มาตรการเยียวยาธุรกิจ SME … หลังน้ำลด

จากปัญหาอุทกภัยที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี จนเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและชั้นในในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม 2554 นั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีถือว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ได้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักดังเช่นธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ของทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาครัฐ ในการหาแนวทางฟื้นฟูธุรกิจที่ประสบภัยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพราะคงต้องยอมรับว่า ในหลายพื้นที่ประสบภัยนั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีถือว่ามีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจทั้งในพื้นที่ จังหวัด จนไปถึงระดับภาค และประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน ต่างก็ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบภัย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องที่สำคัญ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในการตรวจสอบและเข้าขอรับความช่วยเหลือ อันน่าจะเป็นหนึ่งในหลายๆ หนทางที่ช่วยฟื้นฟูธุรกิจให้สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด รวมถึงช่วยประคองผลประกอบการไว้ได้ในระดับหนึ่ง

มาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาครัฐ (ตามมติ ครม.)

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น เข้าข่ายได้รับการผ่อนผันภาษีในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมในการดำเนินพิธีศุลกากร อากร ขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกประเภทเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียหาย ตลอดจนการผ่อนระเบียบการคงสถานะในฐานข้อมูลของเครดิตบูโรให้กับผู้ประกอบการ และลดอัตราเงิน สมทบทั้งฝั่งรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนในระหว่างปี 2555 เป็นต้น ตามรายละเอียดดังนี้

มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

นอกเหนือจากการผ่อนผันด้านภาษีประเภทต่างๆ จากภาครัฐแล้ว ก็มีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้


นอกจากนี้ ธนาคารบางแห่งยังมีการจัด Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และเครื่องจักรอุปกรณ์ผู้รับเหมา เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถปรับปรุงซ่อมแซมกิจการ หรือทดแทนและซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายในราคาพิเศษอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การขอรับความช่วยเหลือในทางปฏิบัตินั้น คงต้องเริ่มจากการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียมรายละเอียดของข้อมูล และ หลักฐานต่างๆ ประกอบการลงทะเบียน หรือการยื่นความจำนงขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งอาจรวมถึงภาพถ่ายของทรัพย์สิน/เครื่องจักรที่เสียหาย และการลงนามของพยาน จากนั้น คงเข้าสู่กระบวนการเดินเรื่องของหน่วยงาน หรือสถาบันการเงินนั้นๆ เพื่อสำรวจและประเมินความเสียหายจริง ก่อนที่จะอนุมัติการให้ความช่วยเหลือในลำดับถัดไป กระนั้นก็ดี เนื่องจากระยะเวลาตั้งแต่การเริ่มขอความช่วยเหลือ จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจริงนั้น อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการคงต้องเคร่งครัดในการปรับลดรายจ่ายลงให้ได้มากที่สุด ขณะที่อาจต้องพึ่งสภาพคล่องของธุรกิจที่สะสมไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือขอเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีกับสถาบันการเงินที่ตนใช้บริการอยู่ แล้วเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้าไปก่อน

เมื่อธุรกิจทยอยฟื้นตัวขึ้นจนกลับเข้าสู่ปกติ ซึ่งคาดว่าอาจเริ่มเห็นพัฒนาการดังกล่าว ควบคู่กับการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมภายในช่วงครึ่ง แรกของปี 2555 ก็คงเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบภัยรุนแรง อาจต้องนำบทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้มาแปลงเป็นมาตรการป้องกันความเสียหาย จากน้ำท่วมอย่างจริงจัง ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้1

□ การสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรเพื่อป้องกันน้ำท่วม อันอาจต้องอาศัยวิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญในการประเมินประเภทของสิ่งก่อสร้าง ความลึก ความกว้างที่เหมาะสมกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ขณะที่ผู้ประกอบการคงต้องประเมินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่จะปรากฏขึ้นใน แต่ละปีเข้าไปในประมาณการรายจ่ายของตนด้วย ส่วนด้านแหล่งที่มาของเงินทุนนั้น ผู้ประกอบการอาจเลือกใช้บริการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ภายใต้โครงการสนับสนุนเพื่อรองรับวัตถุประสงค์นี้จากสถาบันเฉพาะกิจของรัฐ ได้

□ การบริหารจัดการน้ำ ในกรณีน้ำเข้าท่วมพื้นที่ ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบการจัดทำทางระบาย หรือพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ และแนวทางเคลื่อนย้ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก

□ การเตรียมแผนอพยพคน รวมถึงสิ่งของมีค่าไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจออกมาในรูปของการประเมินเส้นทางและสถานที่อพยพ

□ การทำประกันภัยน้ำท่วม โดยสำหรับเอสเอ็มอีที่มีธุรกิจค่อนข้างใหญ่ หรือผู้ประกอบการขนาดกลางในพื้นที่เสี่ยงสูง อาจพิจารณาทำประกันภัยที่ขยายความครอบคลุมมาถึงความเสียหายจากน้ำท่วมด้วย ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่หลังจากนี้ บริษัทประกันภัยคงทยอยนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายขึ้นออกสู่ตลาดเพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าเบี้ยประกันในปี 2555 คงสูงขึ้นกว่าปี 2554 และคงมีผลในการเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจก็ตาม ขณะที่การทำประกันภัยดังกล่าวสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก อาจต้องรอความคืบหน้าของนโยบาย หรือมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เนื่องจากเบี้ยประกันภัยอาจยังสูงเกินไปสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก กระนั้นก็ดี ผู้ประกอบการขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยง อาจช่วยเหลือตนเอง ด้วยการจัดสรรเงินแยกไว้ต่างหากเพื่อรองรับความเสียหายที่อาจปรากฏขึ้นใน อนาคต

—————————————————————————————————-
1  ข้อมูลจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: