แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2555…ขยายตัวในกรอบร้อยละ 4.5-6.0

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอุทกภัยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 นั้น ได้ฉุดรั้งให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 7.8 ในปี 2553 อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การฟื้นตัวจากกิจกรรมฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมทั้งในส่วนที่มาจากภาคเอกชนและภาครัฐ การทยอยฟื้นกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการสนับสนุนการเติบโตของรัฐบาล น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวดีขึ้นได้ประมาณร้อยละ 5.0 ในปี 2555 นี้ แต่ก็คงต้องยอมรับว่า สถานการณ์ข้างหน้ายังมีโอกาสพลิกผันได้จากหลายจุดเสี่ยงที่รออยู่ตลอดเส้นทางการฟื้นตัวในช่วงเวลาที่เหลือของปี… 

สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2554…ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม

• จีดีพีด้านการผลิตหดตัวลงตามการหยุดชะงักของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
 โดย ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงถึงร้อยละ 21.8 (YoY) เนื่องจากวิกฤตน้ำ ท่วมได้สร้างความเสียหายต่อแหล่งผลิตภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งได้มีผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานไปทำให้การผลิตในพื้นที่อื่นๆ หยุดชะงักลง ส่วนผลผลิตในภาคเกษตรนั้น ขยายตัวร้อยละ 0.7 (YoY) โดยผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ขยายตัวดี ช่วยชดเชยความเสียหายของผลผลิตข้าวที่เกิดขึ้นในช่วงอุทกภัย

• จีดีพีด้านการใช้จ่ายหดตัวลงพร้อมกันในทุกด้าน โดย ภาวะน้ำท่วมทำลายบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือน ชะลอการตัดสินใจลงทุน และเพิ่มแรง กดดันต่อภาคการส่งออกซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงมาจากผลผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวลง ส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐนั้น ทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศที่ยังไม่มีการประกาศใช้พ .ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555

ผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554…ตามด้วยการพลิกฟื้นกลับมาในช่วงต้นปี 2555


สัญญาณการปรับตัวดีขึ้นของภาวะการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจหลังภาวะน้ำท่วมคลี่คลายลง ช่วยทำให้ภาพการกลับเข้าสู่เส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปี 2555 จากที่ทรุดตัวลงรุนแรงถึงร้อยละ 9.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ใน ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554

ในช่วงไตรมาสที่ 1/2555 นั้น ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซม-เสริมสร้าง สิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนซื้อทดแทนเครื่องมือ/เครื่องจักร และเครื่องใช้ภายในบ้านเรือน ที่สูญเสียไปในช่วงน้ำท่วมของทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ดังนั้น คาดว่า บรรยายกาศการจับจ่ายใช้สอยที่มีทิศทางดีขึ้นหลังผลกระทบน้ำท่วมผ่านพ้นไป น่าที่จะช่วยหนุนให้ รายจ่ายของภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น และกลายมาเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 1/2555 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ การผลิตในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนของไทยที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น (แม้ว่าโรงงานบางส่วนที่ถูกน้ำท่วมเสียหายรุนแรง อาจจะยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมที่เป็นปกติก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม) ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีในอีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาอุทกภัย สะท้อนภาพด้านบวกมากขึ้นในช่วงต้นปี 2555 เนื่องจากการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตของค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้ส่งผลทำให้ยอดการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นเข้าใกล้ ระดับที่ปกติมากขึ้น ขณะที่ กิจกรรมในภาคการบริการที่สะท้อนผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาข้อเท็จจริง และชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาประเทศโดยเร็ว

ดังนั้น จากทิศทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาเร่งระดับขึ้นทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1/2555 น่าจะพลิกกลับมา ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 12.5-13.5 (QoQ, s.a.) เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4/2554 ที่หดตัวลงอย่างรุนแรงจากผลของภับพิบัติน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงในช่วงไตรมาสที่ 1/2554 อาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1/2555 จะยังมีระดับที่ต่ำประมาณร้อยละ 1.0-1.5 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2555…ขยายตัวร้อยละ 4.5-6.0 แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2555 น่าจะได้รับแรงหนุนสำคัญจากแรงขับเคลื่อนของกิจกรรมการใช้จ่ายภายในประเทศ การลงทุน-การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ที่น่าจะเร่งตัวกลับมาเพื่อชดเชยในช่วงน้ำท่วม ขณะที่ การเบิกจ่ายเม็ดเงินจากงบประมาณของรัฐบาล อาจเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ในช่วงต้นไตรมาสที่ 2/2555 หลังจากที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 นอกจากนี้ คาดว่า การใช้จ่ายใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการลงทุนเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำที่บางส่วนสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2555 นี้ ก็น่าจะเพิ่มแรงบวกให้กับภาคธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการนั้นๆ อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง-วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ นโยบายเพิ่มรายได้ของรัฐบาล อาทิ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรที่สำคัญ การปรับเพิ่มเงินฐานเงินเดือนข้าราชการ และการยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดในภาคเอกชน ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนกำลังซื้อของประชาชนในระยะข้างหน้า ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5.0 โดยมีกรอบประมาณการอยู่ในช่วงร้อยละ 4.5-6.0 เทียบกับฐานมูลค่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 0.1 ในปี 2554

อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่า อัตราการขยายตัวในระดับสูงร้อยละ 5.0 ของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 นี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายด้านจาก 1) ความเปราะบางของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก จากปัญหาเรื้อรังของวิกฤตหนี้ยูโรโซนและระดับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 2) ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นจากปัญหา ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก และ 3) ปัจจัยไม่แน่นอนภายในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองและปัญหาอุทกภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อบรรยายกาศการลงทุนในไทย

ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2555

ประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555

สำหรับในด้านผู้ประกอบการแล้ว ทิศทางการขยายตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศตามฐานรายได้ที่ขยับสูงขึ้น น่าจะสร้างโอกาสในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ อาทิ ธุรกิจค้าปลีก ขณะที่ ธุรกิจก่อสร้าง-วัสดุก่อสร้าง และการซ่อมแซม-ติดตั้งเครื่องจักรกล ก็น่าจะขยายตัวได้อย่างโดดเด่น ตามกระบวนการฟื้นฟูบูรณะประเทศและกอบกู้โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง/ขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบางประเภทได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐบาล อาทิ โครงการจำนำสินค้าเกษตร มาตรการคืนภาษีสำหรับรถยนต์คันแรก มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยหลังแรก อย่างไรก็ดี ก็คงต้องยอมรับว่า ธุรกิจบางประเทศอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการทำธุรกิจในปีนี้

และในท้ายที่สุด นอกจากผู้ประกอบการจะเตรียมวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดแล้ว ในปี 2555 นี้ ควรที่จะให้ความสำคัญ กับการบริหารจัดการด้านต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตหลายด้านมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชัดเจนกว่าในปี 2554 ที่ผ่านมา อาทิ การขยับสูงขึ้นราคา พลังงานตามการทยอยปรับโครงสร้างราคาของภาครัฐ (ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ตลอดจนต้นทุนการประกอบการด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และความผันผวนของต้นทุนสินค้าวัตถุดิบอื่นๆ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ทิศทางราคามีความผันผวนไปตามตลาดโลก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: