การพัฒนาธุรกิจค้าปลีก…เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC

จากการเปิดเสรีทางการค้าในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งราย เล็กและรายใหญ่ต่างก็ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ส่งผลให้รูปแบบการค้าปลีกได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของค้าปลีกสมัยใหม่ หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขามากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อันส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมที่มีขนาดกลาง และขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอี

การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจค้าปลีกของไทยมีการตื่นตัวกันมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลต่อการเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอี ซึ่งนอกจากจะเผชิญกับการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศ แล้วยังต้องแข่งขันกับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยก็มีโอกาสที่จะขยายการลงทุนไปในอาเซียน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีพร้อมที่จะรุกและรับภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจภายหลังการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน-AEC… ผลต่อภาคธุรกิจค้าปลีกไทย 

การก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 ส่งผลให้ตลาดอาเซียนมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมี จำนวนประชากรในอาเซียนรวมกันกว่า 600 ล้านคน สามารถเคลื่อนย้ายหรือไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี ภาคการค้ามีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ผู้บริโภคในกลุ่มรายได้ปานกลางจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงรูปแบบในการบริโภคสินค้า/บริการของผู้บริโภคจะสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่มากขึ้น เช่น นิยมสินค้าที่มีคุณภาพ และให้ความคุ้มค่ามากขึ้น มีความทันสมัยและสนใจในการใช้เทคโนโลยี เป็นต้น

ในส่วนของภาคบริการของธุรกิจค้าปลีก นับเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญและมีบทบาทต่อภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจากการเปิด AEC ที่ กำลังจะมาถึงในปี 2558 นั้น อาจจะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจค้าปลีกมีโอกาสได้ประโยชน์จากการเปิด AEC ในหลายแง่มุม ได้แก่

• ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทยมีโอกาสขยายธุรกิจ โดยหันไปทำการลงทุนในอาเซียนได้มากขึ้น จากการขยายเพดานการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49 เป็นร้อยละ 70 ในปี 2558

• ผู้ประกอบการมีโอกาสในการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนมาจำหน่ายในราคาที่ถูกลงอันเนื่องมาจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้า

• โอกาสในการหาพันธมิตรทางธุรกิจในอาเซียน โดยแม้ว่าค้าปลีกที่เป็นแบรนด์อาเซียนอาจจะเข้ามามีบทบาทในตลาดอาเซียนมากขึ้น ส่งผลให้ การแข่งขันอาจมีแนวโน้มรุนแรง แต่ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทยอาจใช้โอกาสนี้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับธุรกิจในอาเซียนอื่นๆ เสริมความเข้มแข็งภายใต้สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ที่มา: MOC,KResearch

ทั้งนี้ จะเห็นว่า ประเทศในอาเซียนมีความต้องการสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้บริโภคในแต่ละประเทศก็เริ่มนิยมและชื่นชอบสินค้าไทย โดยจะ เห็นได้ว่าการส่งออกสินค้าไทยไปอาเซียนในปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.5 (YoY) โดยประเทศที่มูลค่าการส่งออกมากที่สุดได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศพม่า และลาวมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นของแต่ละประเทศสมาชิกในอาเซียน เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าปลีกที่สนใจจะออกไปเจาะตลาดอาเซียนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

สิงคโปร์/มาเลเซีย – เป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง นิยมเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนม สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าหรูหรามากขึ้น
– วัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ทางตะวันตกมีอิทธิพลมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นสิงคโปร์มีพฤติกรรมอ่อนไหวต่อกระแสนิยมและแฟชั่นในตลาดโลกสูง และค่อนข้างให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ
– ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมาก และนิยมทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย เครื่องดื่มในกลุ่ม Functional Food เช่น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ/ให้พลังงาน
– มีการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง อาทิ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ดังนั้น ช่องทางในการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการค้าปลีกของไทยอาจจะเป็นไปในลักษณะของการ เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือการตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าตามชุมชนต่างๆ แต่ค่าเช่าจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง และต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง
อินโดนีเซีย/เวียดนาม – เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ระดับปานกลาง-ต่ำ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังค่อนข้างอ่อนไหวกับราคาสินค้า ทำให้ไม่ค่อยนิยมสินค้านำเข้าที่ราคาแพงหรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ราคาสูง
– มีการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอาหารค่อนข้างสูง
– พฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารหันมานิยมซื้ออาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมรับประทานที่เก็บไว้ได้นานมากขึ้น
– อาหารสไตล์ตะวันตกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอาหารฟาสฟู้ดที่เข้ามาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์
– ช่องทางการค้าปลีกของผู้ประกอบการไทยในอินโดนีเซีย และเวียดนามอาจเป็นการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางร้านปลีกแบบดั้งเดิม เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสินค้า ตามร้านค้าปลีกรายย่อยมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ช่องทาง Modern Trade ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น
พม่า / สปป.ลาว / กัมพูชา – ส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก ทำให้การตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เน้นพิจารณาจากประโยชน์ของสินค้าเป็นสำคัญ และมักซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่มวัยรุ่นชาวลาว พบว่า กระแสแฟชั่นสมัยใหม่เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาสินค้าด้าน เครื่องแต่งกายและการดูแลสุขภาพ
– ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3 มีรสนิยมค่อนข้างคล้ายคลึงกับไทย จากประเพณีและวัฒนธรรม และพรมแดนที่อยู่ติดกัน ทั้งยังนิยมเลียนแบบการบริโภคสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ของไทย
– ผู้บริโภคทั้ง 3 ประเทศ ส่วนใหญ่ยังเน้นบริโภคสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกยังได้รับความนิยมในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง / นักการเมือง
– ช่องทางการค้าปลีกของผู้ประกอบการไทยในประเทศกลุ่มนี้ น่าจะเป็นลักษณะของร้านค้าปลีกย่อยที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เพราะผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำ นอกจากนี้ การเข้าไปเช่าพื้นที่ขายผ่านช่องทาง Modern Trade ก็เริ่มน่าสนใจ เพราะผู้บริโภคเริ่มมีพฤติกรรมซื้อสินค้าผ่านทาง Modern Trade มากขึ้น ในขณะที่บางสินค้าก็อาจจะนิยมซื้อขายโดยตรงเลย (ขาย ตรง) เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเภทของธุรกิจค้าปลีกที่คาดว่า จะมีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้นจากการเปิดเสรี AEC ดังกล่าว ได้แก่

ประเภทของธุรกิจ รายละเอียด
ค้าปลีกสินค้ากลุ่มแฟชั่น – กระแสอุตสาหกรรมบันเทิงของไทย กำลังเป็นที่นิยมและชื่นชอบอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน
– กลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องประดับ รองเท้าและกระเป๋า ที่อิงกระแสดาราไทย จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น นอกจากผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่นของไทยจะต้องคอยตามพฤติกรรม ของผู้บริโภคอาเซียนแล้ว ยังต้องติดตามกระแสละครของไทยด้วย
– ด้วยความพร้อมทางด้านวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบกับมั่นใจในคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และคาดว่า สินค้าแฟชั่นของไทย น่าจะเป็นที่นิยมในอาเซียนมากขึ้น
– ประเทศที่น่าลงทุนในกลุ่มค้าปลีกสินค้าแฟชั่น ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า
ค้าปลีกสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ – กำลังซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับจำนวนประชากรในวัยทำงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมีมากขึ้น
– ความมีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าของไทยเป็นที่ต้องการในอาเซียน
ค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม – ด้วยจุดแข็งทางด้านวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีความหลากหลาย ประกอบกับรสชาติของอาหารที่เป็นที่นิยม และลักษณะของรสชาติอาหารใกล้เคียงกับไทย เช่น ลาว ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
– เป็นภูมิภาคที่มีมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ค้าปลีกประเภทอาหารฮาลาลน่าจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น
– ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในอาเซียนที่มีการปรับเปลี่ยนตามสมัยสังคมในปัจจุบันมากขึ้น ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมรับประทาน (ready to eat) ก็น่าจะมีโอกาสในการขยายตัวในอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ พวกอาหารเสริมหรืออาหารออร์แกนิกหรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็น่าจะมีโอกาสขยายตัวตามกระแสการหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นของผู้บริโภค
ค้าปลีกสินค้า/ของที่ระลึก/สินค้า OTOP – มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่า จะสามารถรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากอาเซียนที่เพิ่มขึ้นภายหลังเปิด AEC ในปี 2558
– อาศัยฝีมือแรงงาน รวมถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยในการเจาะตลาดผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวให้หันมาสนใจซื้อสินค้า/ของที่ระลึกมากขึ้น โดยผู้ประกอบการค้าปลีก สินค้ากลุ่มดังกล่าวอาจจะร่วมมือกับภาคการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มบริษัททัวร์นำเที่ยว ให้มีการเชิญชวนหรือพานักท่องเที่ยวมาแวะจับจ่ายสินค้าดังกล่าว เป็นต้น
ค้าปลีกสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์/จักรยานยนต์ – ผลจากเศรษฐกิจที่เติบโต กำลังซื้อของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์/จักรยานยนต์ในประเทศดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้น
– ส่งผลต่อเนื่องถึงความต้องการชิ้นส่วนและอุปกรณ์ รวมทั้งอุปกรณ์ตกแต่งปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมด้านนี้ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม อาจจะมีประเภทของกลุ่มสินค้า/บริการอีกหลากหลายรูปแบบที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสที่จะขยายตลาดในอาเซียน ซึ่งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยมีการเตรียมความพร้อมในการแข่งขันภายหลัง AEC เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 มากน้อยเพียงใด เพราะในขณะเดียวกัน การเปิด AEC ก็อาจจะจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติในอาเซียนสนใจที่จะเข้ามาขยายธุรกิจในไทยเช่นกัน ซึ่งนับเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่คาดว่าจะมีแนว โน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีความพร้อมทางด้านเงินทุน และมีชื่อเสียงทางด้านธุรกิจค้าปลีกพอสมควรอย่างสิงคโปร์ หรือแม้แต่มาเลเซีย ดังนั้น ในช่วงเวลาอีก 3 ปีข้างหน้าก่อน ที่จะเข้าสู่ประตู AEC อย่างเต็มรูปแบบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยจะต้องมีการปรับตัว และเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกให้มีศักยภาพในการแข่งขัน

การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ…เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นอกจากการวางแผนดำเนินธุรกิจในขั้นพื้นฐานแล้ว ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอียังควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ ธุรกิจให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทย มีดังนี้

การศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น AEC

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยส่วนใหญ่ยังคงขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาและรายละเอียดเกี่ยวกับ AEC อยู่มาก ดังนั้น ผู้ประกอบการเอส เอ็มอีของไทยควรที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AEC ให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน ทั้งทางด้านกฎระเบียบ เงื่อนไข การลงทุน ภาษี และกฎหมายแรงงาน โดยอาจจะเข้าร่วมรับฟังสัมมนากับ ทางหน่วยงานภาครัฐที่จัดสัมมนาเกี่ยวกับ AEC หรือสอบถามไปทางหน่วยงานของภาครัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องดังกล่าว เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก สมาคมค้าปลีก เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยมีพื้นฐาน และมีความเข้าใจที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการ แข่งขันในลำดับถัดไป

การบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุปสรรคที่สำคัญอีกหนึ่งประการสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือ การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด เพราะจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น ร้านค้าปลีกจำเป็นต้องมีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสั่งซื้อสินค้า การบริหารสต็อกสินค้า ควรมีการจัดทำบัญชีรายการสินค้าเข้าออก และบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้า และการทำสต็อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เพิ่มขึ้นภายหลังเปิด AEC ในปี 2558

พัฒนาสินค้าและบริการ

ผู้ประกอบการการเอสเอ็มอีควรที่จะผูกมัดใจลูกค้าในทุกรูปแบบ ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความหลากหลายและเกิดความแตกต่าง มีการพัฒนาสินค้าให้เกิดเป็นแบรนด์ของตนเอง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งนี้ เนื่องด้วยสินค้าและบริการของไทยมีข้อเสียเปรียบในเรื่องของต้นทุนที่สูงกว่าอีกหลายๆ ประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคา และหันมายกระดับสินค้าและบริการให้มีคุณภาพและมาตรฐานเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่า จะทำให้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเป็นที่สนใจมากขึ้นในอาเซียน

พัฒนาคุณภาพของบุคลากร

การจ้างบุคลากรที่ดี การพัฒนาความสัมพันธ์ที่เหมาะสม และทำให้พนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานเป็นกุญแจสำคัญสำหรับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ และความชำนาญเหมาะสมกับตำแหน่งงาน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคุณจะจ้างแรงงานที่มีความเหมาะสมแล้ว การที่นายจ้างสามารถดูแลพนักงาน ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ก็จะทำให้พนักงานมีขวัญ และกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา คือ กิจการก็จะประสบผลสำเร็จตามที่วางไว้

รักษาฐานลูกค้าเก่าให้มั่น ไปพร้อมๆกับการสร้างฐานลูกค้าใหม่

ภายหลังจากการเปิด AEC จะทำให้มีคู่แข่งเข้ามาทำการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสที่จะขยายฐานลูกค้าใหม่ๆได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ด้วยความได้เปรียบของผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีที่มีความน่าเชื่อถือ มีความใกล้ชิดและผูกพันกับกลุ่มลูกค้าเก่ามายาวนาน อาจจะง่ายต่อการเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการควรที่จะรักษาจุดแข็งตรงนี้ อีกทั้งการใส่ใจในเรื่องของการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย ก็นับเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจค้าปลีกที่ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดี และอยากที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งลูกค้าเก่าที่รู้สึกดีจากการให้บริการ จนเกิดการบอกกล่าวแบบปากต่อปากจนกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เกิดลูกค้าใหม่ๆมากขึ้น นอกเหนือจากการจูงใจกลุ่มลูกค้าด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ

นำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น Wireless Technology และเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรนำมาใช้ เพื่อเป็นช่องทางในการขายสินค้าและ บริการ รวมถึงการใช้ดิจิตอลคอนเทนท์เพื่อการโฆษณาเป็นภาพเคลื่อนไหวดึงดูดใจผู้ใช้บริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที โดยในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีเพิ่ม เติมเข้ามาในร้านค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ต่างประเทศมีความตื่นตัวมากขึ้น ดังนั้น จากที่เคยขายผ่านหน้าร้านธรรมดา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรหันมาใช้ Internet ที่มีเว็บไซต์ 2 ภาษา ในการเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขวางมากขึ้น หรือที่เรียกว่า E-Commerce ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศเกิดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เริ่มหันมาซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น

เตรียมความพร้อมทางด้านภาษา

เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องพัฒนาทักษะทางด้านภาษาให้พร้อมที่จะทำการค้าขายกับคนต่างชาติ ซึ่งภายหลังจากการเปิด AEC ในปี 2558 การค้าขายจะสะดวกมากขึ้น จะกว้างขวางขึ้นภายใต้จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านคน ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในเรื่องของภาษา หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการที่จะขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตมากขึ้น เพราะหากการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าไม่สามารถสื่อความให้เข้าใจตรงกันได้ ก็นับเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และอาจจะทำให้สูญเสีย ลูกค้าไปให้กับคู่แข่งที่มีความพร้อมทางด้านภาษาได้อย่างง่ายดาย

ในขณะเดียวกัน นอกจากผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีจะตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงและการเข้ามาของคู่แข่งที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าแล้ว ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทยก็มีโอกาสที่จะนำพาธุรกิจค้าปลีกของไทยไปเจาะตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี กล้าที่จะรุกออกสู่ตลาดอาเซียน การเปิด AEC ในปี 2558 ถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ค้าปลีกของไทยมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ทั้งนี้ การเริ่มต้นรุกตลาดออกนอกประเทศของผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีอาจจะต้องเริ่มต้นจาก

ประเมินความพร้อมของธุรกิจ – ผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีไทยควรที่จะประเมินความพร้อมทางธุรกิจก่อนที่จะออกไปแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศ ทั้งในส่วนของเงินทุน บุคลากร รวมถึงตัวสินค้าและบริการ ว่ามี ความพร้อมที่จะแข่งขันกับคู่แข่งมากน้อยเพียงใด เงินทุนมีพอที่จะอออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ หรือมีช่องทางและแผนที่จะหาเงินทุนมาทำธุรกิจหรือไม่ ความพร้อมของบุคลากรทาง ด้านภาษา รวมถึงจะเอาสินค้าและบริการชนิดใดไปแข่งขันกับคู่แข่ง เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกับคู่แข่งในอาเซียนที่อาจจะสนใจหันไปลงทุนทำธุรกิจค้าปลีก ในตลาดเดียวกับเรา
ศึกษากฎระเบียบทางการค้าของประเทศในอาเซียน – ก่อนที่เข้าไปทำธุรกิจการค้าในอาเซียน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ต้องทำความเข้าใจ และศึกษาถึงกฎระเบียบ และข้อปฏิบัติของแต่ละประเทศสมาชิกให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งแต่ละประเทศก็ อาจจะมีกฏระเบียบ และข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งการเข้าใจถึงกฎระเบียบ จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ศึกษาตลาดอาเซียน – กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือใคร สินค้าที่จะไปวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าหรือไม่ พร้อมทั้งวางแผนการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครง สร้างของตลาด ขนาดและอัตราการเติบโตของกลุ่มลูกค้า
– ทำเลที่ตั้ง นับเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจค้าปลีก ผู้ประกอบการควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะมีทำเลที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรศึกษารายละเอียดของสัญญาว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ มากน้อยเพียงไร
– ทำการศึกษารสนิยม และพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศในอาเซียน การเรียนรู้และเข้าใจในรสนิยม และพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศในอาเซียนได้ก่อน นับเป็นความได้เปรียบของผู้ประกอบการที่สนใจจะขยายธุรกิจในอาเซียน ทำให้สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียนได้ โดยอาจจะเริ่มจากการเข้าร่วมงานแสดง สินค้า/บริการในอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เรียนรู้ ความต้องการที่แท้จริงของตลาดและความเคลื่อนไหวของคู่แข่งในอาเซียนอีกด้วย
สร้างพันธมิตรทางการค้า – การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ควรให้ความสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะจะช่วยสร้างเครือข่ายธุรกิจให้มีการเชื่อมโยง เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมถ่ายทอด เทคนิคการจัดการ ทักษะต่างๆ การทำการตลาด และสร้างอำนาจต่อรอง ให้มากขึ้นกว่าการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง
ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง การตลาดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และตอกย้ำแบรนด์เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้

การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจค้าค้าปลีกเอสเอ็มอี เพราะนอกจากผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมกับการเผชิญการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้แล้ว ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ค้าปลีกเอสเอ็มอีให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ภายหลังเปิด AEC ในปี 2558 ด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลควรวางมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เร่งผลักดันการค้าตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในบริเวณพื้นที่ แนวชายแดน หรือควรที่จะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค้าปลีกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับ AEC ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้โดยเฉพาะในอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญ

บทสรุป 

การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจค้าปลีกของไทยมีการตื่นตัวกันมากขึ้น เนื่องจากประชากรกว่า 600 ล้านคนในอาเซียน สามารถเคลื่อนย้ายหรือไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี ภาคการค้ามีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น รวมถึงรูปแบบในการบริโภคสินค้า/บริการของผู้บริโภคจะ สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่มากขึ้น อาทิ นิยมสินค้าที่มีคุณภาพ มีความทันสมัยและสนใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทย

โดยภายหลังจากการเปิด AEC คาดว่า แนวโน้มการแข่งขันในภาคธุรกิจค้าปลีกจะมีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดที่มีความพร้อมและสามารถปรับตัวได้ก่อนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ย่อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดที่ไม่พร้อมที่จะปรับตัว ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสให้กับคู่แข่งไป ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นับตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยจะต้องเร่งปรับตัว โดยอาจจะเริ่มจากการมองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง มาพัฒนาและปรับปรุงสินค้าและบริการให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะมองหาโอกาสหรือช่องว่างในการขยายตลาดไปในอาเซียน อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการของทางภาครัฐ น่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้สามารถเรียนรู้คู่ค้าและคู่แข่งได้อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ควรที่จะเข้ามามีส่วนช่วยในการผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยภาครัฐจะต้องวาง มาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศภายหลังการเกิดขึ้นของ AEC ได้อย่างมีศักยภาพ

แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) http://www.sme.go.th
http://thailaosbiz.com/index.php?option=com_frontpage&Itemid=1

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: