ตะวันออกกลาง: ตลาดใหม่ของ SMEs

ตะวันออกกลาง: ตลาดใหม่ของ SMEs

ภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2555 เป็นกลุ่มประเทศที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.6(YoY) และเติบโตเหนือกว่าเศรษฐกิจ ของประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นแกนหลักของโลกที่น่าจะขยายตัวร้อยละ 1.9(YoY) ที่หากวิกฤตหนี้ในยุโรปยืดเยื้อก็อาจฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศแกนหลักของโลกซบเซาลงอีก ทั้งนี้ แม้ ภาพในด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับตะวันออกกลางเท่าที่ผ่านมายังมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่สูงมากนัก แต่เนื่องด้วยประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่สำคัญ ของโลกและมีความมั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งในความร่ำรวยนี้เองทำให้ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้าม โดยมีสินค้าหลายกลุ่มของไทยที่น่าจะมีโอกาสขยายการส่งออกไป ยังตะวันออกกลางได้อีก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ที่มา: World Economic Outlook, Sep 2011, IMF
หมายเหตุ: f คาดการณ์โดย IMF

ตะวันออกกลางคือความหลากหลาย

ปัจจุบันการส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางรวมแล้วมีสัดส่วนร้อยละ 4.75 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าตลาดสิงคโปร์คู่ค้า อันดับ 6 และอินโดนีเซียคู่ค้าอันดับ 7 ของไทย นอกจากนี้ อัตราการเติบโตทางการส่งออกในช่วง 11 เดือนปี 2554 ของไทยไปยังตะวันออกกลางก็ขยายตัวถึงร้อยละ 13.25(YoY) ใกล้ เคียงกับการส่งออกของไทยโดยรวมไปยังตลาดโลกที่ขยายตัวร้อยละ 19.04(YoY) สะท้อนว่าหากจะรุกตลาดกลุ่มนี้อย่างจริงจังก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย

การส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางช่วง 11 เดือนปี 2554

 

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

•  ตลาดสินค้าไทยอยู่ไหน…ส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) และซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ตลาดอื่นๆที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้น ได้แก่ ตุรกี อิหร่าน อิสราเอล อิรัก โอมาน เป็นต้น สำหรับ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยานยนต์/ส่วนประกอบ ข้าว อัญมณี/เครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ วิทยุ/โทรทัศน์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ ยานยนต์/ส่วนประกอบนับเป็นสินค้าที่สามารถทำตลาดได้กว้างขวางในตะวันออกกลาง สาเหตุหนึ่งเนื่องมา จากทั้ง UAE และซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยต่างก็มีผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศค่อนข้างน้อยและพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า โดยนิยมรถยนต์เอนกประสงค์ที่ใช้งานได้หลากหลาย ให้ความสำคัญกับตราสินค้าและคุณภาพอย่างมาก

ตลาดตะวันออกกลางสามารถแบ่งตลาดได้ 3 กลุ่มตลาดใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะที่แตกต่างกันดังนั้นการเลือก สินค้าเพื่อเจาะตลาดในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมจึงเป็นจุดสำคัญ อันประกอบด้วย กลุ่ม GCC(กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ Gulf Cooperation Council : GCC) มี 6 ประเทศ ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยในตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และโอมานกลุ่มอาหรับ 5 ประเทศ ได้แก่ เลบานอน จอร์แดน ซีเรีย อิรัก และเยเมน และกลุ่มที่มิใช่อาหรับ ได้แก่ อิหร่าน ตุรกี ไซปรัส และอิสราเอล

ในแต่ละประเทศก็จะมีกลุ่มประชากรที่หลากหลายซึ่งการเลือกลุ่มลูกค้าและปรับสินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าจะช่วย เพิ่มความน่าสนใจของสินค้า โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะแบ่งได้เป็นคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัย อาทิ UAE มีประชากรอยู่ราว 7 แสนคน แต่อีกกว่า 4 ล้านคนเป็นชาว ต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ใน UAE เช่น บังคลาเทศ ปากีสถาน และอินเดีย เป็นต้น รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มาท่องเที่ยวในประเทศ

การส่งออกของไทย 11 เดือนปี 2554

 

ที่มา: กระทรวงพาณิชย์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

•  ตะวันออกกลางเป็นประเทศมั่งคั่งทางการเงินจากการค้าน้ำมัน แต่ขาดแคลนอาหารทำให้รัฐบาลหลายประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญด้าน ความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารฮาลาลเพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ซึ่งทำให้การค้าสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มต่างๆจึงมีโอกาสสูง เช่น ข้าว น้ำตาล และน้ำ เป็นต้น รวมถึงหากสามารถเจาะตลาดได้แล้วก็จะสามารถทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวของไทยซึ่งเป็นสินค้าอันดับ 2 ที่ทำตลาดได้ดีในตะวันออกกลาง โดยประเทศที่นำเข้าข้าวไทยที่ สำคัญ ได้แก่ อิรัก อิหร่าน เยเมน UAE ซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล ตามลำดับ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าข้าวไทยที่ส่งไปตะวันออกกลางเป็นสินค้าที่ป้อนให้แก่คนต่างชาติโดยเฉพาะใน UAE (คนจีนและฟิลิปปินส์จะนิยมบริโภคข้าวหอมมะลิของคนไทยเป็นหลัก) สะท้อนว่า UAE มีความหลากหลายของผู้อยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความต้องการสินค้าที่หลากหลายตามมา

กลยุทธ์บุกตลาดตะวันออกกลางอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ปัจจุบันตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้ากับไทยค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของ ตลาด แต่จุดน่าสนใจอยู่ที่ว่าตะวันออกกลางเป็นทางผ่านทางการค้าไปสู่ทวีปยุโรป จึงกล่าวได้ว่าตะวันออกกลางไม่ใช่ประเทศที่ห่างไกลจากไทยนัก ซึ่งหากนักธุรกิจไทยรวมถึง SMEs มุ่ง มั่นทำธุรกิจอย่างจริงจังกับตะวันออกกลางก็น่าจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกิจนอกเหนือไปจากการทำการค้ากับยุโรปเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยควรต้องมีความรอบคอบในการประกอบธุรกิจให้มากขึ้นเพราะตะวันออกกลางยังเป็นตลาดใหม่ โดยมีข้อควรรู้ดังนี้

□ พุ่งความสนใจในตะวันออกกลางอย่างลึกซึ้ง โดยศึกษาทำความเข้าใจการเป็นคนมุสลิมให้ครอบคลุมถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การใช้ จ่าย ระบบการทำธุรกิจและระบบการเงินที่อาจจะมีความแตกต่างจากทั่วไป เพราะวิถีชีวิตของคนมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเรื่องนี้จึงควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

□ การดำเนินธุรกิจกับตะวันออกกลางอาจเริ่มต้นจากการทดลองตลาด โดยให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) โดยเฉพาะ ในรัฐดูไบซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลางและแอฟริกาเหนือ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาดซาอุดีอาระเบียส่วนใหญ่จะเน้นทำตลาดเพื่อผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีสินค้าจากไทยพอเป็นที่รู้จักอยู่บ้างแล้ว นั่นก็อาจเปิดโอกาสทางธุรกิจ SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ ยานยนต์/ส่วนประกอบ และอาหาร ทั้งนี้ หากการทำตลาดกับ UAE และซาอุดีอาระเบียประสบผลสำเร็จก็อาจจะเป็นเครื่องการันตีว่าจะสามารถทำตลาดได้อย่างต่อเนื่องและเป็นใบผ่าน ทางเข้าสู่ตลาดอื่นๆในตะวันออกกลางได้ราบรื่นมากขึ้น เพราะตลาดดังกล่าวเป็นที่ขึ้นชื่อว่ามีความหินมากในการทำธุรกิจ มีทั้งความหลากหลายของเชื้อชาติและพิถีพิถันในการทำธุรกิจ

□ จะทำธุรกิจกับตะวันออกกลางให้ประสบความสำเร็จต้องลงทุนและใส่ใจ ในที่นี้หมายรวมถึงตั้งแต่การเจรจาธุรกิจที่จะต้องเดินทางไป พบปะพูดคุย โดยการเริ่มพูดคุยนั่นก็มักจะต้องพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปก่อน(อาทิเรื่องดินฟ้าอากาศ) ซึ่งจะต่างจากนักธุรกิจชาติตะวันตกที่จะเจรจาธุรกิจในทันที ทั้งนี้ การติดต่อธุรกิจโดยใช้อีเมล์หรือโทรศัพท์จะไม่เป็นที่น่าสนใจแก่นักธุรกิจตะวันออกกลางมากนัก

□ การติดต่อธุรกิจกับชาวอาหรับควรจ้างที่ปรึกษาชาวตะวันตกและมีการศึกษาดี เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในตะวันออกกลางโดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก ดังนั้นการติดต่อธุรกิจโดยผู้ประกอบการไทยเข้าไปติดต่อพร้อมกับที่ปรึกษาชาวตะวันตกจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาส พบกับผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนั้นมากขึ้น เพราะหากผู้ประกอบการไทยไปติดต่อธุรกิจเพียงลำพังอาจจะได้พบกับผู้บริหารในระดับที่ต่ำลงมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียและไม่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการติดต่อธุรกิจ

□ สนองความต้องการให้ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง กล่าวคือการติดต่อธุรกิจเพื่อทำการค้าหากมีสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกันอาจเป็นที่ต้องการของนักธุรกิจตะวันออกกลาง เพราะลักษณะการทำธุรกิจของคนตะวันออกกลางมันจะเป็นเครือข่ายธุรกิจ เช่น หากต้องการติดต่อซื้อขายสินค้าสบู่ แต่นักธุรกิจตะวันออกกลางก็อาจต้องการแชมพู ยาสระผมด้วย เป็นต้น

□ ผู้ประกอบการไทยควรเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าเป็นที่รู้จักในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแสดงสินค้าในเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือว่าเป็นประตูไปสู่ตลาดตะวันออกกลาง เช่น งาน International Jewellery Dubai แสดงสินค้าประเภทเครื่องประดับอัญมณี งาน Gulf Food แสดงสินค้าประเภทอาหาร หรืองานที่จัดขึ้นโดยคนไทยเองเช่น งาน Thailand Exhibition ที่จัดแสดงเฉพาะสินค้าไทยเท่านั้นโดยกรมส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น

ข้อควรระวัง

□ ในการติดต่อธุรกิจกับชาวอาหรับผู้ประกอบการไทยควรหลีกเลี่ยง 1) การสนทนาเกี่ยวศาสนา สถานภาพของเพศหญิงและสถานการณ์ทางการเมืองของตะวันออกกลาง 2) การถามไถ่หรือฝากของไปให้ภรรยาและบุตรสาวของชายชาวอาหรับ ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง 3) การพูดคุยโดยใช้มือประกอบท่าทางเพียงข้างเดียวถือว่าไม่สุภาพ 4) การหันฝ่าเท้าไปทางผู้ร่วมสนทนา 5) การปฎิเสธที่จะไม่รับชาหรือกาแฟ ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง ดังนั้นควรรับชาหรือกาแฟอย่างน้อย 1 ถ้วย แต่หากได้รับการเติมอีกครั้งก็ไม่ควรปฏิเสธ ซึ่งการจิบเพียงเล็กน้อยเป็นทางออกที่สุภาพ เป็นต้น

□ ปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง เป็นประเด็นอ่อนไหวที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของหลายประเทศในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานาน อาจทำให้บางประเทศไม่ยอมรับบริษัทที่มีการค้าขายกับประเทศคู่กรณี หากผู้ประกอบการไทยไม่นึกถึงประเด็นนี้แล้วก็จะอาจสูญเสียโอกาสทางการค้ากับบางประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางไป

□ ผู้ประกอบการไทยควรหลีกเลี่ยงการให้สินเชื่อกับบริษัทคู่ค้าหรือตัวแทนจำหน่ายในตะวันออกกลางโดยเฉพาะบริษัทคู่ค้าที่มีขนาดเล็กเนื่องจากบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคนต่างชาติภายในนามคนซาอุดีอาระเบีย ส่วนใหญ่เป็นชาวเยเมน อียิปต์ อินเดีย ปากีสถานและบังคลาเทศ หากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนของศาลต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ค่าใช้จ่ายทนายค่อนข้างสูงโดยคาดว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินที่ฟ้อง

มาตรการทางการค้าของตะวันออกกลางที่ต้องปฏิบัติตาม

มาตรการทางการค้าที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรปฏิบัติตามระเบียบขั้นต้นของประเทศผู้นำเข้าในตะวันออกกลางที่มีความแตกต่างกัน ไปในแต่ละประเทศ เพื่อความสะดวกในการขยายตลาดการค้ามากขึ้น โดยมีหลักเกณฑ์พื้นฐานต่างๆ ดังนี้

□ หนังสือรับรอง Certificate of Conformity (CoC) มี 2 แบบ คือ Route A : Preshipment Inspection & Testing, ad hoc shipment : ตรวจ สอบและทดสอบสินค้าทุกครั้ง และ Route B : Products Registration, Random Inspection & Testing – regular shipments : ขึ้นทะเบียนสินค้าเพื่อออกใบรับรองเป็นรายปี ไม่ต้องวิเคราะห์สินค้าซ้ำ หรืออาจสุ่มตรวจขึ้นกับความเสี่ยงของสินค้า เหมาะกับการส่งออกในปริมาณมาก

□ ฉลากสินค้าต้องใช้ภาษาอารบิกควบคู่กับภาษาอังกฤษและต้องมีข้อมูลรายละเอียด วันผลิต วันหมดอายุ รายการสวนผสม วิธีการเก็บรักษา คู่มือการใช้ และคำเตือน เป็นต้น

มาตรการทางการค้าอื่นๆดังนี้ 

 

ประเทศ มาตรการ
ซาอุดีอาระเบีย  □ สินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าทุกชนิดต้องมีใบรับรอง Certificate of Conformity(CoC) ตามมาตรฐาน SASO (Saudi Arabia Standard Organization)
□ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้านำเข้า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ประกาศมาตรการห้ามนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟต่ำกว่า 220 โวลต์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนแรงดันระบบไฟฟ้าในประเทศให้เหลือระดับเดียวคือ 220 โวลต์ โดยจะผ่อนผันให้มีระยะเวลาในการปรับตัว 25 ปี นอกจากนี้ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต้อง ติดฉลากพลังงาน ด้านมาตรฐานความปลอดภัย
□ สินค้าอาหารนำเข้า เช่น ผลไม้ ต้องมีใบรับรองปลอดศัตรูพืช บางกรณีต้องมีใบอนุญาตนำเข้าและมีการสุ่มตรวจ
□ สินค้าเครื่องประดับเทียมนำเข้าต้องตรวจสอบการรั่วไหลของสารตะกั่ว แคดเมียม และนิเกิล

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   มีมาตรฐานเฉพาะในการควบคุมคุณภาพสินค้า เช่น ยางรถยนต์ใช้แล้วกำหนดให้ต้องมีใบแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายต้องจดทะเบียนกับ Emirates Authority for Standardization and Metrology (ESMA) และสินค้าต้องมี Bar Code กำกับยางทุกเส้นที่วางจำหน่าย โดยยางรถยนต์ต้องสามารถทนความชื้นและอากาศร้อนจัดได้ น้ำหนักบรรทุกและมาตรฐานความเร็วสัมพัทธ์กับยางรถยนต์ต้องไม่น้อยกว่า 120 kmph

คูเวต  □ กฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าของคูเวต คือ Kuwait Conformity Assurance Scheme (KUCAS) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องระเบียบการนำเข้าสินค้าคือ The Public Authority for Industry (PAI) of the State of Kuwait
□ เอกสารประกอบการนำเข้า ได้แก่ Technical Evaluation Report (TER) และ Technical Inspection Report (TIR) ซึ่งเทียบเท่ากับเอกสาร CoC
□ สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่ต้องผ่านการตรวจสอบ ได้แก่ สินค้าจำพวก Processed Manufactured Products ตัวอย่างเช่น กระดาษทิชชูและจานเมลามีน เป็นต้น
□ สินค้าที่ได้รับยกเว้นการตรวจสอบ อาทิ สินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย Kuwait Quality Mark รถยนต์ใหม่ที่ได้รับ GCC Certificate สินค้านำเข้าชั่วคราว และสินค้านำ เข้าเพื่อใช้ในโครงการรัฐบาล

ซีเรีย  □ ซีเรียบังคับใช้กฎหมาย Syrian Arab Organization for Standardization and Metrology (SASMO) เอกสารประกอบการนำเข้าที่สำคัญ คือ
– Certificate of Conformity: CoC ผู้ส่งออกต้องแนบไปกับสินค้า
– Validation Opinion Report: VoR ผู้นำเข้าต้องแสดงต่อศุลกากรเพื่อตรวจสอบราคาและแหล่งกำเนิดสินค้า
□ คู่มือการใช้สินค้า ฉลาก หรือคำเตือน ต้องเป็นภาษาอารบิก หรือภาษาอังกฤษควบคู่กัน
□ สินค้าต้องระบุชื่อผู้นำเข้าติดที่ตัวสินค้าหรือหีบห่อบรรจุ ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง และน้ำหอม เป็นต้น
□ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องแสดง CoC และ VoR ได้แก่ อะไหล่รถที่นำเข้าเพื่อประกอบในประเทศและสินค้ามูลคาต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ฯ

กล่าวโดยสรุป ธุรกิจ SMEs มีโอกาสขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางค่อนข้างมาก แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงโดยเฉพาะในประเทศ UAE และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งน่าจะเป็นตลาดที่จะมีโอกาสทำตลาดได้สะดวก เพราะสินค้าไทยเริ่มเปิดตลาดไปยังประเทศดังกล่าวไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ หากสามารถเจาะตลาดดังกล่าวได้ก็จะ มีส่วนให้การเข้าสู่ตลาดอื่นๆในตะวันออกกลางมีความราบรื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งสินค้าที่อยู่ในกลุ่มยานยนต์/ส่วนประกอบ และอาหารมีโอกาสเติบโตสูง ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคการก่อสร้าง การท่องเที่ยวและโรงแรม(สปา บริการด้านสุขภาพ) ก็น่าจะเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวในตะวันออกกลางที่มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะยุโรปกระจุกตัวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ SMEs ต้องให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาวมุสลิมและรายละเอียดปลีกย่อยในการติดต่อทางธุรกิจเพื่อสร้างความประทับใจในการทำธุรกิจ รวมทั้งการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากค่าขนส่งสินค้าการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเพราะความห่างไกลของประเทศ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: