อุตสาหกรรมเหล็กกับความต้องการของตลาดในประเทศ

อุตสาหกรรมเหล็กนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของ ไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหล็กเป็นวัตถุดิบจำเป็นในการผลิต อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศหลาย อุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นทิศทางของอุตสาหกรรมต่างๆเหล่านี้ ย่อมมีผลต่อความต้องการใช้เหล็กในประเทศโดยตรง โดยในปี 2555 นี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่อาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่รออยู่ ข้างหน้า อาจส่งผลทำให้อุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เหล็กสูงหลายๆอุตสาหกรรมต้อง เผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ซึ่งจะกระทบต่อความต้องการใช้เหล็กในประเทศอย่างไม่อาจเลี่ยง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กอาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2555 ดังนี้

ความต้องการใช้เหล็กในประเทศของไทย

ในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ไทยมีปริมาณความต้องการใช้เหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านเมตริกตัน ซึ่งแม้ว่ามีขนาดที่เล็กเพียงร้อยละ 1 ของตลาด โลกที่มีปริมาณความต้องการใช้อยู่ที่ 1,294 ล้านเมตริกตัน แต่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP) ที่สัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งโลก ถือว่าไทย เป็นอีกประเทศที่มีการบริโภคเหล็กในสัดส่วนที่สูง โดยเมื่อพิจารณาจากปริมาณการบริโภคเหล็กต่อจำนวนประชากรในประเทศซึ่งอยู่ที่ 211 กิโลกรัมต่อคนนั้น ก็มีปริมาณที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ของทั้งโลกที่อยู่ที่ 206.2 กิโลกรัมต่อคน และถ้าเทียบกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน จะเห็นว่าไทยมีการบริโภคเหล็กน้อยกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น ดัง แสดงในตารางต่อไปนี้

โดยที่ความต้องการบริโภคเหล็กที่สูงย่อมเป็นปัจจัยบ่งชี้อย่างหนึ่งถึง ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เหล็กสูงในประเทศ ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยนั้น พบว่ามี 5 อุตสาหกรรมหลักที่มีความต้องการใช้เหล็กในปริมาณสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักร อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสัดส่วนความต้องการใช้เหล็กแยกตามประเภทอุตสาหกรรม ได้แสดงไว้ดังแผนภูมิต่อไปนี้

การบริโภคเหล็กสำเร็จรูปแบ่งตามอุตสาหกรรม

ที่มา : กรมศุลกากร, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า

ทว่า แม้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะสูง แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ เช่น การขาดกระบวนการผลิตเหล็กต้นน้ำในประเทศ และข้อจำกัดทาง ด้านเทคโนโลยีในการผลิต เป็นต้น ทำให้ไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าเหล็กในปริมาณที่สูงมาก โดยเฉพาะเหล็กคุณภาพสูงที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตสูง เพื่อการรักษามาตรฐาน คุณภาพการผลิต เช่น เหล็กเพลาดำ เหล็กลวด เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสำหรับใช้งาน เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสำหรับรีดเย็นต่อ และเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเหล็กกล้าไร้สนิม เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นเหล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น

มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าเหล็กของไทย

ที่มา : สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า

ทิศทางความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2555

จากข้อมูลดังกล่าวเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่าปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะขึ้นอยู่กับทิศทางการ พัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เหล็กสูง เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งสำหรับในปี 2555 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากที่เผชิญสภาวะที่กดดันค่อนข้างมากตลอดปี 2554 ที่ผ่านมา โดยประเด็นแวดล้อมที่น่าจะหนุนการขยายตัวของแต่ละอุตสาหกรรมในปี 2555 มีดังนี้

• อุตสาหกรรมก่อสร้าง ในปี 2555 ในส่วนการก่อสร้างภาคเอกชน เช่น ตลาดรับเหมาก่อสร้างที่อยู่อาศัย มีโอกาสที่จะเติบโตสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเป็นผลมาจากอุทกภัยที่น่าจะทำให้ปริมาณงานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นในช่วง ระยะหลายเดือนข้างหน้า จากงานซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย การก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ทดแทนบ้านที่ถูกน้ำท่วม และการสร้างแนวป้องกันน้ำหรือระบบระบายน้ำของโครงการจัดสรรในพื้นที่ประสบ ภัยและพื้นที่เสี่ยง ขณะที่การก่อสร้างอาคารประเภทพาณิชยกรรมและ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็มีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมเช่น กัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการขยายการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มชะลอตัวเนื่อง จากนักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงอุทกภัยในอนาคต ทำให้อาจต้องการรอดูความชัดเจนของมาตรการด้านระบบการบริหารจัดการน้ำของ รัฐบาล ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

ส่วนการก่อสร้างภาครัฐ คาดว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบน้ำ ซึ่งนับเป็นโครงการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ก่อนเข้าฤดูฝน ขณะเดียวกัน ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณอาจส่งผลให้โครงการภาครัฐหลายโครงการอาจถูกเลื่อน ออกไป จากเดิมที่ตามนโยบายรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะระบบรางหลายรูปแบบ ซึ่งคงต้องติดตามความคืบหน้าของแผนการที่ชัดเจนอีกครั้ง ทั้งนี้ โครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ที่ได้เริ่มดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รวม ทั้งโครงการลงทุนที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2555 อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) รถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย (วงเวียนใหญ่-บางหว้า) ซึ่งก่อสร้างต่อเนื่องจากปี 2554 ขณะที่สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) อาจเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 หลังจากที่ล่าช้า มาค่อนข้างมาก ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และการปรับปรุงทางรถไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่ง ประเทศไทย (รฟท.) ระยะเร่งด่วน พ.ศ .2553-2557 น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา และเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ยังมี อีกหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 โครงการรถไฟความ เร็วสูง และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้อาจต้องมีการจัดลำดับความสำคัญใหม่ เนื่องจากแผนการลงทุนด้านระบบน้ำกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้อง ให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆ

• อุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2555 นี้ คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในประเทศที่ทวีความรุนแรง ขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2554 โดยเฉพาะในส่วนของภาคการผลิต จากปัญหาโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และโรงงานประกอบรถยนต์บางแห่งได้รับความ เสียหาย จนทำให้ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ซึ่งกระทบต่อห่วง โซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์เกือบทั้งระบบ โดยปัญหาดังกล่าวคาดว่าน่าจะคลี่คลายลงได้เป็นส่วนใหญ่ในช่วงปลายครึ่งแรก ของปี 2555 ทำให้ค่ายรถต่างสามารถกลับมาผลิตได้ใน ระดับศักยภาพอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง และส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หดตัวลงในปี 2554 จากทั้งปัญหาสึนามิในประเทศญี่ปุ่นและ ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของตลาดรถยนต์ในประเทศที่ได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการคืนภาษี รถยนต์คันแรก นอกจากนี้ ค่ายรถหลายค่ายต่างมีการเปิดตัวรถยนต์ รุ่นใหม่ทั้งในส่วนของรถยนต์นั่งและรถปิกอัพ เพื่อรองรับสภาพตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวและจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ขณะที่รถยนต์สำเร็จรูปของค่ายที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจาก ภาวะน้ำท่วม ก็ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าและยังสามารถเข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกได้ รวมถึงบริษัทรถยนต์ที่แม้จะไม่ได้ประสบอุทกภัยโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน ชิ้นส่วนสำหรับการผลิต ก็ได้รับการยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร และชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยทำให้สถานการณ์การชะลอการผลิตรถยนต์ในประเทศฟื้นตัวได้เร็ว ยิ่งขึ้น อย่าง ไรก็ตาม จากสภาพเศรษฐกิจในบางประเทศที่ยังมีความเสี่ยงสูง เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยได้

• อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในปี 2555 นี้ คาดว่าผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมเช่นเดียวกัน ส่งผลทำให้ภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งแรก ของปี 2555 ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วงของการฟื้นฟูโรงงาน แต่ก็คาดว่าสถานการณ์น่าจะเริ่มกลับมากระเตื้องขึ้นในช่วงไตรมาส 2 โดยปัจจัยที่จะต้องจับตานอก เหนือจากผลจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา และประเทศในสหภาพยุโรป โดย ในปี 2554 มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป มีสัดส่วนร้อยละ 27.0 ของมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ จะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศนั้นให้ชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อมายังการส่งออก เครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยทิศทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้แนวโน้มอุตสาหกรรมต่างๆเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้างในปี 2555 แต่ก็ยังน่าจะรักษาทิศทาง การขยายตัวได้ต่อไป เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน่าจะมีความรุนแรงน้อย กว่าปัจจัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ซึ่งมีทั้งปัญหาสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและ ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีในไทย (อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจาก ทั้ง 2 ปัจจัย) ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปริมาณ ความ ต้องการบริโภคเหล็กในประเทศของไทยปี 2555 น่าจะมีโอกาสขยายตัวร้อยละ 2 ถึง 7 คิดเป็นปริมาณเหล็กประมาณ 15.2 ถึง 16 ล้านตัน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2554 ที่คาด ว่าจะขยายตัวร้อยละ 7 หรือคิดเป็นปริมาณเหล็กประมาณ 15 ล้านตัน

ทั้งนี้ ท่ามกลางทิศทางการขยายตัวของความต้องการบริโภคเหล็กในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความต้องการใช้ใน อุตสาหกรรมปลายน้ำต่างๆ ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กอาจจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนา ศักยภาพการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตให้สามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพได้มากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศลง อย่างไรก็ตามเนื่องจากเหล็กนำเข้าเป็นเหล็กคุณภาพสูงซึ่ง ไทยยังมีข้อจำกัดในด้านเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงยังขาดวัตถุดิบที่มีความสะอาดสูงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นภาครัฐจึงอาจต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการลงทุนเพื่อ ผลิตเหล็ก คุณภาพต้นน้ำและกลางน้ำดังกล่าวในประเทศด้วย อย่างไรก็ดีในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีการลงทุนเหล็กคุณภาพสูงดังกล่าวใน ประเทศ อาจจำเป็นต้องมีการลดอุปสรรคต่างๆในการนำเข้า สินค้าเหล่านี้จากประเทศคู่เจรจาหรือประเทศในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันไทยมีการนำเข้าเหล็กผ่านการใช้โควตาเหล็กและเหล็กกล้า ตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) อยู่ ในสัดส่วนที่สูงมาก ดังนั้นการที่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก ทำให้ในช่วงระยะนี้การลดอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำเข้าเหล็กคุณภาพได้ก็ยัง เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น เหล็กรีดร้อนสำหรับรีดเย็น เหล็กรีดร้อนแบบกัดกรดและเคลือบน้ำมัน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในส่วนของเหล็กที่ไทยมีศักยภาพในการผลิต เช่น เหล็กเส้นก่อสร้าง ลวดเหล็กกล้า และเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเหล็กกล้าคาร์บอน เหล็ก แผ่นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนหรือด้วยไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งบางชนิดก็มีศักยภาพมากพอในการส่งออก ทว่าขณะเดียวกันก็อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีน ทำให้ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องมีการพัฒนากระบวนการผลิตและต้นทุนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อให้ได้คุณภาพส่งออกมากขึ้น ขณะเดียวกันการเข้าร่วมทุนทางธุรกิจ โดยเฉพาะกับนักลงทุนต่างชาติที่มีทุนและเทคโนโลยีในการผลิตที่สูงกว่าอาจ เป็นเส้นทางลัดหนึ่งให้ธุรกิจสามารถพัฒนาไปอย่างแข็งแกร่งได้รวดเร็วยิ่ง ขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นหลัง ประเทศต่างๆในอาเซียนเองก็มีความพยายามในการลงทุนผลิตเหล็กในลักษณะเดียวกัน มากขึ้น ในขณะที่กรอบความตกลงทางการค้าภายใต้การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ก็จะมีการปรับอากรนำเข้าระหว่างกันลงเหลือร้อยละ 0 ในปี 2558 ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องเร่งตระหนักและเตรียมความพร้อม ธุรกิจตนเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: