เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวในช่วงไตรมาส 1/2555… หลังผลกระทบจากอุทกภัยคลี่คลายลง

ทิศทางเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยล่าสุด สะท้อนว่า สภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายจากผลกระทบอุทกภัยครั้งรุนแรงของไทยได้คลี่คลายลงไปบ้างแล้วในช่วงก่อนสิ้นปี 2554 โดยที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆภาค ส่วนพลิกกลับมาขยายตัว หรือหดตัวในอัตราที่ลดลง สอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น จากที่ไถลลงอย่างต่อเนื่องในช่วงน้ำท่วม

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม 

สรุปประเด็นสำคัญจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคม 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2555:- 

 การส่งออกเดือนธันวาคม 2554 หดตัวในอัตราที่น้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ที่ร้อยละ 2.1 หลังจากที่หดตัวลงร้อยละ 13.1 (YoY) ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนการนำเข้าในเดือนธันวาคมนั้น ขยายตัวร้อยละ 19.6 (YoY) พลิกจากที่หดตัวร้อยละ 1.9 (YoY) ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าที่เร่งตัวสูงขึ้นในช่วงหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ส่งผลทำให้ดุลการค้าของไทยเผชิญกับภาวะการขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีครึ่งที่ 237.9 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ดี การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ช่วยทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดบันทึกยอดเกินดุลสูงถึง 1,939.9 ล้านดอลลาร์ฯ

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) พลิกกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อนร้อยละ 1.7 (MoM) ใน เดือนธันวาคม 2554 หลังจากที่หดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 0.1 (YoY) ปรับดีขึ้นจากที่หดตัวร้อยละ 1.6 (YoY) ในเดือนพฤศจิกายน นำโดยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่ง และรถมอเตอร์ไซด์ แม้จะยังคงหดตัว แต่ก็เป็นอัตราที่ลดลง

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) ในเดือนธันวาคม 2554 ยังคงหดตัวลงอีกร้อยละ 2.3 (MoM) (แม้จะเป็นอัตราที่น้อย กว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า) นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องฐานการคำนวณเปรียบเทียบ ยังทำให้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 3.6 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่แย่ กว่าที่หดตัวร้อยละ 1.9 (YoY) ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในองค์ประกอบของการลงทุนภาคเอกชน พบว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวเกิดขึ้นในบางเครื่องชี้ หลังจากที่ผลกระทบ จากน้ำท่วมคลี่คลายลงและภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟู-ชดเชยกำลังการผลิต อาทิ ยอดจำหน่ายซีเมนต์ในประเทศ และการนำเข้าสินค้าทุนที่พลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้นในเดือนธันวาคม 2554 หลังจากที่อ่อนแอลงในช่วงหลายเดือนก่อน โดยนอกจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) จะฟื้นตัวต่อเนื่องแล้ว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ก็ปรับตัวดีขึ้น อันบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่ทยอยกลับมาหลังสถานการณ์ อุทกภัยคลี่คลาย สำหรับในเดือนมกราคม 2555 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเหตุการณ์อุทกภัย เนื่องจากผู้บริโภค ยังคงกังวลเกี่ยวกับความเสียหายจากน้ำท่วม ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2554 ปรับตัวดีขึ้น จากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 37.9 (MoM) และหดตัวในอัตราที่น้อยลงร้อยละ 25.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นสัญญาณดีขึ้นหลังจากที่หดตัวลงถึงร้อยละ 47.2 (YoY) ในเดือนก่อน ทั้งนี้ การฟื้นตัวของภาคการผลิตเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อส่งออก (อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า หลอดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้สำนักงาน สิ่งทอ และรองเท้า) หดตัวในอัตราที่ลดลงมาที่ร้อยละ 42.6 (YoY) ส่วนการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อขายในประเทศ (ได้แก่ เครื่องดื่ม ปิโตรเลียม พลาสติก และ ผลิตภัณฑ์ยาง) และการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก หดตัวลงเพียงร้อยละ 0.5 (YoY) และร้อยละ 14.2 (YoY) เท่านั้น อนึ่ง อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนธันวาคม 2554 ปรับตัวขึ้นมาที่ร้อยละ 52.3 ตามสัญญาณบวกในภาคการผลิต จากร้อยละ 40.5 ในเดือนพฤศจิกายน 2554 อย่างไรก็ดี ก็ยังคงต่ำกว่าในช่วงก่อนเหตุการณ์อุทกภัยที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับสูงกว่าร้อยละ 60

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตสินค้าเกษตร พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 5.0 (MoM) จากเดือนก่อนหน้า และร้อยละ 4.8 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในเดือนธันวาคม 2554 หลังจากที่หดตัวลงร้อยละ 3.2 ในเดือนพฤศจิกายน โดยการขยายตัวของผลผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ช่วยชดเชยผลผลิตข้าวที่สูญเสียไปในช่วงอุทกภัย ส่วนราคาสินค้าเกษตรในเดือนธันวาคมนั้น ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 4.3 (YoY) นำโดยราคายางพาราที่ปรับตัวลงตามสัญญาณการฟื้นตัวที่อ่อนแอของอุตสาหกรรมยานยนต์ และทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยวิกฤตหนี้ในยุโรป

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2555 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น ปัจจัยเรื่องฐานการคำนวณเปรียบเทียบ ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองมาอยู่ ที่ร้อยละ 3.38 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากร้อยละ 3.53 (YoY) ในเดือนธันวาคม 2554 แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 2.75 (YoY) จากร้อยละ 2.66 (YoY) ในเดือนก่อน ทั้งนี้ เมื่อเทียบระดับราคาสินค้าผู้บริโภคเดือนมกราคม 2555 กับเดือนก่อนหน้าแล้ว แม้ว่าราคาในหมวดอาหารสดลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่กลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง แต่ระดับราคาสินค้ายังคงขยับขึ้นร้อยละ 0.39 (MoM) โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ค่าไฟฟ้า-ประปา อาหารสำเร็จรูป ยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุก่อสร้าง

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนมกราคม 2555 ที่ระดับ 30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 ที่ 31.54 บาทต่อ ดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของเดือนมกราคม 2555 ตามการฟื้นตัวขึ้นของสินทรัยพ์เสี่ยงท่ามกลางการคลายความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นวิกฤตหนี้ยุโรป ซึ่งสะท้อนผ่านผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสมาชิกยูโรโซนหลายประเทศที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังคงมีทิศทาง ที่ดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ที่มา: รอยเตอร์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย 

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางที่ดีขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยที่สะท้อนผ่านเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญในช่วงปลายปี 2554 อาจเป็นภาพที่สะท้อนว่า ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมครั้งรุนแรงของประเทศน่าที่จะทยอยคลี่คลายลงตามลำดับ และน่าจะทำให้กิจกรรมฟื้นฟูบ้านเรือน-สิ่งปลูกสร้าง การลงทุนเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสีย-ป้องกันการสูญเสีย จากอุทกภัยครั้งใหม่ของภาคธุรกิจ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นตัวผลักดันให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยฟื้นกลับสู่เส้นทางการขยายตัวตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 1/2555

แม้ว่าภาพความอ่อนแอของการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยังน่าจะดำเนินต่อไปในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้ โดยสุทธิแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ทิศทางการหดตัวของ เศรษฐกิจไทยน่าจะสิ้นสุดลงแล้วในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 และเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาขยายตัวได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 นี้ เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นคาดว่า อัตราการเติบโตของจีดีพีในไตรมาสที่ 1/2555 น่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.0 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราการหดตัวที่รุนแรงในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี 2554 อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามตัวแปรที่จะมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 อาทิ ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตหนี้ยุโรป ระดับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ตลอดจนความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลและความชัดเจนในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะมีผลเชื่อมโยงไปที่บรรยากาศการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: