ผลกระทบจากน้ำท่วมยังคงสะท้อนผ่านการหดตัวของ เครื่องชี้เศรษฐกิจระหว่างเดือนต.ค.-พ.ย. 2554

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2554 ยังคงปรับตัวในทิศทางที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกหดตัวในอัตราที่มากที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ตามการหยุดชะงักของสายการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากภาวะอุทกภัย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้ดุลการค้าของไทยเกินดุลในระดับที่ลดลง ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับ มาขาดดุลอีกครั้ง ส่วนเครื่องชี้ด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุน หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากผลของบรรยากาศที่ซบเซาในช่วงน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ภาวะอุทกภัยที่ คลี่คลายลงไปมากในเดือนธันวาคม 2554 ส่งผลทำให้ระดับราคาสินค้าหลายรายการทยอยปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติ และสะท้อนภาพแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สรุปประเด็นสำคัญจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายน 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคม 2554:-

การส่งออกเดือน พฤศจิกายน 2554 หดตัวในอัตราที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 13.1 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 0.1 ใน เดือนตุลาคม 2554 ส่วนการนำเข้าในเดือน พ.ย.นั้น หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 2 ปี ที่ร้อยละ 1.9 (YoY) พลิกจากที่ขยายตัวร้อยละ 20.6 (YoY) ในเดือนต.ค. ทั้งนี้ การส่งออกที่หดตัวลงค่อนข้างแรง ส่งผลทำให้ดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลลดลงมาที่ 218 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนพ.ย. จากที่เกินดุล 1.01 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนต.ค. ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัด พลิกกลับมาบันทึกยอดขาดดุลที่ระดับ 136 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนพ.ย. จากที่เกินดุล 39 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนต.ค.

สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) หดตัวลงร้อยละ 0.5 (MoM) จากเดือนก่อน และร้อยละ 1.6 (YoY) จากช่วงเดียวกันปีก่อน ในเดือนพ.ย. เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 (YoY) ในเดือนต.ค. โดยบรรยากาศที่ถูกปกคลุมไปด้วยความสูญเสียจากภาวะน้ำท่วม ได้สะท้อนผ่านมาที่การ หดตัวของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และยอดจำหน่ายยานยนต์

ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) ในเดือนพ.ย. หดตัวลงจากเดือนก่อนหน้าในอัตราที่มากขึ้นเป็นร้อยละ 6.3 (MoM) และพลิกกลับมาหดตัวลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 1.3 (YoY) จากที่ขยายตัวร้อยละ 5.6 (YoY) ในเดือนต.ค. โดยการชะลอตัวเกิดขึ้นในยอดจำหน่ายซีเมนต์ในประเทศ ปริมาณ จำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ และการนำเข้าสินค้าทุน

ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น เริ่มมีความคาดหวังสะท้อนผ่านมาตรวัดบางตัว หลังจากที่ภาวะอุทกภัยเริ่มคลี่คลายลงในระหว่างเดือนพ.ย. โดยดัชนีความเชื่อมั่นทาง ธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับสูงกว่าระดับ 50.0 มาที่ 54.4 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 42.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจเตรียมที่จะมีการลงทุนเพื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน/เครื่องจักรที่เสีย หาย รวมถึงเพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิต หลังจากภาวะอุทกภัยคลี่คลายลง ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) ขยับขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 35 เดือนที่ 36.7 ในเดือนต.ค. มาอยู่ที่ ระดับ 39.0 ในเดือนพ.ย. อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ยังคงสะท้อนภาพที่แย่ลงอย่างต่อเนื่องในเดือนพ.ย.

ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย. หด ตัวลงร้อยละ 48.6 (YoY)   ซึ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับที่หดตัวลงร้อยละ 30.1 (YoY) ในเดือนต.ค. โดยยังคงเป็นมาจากกำลังการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภาวะ อุทกภัย ทั้งนี้ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อส่งออก หดตัวลงร้อยละ 63.3 (YoY) ในเดือนพ.ย. นำโดยรองเท้า เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน หลอดอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่อง ใช้ไฟฟ้าบาง

รายการ ส่วนการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกนั้น หดตัวลงต่อเนื่องอีกร้อยละ 62.1 (YoY) นำโดยหมวดยานยนต์ ขณะที่ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นขายในประเทศ หดตัวลงต่อเนื่องอีกร้อยละ 11.4 (YoY) นำโดย สิ่งทอ และปิโตรเลียม อนึ่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิต ชะลอลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน มาที่ระดับร้อยละ 40.1 ในเดือนพ.ย. จากร้อยละ 46.4 ในเดือนต.ค.

สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตสินค้าเกษตร พลิกกลับมาหดตัวลงร้อยละ 7.2 (YoY) ในเดือนพ.ย. จากที่ขยายตัวร้อยละ 7.4 (YoY) ในเดือนต.ค. เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปีได้รับความเสียหายจำนวนมากจากอุทกภัย ขณะที่ ราคาสินค้าเกษตรใน เดือนพ.ย.นั้น ลดลงเมื่อเทียบกับระดับในช่วงเดียวกัน ปีก่อน ที่ร้อยละ 1.5 (YoY) เทียบกับที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 (YoY) ในเดือนต.ค.โดยราคายางพาราปรับตัวลงตามการชะลอกำลังการผลิตในหมวดยานยนต์ ขณะที่วิกฤตหนี้สาธารณะกดดัน ความเคลื่อนไหวของราคาโภคภัณฑ์ตลาดโลกในภาพรวมเช่นกัน

ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น ลดลงจากเดือนก่อนหน้าในอัตราที่มากที่สุดในรอบประมาณ 3 ปี โดยปรับตัวลงร้อยละ 0.48 (MoM) นำโดย การปรับตัวลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด (ลดลงร้อยละ 2.6 MoM) ตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยสินค้าที่เคยสะท้อนผลกระทบจากปัญหาการขาด แคลน/อุปสรรคในการขนส่งในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้า อาทิ เป็ด/ไก่สด (-0.4% MoM) ไข่ (-12.8% MoM) ผักสด (-19.4% MoM) ผลไม้สด (-2.5% MoM) ล้วนมีราคาลดลงในเดือนธันวาคม ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนธ.ค. ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.53 (YoY) จากร้อยละ 4.19 (YoY) และร้อยละ 2.90 (YoY) ในเดือนพ.ย.

เงินบาทในประเทศ (Onshore) อ่อนค่าลงมาที่ 31.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในเดือนธ.ค. จากระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในเดือนพ.ย. โดยถูกกดดันจากแรงขายสินทรัพย์ เสี่ยงที่เชื่อมโยงกับวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป หลังจากที่ทางการยุโรปยังคงไม่ประกาศมาตรการที่แข็งกร้าวต่อการจัดการวิกฤต ออกมาตามที่ตลาดคาดหวังไว้ นอกจากนี้ การปรับโพสิชั่น ในช่วงปลายปีของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ยังกระตุ้นแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน อนึ่ง สำหรับภาพทั้งปี 2554 เงินบาทอ่อนค่าร้อยละ 4.4 เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินรูปี อินเดียที่ร่วงลงร้อยละ 15.7

ที่มา : รอยเตอร์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2554 ที่สะท้อนผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถหลีกพ้นภาวะการหดตัวในช่วงไตรมาส 4/2554 ไปได้ เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจในประเทศ ภาคการผลิต และ ภาคการส่งออก ชะลอตัว/หดตัวสอดคล้องกัน

โดยในเบื้องต้น คาดว่า อัตราการหดตัวของจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.3 (YoY) ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.5 (YoY) ในช่วงไตรมาส 3/2554 ซึ่งย่อมจะทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2554 ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ดี คาดว่า การฟื้นฟูความเสียหายหลังน้ำลด และการดำเนินมาตรการของภาครัฐ น่าที่จะสนับสนุนให้ เศรษฐกิจไทยสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 1/2555 เป็นต้นไป

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: