที่ที่ปลอดภัย โดยอาจจะเช่าคลังสินค้าในบริเวณที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันในส่วนของทรัพย์สิน โดยเฉพาะต่อเหตุการณ์น้ำท่วม ที่จะทำให้ทรัพย์สินเสียหายทั้งหมด ซึ่งจะต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนเกิดอุทกภัย เพราะเส้นทางลำเลียงสินค้าอาจจะตัดขาดจากภัยน้ำท่วม ถึงแม้ว่าตัวอุตสาหกรรมการผลิตบางแห่งอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรง แต่ในทางอ้อม ถ้าผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบ ประสบภัย ทำให้ขาดวัตถุดิบในการผลิต ผู้ประกอบการผลิตอาจจะวางแผนในการหาผู้ผลิตวัตถุดิบอื่นชั่วคราว หรือปรับเปลี่ยนเป็นการจัดซื้อจัดจ้างจากหลายๆแหล่ง เพื่อป้องกันสินค้าและวัตถุดิบขาดตลาด แต่ผู้ประกอบการอาจจะต้องเปลี่ยนส่วนประกอบบางส่วน

ในส่วนของการป้องกันคลังสินค้า ผู้ประกอบการอาจจะเช่าหรือสร้างคลังสินค้าสำรองเพิ่มเติมเพื่อกระจายความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ และอาจจะเพิ่ม ปริมาณการเก็บสินค้าและวัตถุมากขึ้นเพื่อป้องกันสินค้าและวัตถุดิบขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการเก็บตุนสินค้าสูงเกินไป อาจจะส่งผลต่อเงินหมุนเวียนในบริษัทน้อยลงและต้นทุนของบริษัทที่สูงขึ้น

ในด้านของการจัดเก็บข้อมูลของบริษัท สามารถใช้บริการบริษัทเอกชนต่างๆให้เข้ามาช่วยในการเก็บสำรองข้อมูลไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ที่ไม่สามารถเข้าที่ทำงานเพื่อดึงข้อมูลมาใช้ได้ หรือข้อมูลได้รับความเสียหายจากภัยต่างๆ

ส่วนในด้านของการฟื้นฟูหลังจากประสบภัย ควรจะวางแผนและขั้นตอนการดำเนินงานซ่อมแซมและฟื้นฟู โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพื่อกลับมาเดินสายการผลิตได้เต็มศักยภาพ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ ผู้ประกอบการบางรายอาจจะเลือกย้ายฐานการผลิต เพราะอาจจะมองว่ามีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์และภัยธรรมชาติต่ำกว่าที่ตั้งเดิม เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังสามารถดำเนินโรงงานผลิตในหลายๆที่ เพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เมื่อแห่งหนึ่งเกิดปัญหา อีกแห่งหนึ่งสามารถผลิตและจัดเก็บสินค้าทดแทนกันได้

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามแผน BCP ที่วางไว้จะต้องพิจารณาถึงระยะเวลาของเหตุการณ์ที่มีผลกระทบ เนื่องจากเกิดปัญาในระยะสั้น อาจจะไม่คุ้มต่อการขนย้าย เพราะว่าการแต่ขั้นตอนมีค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องประเมินความเสียหายประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ


ตัวอย่างการใช้ BCP ในช่วงอุทกภัยปี 2554 ในพื้นที่กรุงเทพ

กรณีตัวอย่าง : บริษัท A เป็นบริษัทรับผลิตและบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และมีบุคลากรทั้งหมด 10 คน โดยบริษัทได้มีการวางแผนตามแนวทาง BCP ไว้ระดับหนึ่ง

 สถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ส่งผลกระทบต่อบริษัทซัพพลายเออร์ถังพลาสติกที่เป็นภาชนะบรรจุสินค้า ทำให้ไม่สามารถนำภาชนะมาส่งได้ตามปกติ บริษัทจึงได้หาซัพพลายเออร์อื่นทดแทน โดยภาชนะบรรจุแตกต่างจากเดิม จึงได้ติดต่อไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงและตกลงการใช้ภาชนะบรรจุอื่นทดแทน เพื่อรักษาระดับการผลิตและสามารถส่งของแก่ลูกค้าตามตารางเวลาที่ได้วางแผนไว้

 สถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพรอบนอก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมในบริเวณสถานประกอบการ 0.5-1 เมตร (ตามที่ได้ประเมินจากสื่อต่างๆและภาครัฐ) จึงได้ขนย้ายสินค้าและวัตถุดิบขึ้นชั้นสอง พร้อมทั้งย้ายเครื่องจักรที่สำคัญไปในพื้นที่ที่สูงกว่าพื้นถนน 1 เมตร และโดยปกติแล้วเครื่องจักรเหล่านั้นวางอยู่บนขาตั้งซึ่งสูงกว่าระดับพื้น 1 เมตร ทำให้สามารถป้องกันความเสียหายได้ประมาณ 2 เมตร พร้อมทั้งนำถุงทรายและกั้นกำแพงปูนโดยรอบ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสถานที่ผลิต ส่วนในด้านเอกสารต่างๆ ได้นำไปเก็บในชั้นสอง โดยเหลือเพียงอุปกรณ์สำนักงานที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายบางอย่างไว้ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ในด้านของรถยนต์ บริษัทได้จัดการเช่าที่จอดในตึกสูงบริเวณใกล้เคียงไว้ล่วงหน้า เพื่อนำรถไปจอดในช่วงหลังเลิกงานและเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง ซึ่งการดำเนินการต่างๆได้ปฎิบัติพร้อมกับการติดตามข่าวสารและสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา เพื่อใช้ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

 การวางแผนเตรียมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเข้าสู่ขั้นรุนแรงในบริเวณพื้นที่สถานประกอบการ การรับมือสำหรับการเกิดอุทกภัยที่รุนแรง บริษัทวางแผนที่จะหยุดการประกอบการในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากบริษัทได้ประเมินเปรียบเทียบมูลค่าความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากต้องขนย้ายเครื่องจักรไปผลิตในสถานที่อื่นแล้ว เห็นว่าเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัถดุดิบต่างๆ ยากต่อการเคลื่อนย้าย เนื่องจากมีจำนวนและน้ำหนักมาก รวมถึงเป็นการผลิตส่วนประกอบของอาหาร ทำให้ยากที่จะขนย้ายไปผลิตในสถานที่อื่นได้ โดยบริษัทวางแผนจะเร่งการผลิตในช่วงระยะเวลาที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่รุนแรงมากนัก และเร่งขนส่งให้แก่ลูกค้า โดยจะเก็บสินค้าและวัตถุดิบให้น้อยลงมากที่สุด ซึ่งการกระทำทั้งหมดไม่ได้มีการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดทำแผน BCP เนื่องจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีไม่มาก และเอกสารส่วนมากได้นำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว จึงไม่ได้ใช้บริการจากบริษัทเอกชนต่างๆในการบริการฐานข้อมูล

3. การดำเนินการ (Implementing) 

หลังจากออกแบบและวางแผน BCP ควรเก็บรวบรวมกันไว้ที่เดียวและทำสำเนาไว้หลายๆชุด เพื่อแจกจ่ายและกระจายงานในองค์กร ซึ่งในหลายกรณี ผู้ประกอบการวางแผนแล้ว แต่ไม่ได้ปฎิบัติตามแผนที่วางไว้ ทำให้ไม่สามารถป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหลังจากวางแผนแล้วจะต้องเริ่มปฎิบัติตาม เพื่อใช้ในการวัดประสิทธิภาพของแผนที่ได้วางเอาไว้ พร้อมทั้งตรวจสอบและปรับให้เข้ากับองค์กร ทั้งในเรื่องของคุณภาพของแผนและผลของแผนสำรอง นอกจากนี้ยังต้องกระจายให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมเข้าใจในแผนและสามารถปฎิบัติได้ โดยอาจจะมีจัดอบรมทำความเข้าใจกับพนักงาน

4. การทดสอบและระดับการยอมรับขององค์กร (Testing & Organization Acceptance) 

หลังจากเริ่มดำเนินการตามแผน BCP ครบทุกขั้นตอนแล้ว จะต้องมีการทดสอบและวัดผลของแผนดำเนินการว่าสามารถปฎิบัติได้ตามแผนและจุดประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งแผนจะสามารถประสบผลสำเร็จตามระดับของการดำเนินการที่ยอมรับได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ การวิเคราะห์ผลกระทบที่ครอบคลุมการออกแบบแผนการป้องกันและ ฟื้นฟูให้ตรงตามเป้าหมาย รวมไปถึงการปฎิบัติที่ครบถ้วนตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งการปฎิบัติทั้งหมดจะต้องทำตามและให้เข้ากับระดับการทำงานที่องค์กรได้ตั้งไว้ หรือบางบริษัทอาจจะตั้งไว้ ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับลูกค้าในเรื่องการส่งมอบสินค้า

5. การบำรุงรักษาและทบทวน (Maintenance and Reviewing) 

ในขั้นตอนสุดท้ายในการจัดทำและพัฒนาแผน BCP คือ การบำรุงรักษา ซึ่งตรวจสอบข้อมูลในการจัดทำแต่ละขั้นตอน พร้อมทั้งฝึกอบรมบุคลากรให้เข้าใจถึงปัญหาและแผนป้องกัน นอกจากนี้หมั่นทดลองและตรวจสอบแนวทางการป้องกัน และฟื้นฟูขั้นตอนการปฎิบัติงาน และขั้นตอนการกู้คืนเอกสาร โดยเป็นประจำทุกปี เพื่อให้แผนการดำเนินการพร้อมสำหรับปฎิบัติเสมอ และเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ผู้ประกอบการ SME จะสามารถหาข้อมูลหรือหาที่ปรึกษาได้อย่างไร 

ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่จะไม่เคยวางแผน BCP เอาไว้ เนื่องจากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการทำแผน และขาดการส่งเสริมความรู้ในด้านการทำแผนป้องกัน ซึ่งภาครัฐและเอกชนได้เริ่มตื่นตัวในการทำแผนป้องกันหลังจากช่วงเกิดความไม่สงบทางด้านการเมืองและภัยธรรมชาติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการ SME เริ่มตื่นตัวและหาข้อมูลในการจัดทำแผน ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และมีการจัดอบรมแผน BCP ของสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน รวมไปถึงภาคเอกชนที่มีบริษัทที่ปรึกษาด้านแผน BCP ขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตามความสำเร็จของแผน BCP ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ให้ เกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาหลายบริษัทได้จัดทำแผน BCP แต่ไม่สามารถนำมาตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง จากปัจจัยในหลายๆด้าน เช่น ไม่มีการปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง และขาดความเข้าใจและพัฒนาแผนการทำงานเดิมที่มีอยู่ เป็นต้น จนอาจจะทำให้ถึงขั้นต้องบริหารงานในช่วงวิกฤต (Crisis Management) ซึ่งจะใช้เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตเกิดขึ้นแล้ว โดยองค์กรที่สามารถใช้ BCP ได้ดีจะช่วยลดผลกระทบและโอกาสที่ต้องใช้ Crisis Management

ในการจัดทำแผน BCP ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมอบรมจากทั้งภาครัฐได้ หรือใช้บริการจากบริษัทเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือในการวางแผนและซอฟต์แวร์ในการวางแผน BCP และ Disaster Recovery Planning (DRP) ซึ่งจะเน้นไปในด้านไอทีเป็นหลัก ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตจะเน้นไปในได้อุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มากกว่าการจัดการในด้านข้อมูล ซึ่งการวางแผน BCP ด้วยตัวเองสำหรับ SME สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงและอาศัยการวางแผนที่รัดกุมครอบคลุมทุกสถานการณ์ เพื่อให้สามารถรองรับกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บข้อมูลก็มีความสำคัญ ซึ่งสามารถซื้อบริการจากบริษัทเอกชนต่างๆ ในระบบการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินกิจการในช่วงประสบสภาวะฉุกเฉินได้อย่างราบรื่น และช่วยในการติดต่อสื่อสารในองค์กร และการนำข้อมูลมาจัดเก็บได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งใช้งานในช่วงเกิด สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อาจจะเป็นอุปสรรคในด้านค่าใช้จ่ายสำหรับ SME ซึ่งภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือในการทำ Cloud Computing และสนับสนุนด้านเงินทุนผ่านทางโครงการคลีนิคอุตสาหกรรมเพื่อการฟื้นฟูสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ SME สามารถป้องกันข้อมูลเสียหายจากสภาวะต่างๆ ได้

ที่ผ่านมา SME ใช้การแก้ไขสถานการณ์แบบเฉพาะหน้า เช่น ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ก่อปูนและใช้กระสอบทรายกั้นน้ำรอบบริเวณ เป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีการวางแผน BCP ไว้ล่วงหน้า อีกทั้งส่วนใหญ่จะมีสถานที่ประกอบการเพียงแห่งเดียวไม่สามารถขนย้ายไปที่อื่นได้ อาจจะเพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เงินทุนไม่เพียงพอ และไม่มีการช่วยเหลือจากภาครัฐในการวางแผนป้องกันและโครงข่ายความช่วยเหลือระหว่างธุรกิจ SME ด้วยกันเอง ซึ่งในอนาคตภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือและส่งเสริมในการจัดทำแผน BCP และโครงข่ายของ SME เพื่อใช้ในป้องกันน้ำท่วม เช่น การเคลื่อนย้ายสถานที่ผลิต เป็นต้น

เมื่อต้องใช้ BCP จะกระทบต่อการผลิตมากน้อยเพียงใด 

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตทั้งจากทางตรงและทางอ้อม ทั้งยอดขายที่ต่ำลง ต้นทุนสูงขึ้น คุณภาพวัตถุดิบและสินค้าที่เปลี่ยนไป แรงงานที่ไม่สามารถมาทำงาน การขนส่งในระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก ห่วงโซ่อุปทานตัดขาดและทรัพย์สินที่เสียหาย ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชะลอตัวลง ซึ่งผู้ประกอบการล้วนได้รับความเสียหายต่อการผลิต และจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแผน BCP ซึ่งการทำแผนที่ดีจะสามารถป้องกันความเสียหายได้เป็นส่วน มากถึงอาจจะไม่ส่งผลใดๆต่อการผลิตเลย ในทางกลับกัน บางธุรกิจอาจจะได้โอกาสจากสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจอาหาร และธุรกิจก่อสร้าง สามารถเพิ่มยอดขาย ในระหว่างและหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม ก็ต่อเมื่อธุรกิจเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือสามารถใช้แผนป้องกันได้ดี

ผู้ประกอบการที่สามารถใช้แผนสำรองการทำงานได้ดี จะสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างราบรื่น ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะสามารถแย่งยอดขาย และมีโอกาสในการค้าสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการอื่นๆอาจจะประสบปัญหาและต้องใช้เวลาแก้ไขนานกว่า ทั้งในเรื่องของยอดขายที่จะอาจจะลดลงหรือเพื่อขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิต อาจจะปรับตัวลดลง ส่วนยอดขายซึ่งขึ้นอยู่กับอุปสงค์ในขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น น้ำดื่ม อาจจะขายได้ราคาสูงขึ้น และปริมาณที่มากขึ้น เนื่องจากมีความต้องการจากตลาดสูงขึ้น จนถึงขึ้นมีผู้ประกอบหลายรายนำเข้าน้ำดื่มจากต่างชาติเข้ามาขาย เพราะว่าอุตสาหกรรมการผลิตไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตเสียโอกาสสร้างยอดขายในส่วนนี้ไป

อย่างไรก็ตาม การใช้แผน BCP ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่จะสามารถช่วยป้องกันทรัพย์สิน และข้อมูลการทำงานของบริษัทส่วนมากไว้ได้ พร้อมทั้งสามารถฟื้นฟูสถานที่ผลิตให้กลับมาทำงานได้เต็มศักยภาพในเวลาที่รวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถแข่งขันในตลาดได้สูงกว่าบริษัทที่ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังอาจจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากที่ลูกค้าย้ายเข้ามาชั่วคราวและประจำ เนื่องจากคู่ค้าเดิมประสบปัญหาไม่สามารถส่งสินค้าให้ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: