เครื่องชี้เศรษฐกิจเดือนต.ค. ยังคงถูกกระทบจากน้ำท่วม

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม 2554 สะท้อนภาพการชะลอตัวในวงกว้าง โดยได้รับผลกระทบจากภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยการบริโภคและการ ลงทุนภาคเอกชนซบเซาลง พร้อมๆ กับการหดตัวมากเป็นประวัติการณ์ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการชะลอตัวของผลผลิตภาคเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลเชื่อมโยงต่อเนื่องไปกดดันให้ ภาคการส่งออกหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนตุลาคม 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายน 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 :-

 การส่งออกเดือน ตุลาคม 2554 หดตัวลงร้อยละ 0.1 (YoY) จากช่วงเดียวกันปีก่อน แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 18.4 (YoY) ใน เดือนกันยายน ส่วนการนำเข้าในเดือนต.ค. นั้น อยู่ที่ร้อยละ 20.5 (YoY) เทียบกับร้อยละ 42.5 (YoY) ในเดือนก.ย. ทั้งนี้ การปรับตัวลงค่อนข้างแรงของการส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้าใน เดือนต.ค. เกินดุลเพียง 1.0 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งน้อยกว่าระดับการเกินดุล 2.4 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.ย. และแม้ว่ารายได้บริการ สินค้าขั้นปฐมภูมิและสินค้าทุติยภูมิขาดดุลลดลง แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงมาที่ระดับ 39 ล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับที่เกินดุล 404 ล้านดอลลาร์ฯในเดือนก่อน

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) หดตัวลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 3.7 (MoM) และ ขยายตัวชะลอลงมาที่ร้อยละ 2.2 (YoY) ในเดือนต.ค. เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 5.0 (YoY) ในเดือนก.ย.) โดยชะลอลงเป็นวงกว้างในเครื่องชี้สำคัญ โดยเฉพาะยอดจำหน่ายรถยนต์และรถ จักรยานยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะอุทกภัย

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) ในเดือนต.ค. หดตัวลงร้อยละ 3.0 (MoM) และขยายตัวชะลอลงมาที่ร้อยละ 6.3 (YoY) จากที่ขยายตัวร้อยละ 8.8 (YoY) ในเดือนก.ย. นำโดย ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ (ซึ่งหดตัวลงมากกว่าร้อยละ 40 YoY) ยอดขายซีเมนต์ในประเทศ และการนำเข้าสินค้าทุน

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น ยังสะท้อนภาพการถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนต.ค. ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน มาที่ระดับ 72.4 จากระดับ 81.8 ในเดือนก.ย. ท่ามกลางความกังวลอันเนื่องมาจากภาวะอุทกภัยที่ขยายวงกว้างเข้าสู่พื้นที่ กรุงเทพฯชั้นใน ตลอดจนความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ และภาวะค่าครองชีพในระยะข้างหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 35 เดือนที่ระดับ 36.7 และต่ำสุดในรอบ 26 เดือนที่ระดับ 89.0 ในเดือนต.ค. จาก 48.5 และ 90.7 ในเดือนก.ย. ตามลำดับ

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนต.ค. หดตัวลงมาก เป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 35.8 (YoY) หลังจากที่หดตัวร้อยละ 0.3 (YoY) ในเดือนก.ย. ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตชะลอ ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 46.6 ในเดือนต .ค. จากร้อยละ 65.5 ในเดือนก.ย. โดยภาวะอุทกภัยที่ขยายวงกว้าง สร้างความเสียหายแก่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้เกิดการหยุดชะงักลงของสายการผลิตใน ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของหลายๆอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อพิจารณาในรายละเอียด การผลิตใน หมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก (อาทิ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์) พลิกกลับมาหดตัวลงร้อยละ 48.2 (YoY) ขณะที่ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อส่งออก (อาทิ รองเท้า เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า) หดตัวลงร้อยละ 42.6 (YoY) ส่วนการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นขายในประเทศ (อาทิ เครื่องดื่มที่ ไร้แอลกอฮอล์/น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์ยาง) พลิกกลับมาหดตัวลงร้อยละ 14.9 (YoY)

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัวร้อยละ 7.4 (YoY) ในเดือนต.ค. ชะลอลงจากร้อยละ 11.7 (YoY) ในเดือนก.ย. นำโดย ข้าว (ซึ่งผลผลิตชะลอลงมากเนื่องจากมีการเร่งเก็บเกี่ยวไปในช่วงก่อนหน้านี้เพื่อ เลี่ยงความเสียหายจากอุทกภัย ขณะที่ มีผลผลิตบางส่วนได้รับความเสีย หายจากอุทกภัยโดยตรง) ส่วนราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมนั้น เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงมาที่ร้อยละ 4.1 (YoY) ในเดือนต.ค. จากร้อยละ 9.4 (YoY) ในเดือนก.ย. โดยเป็นไปตามภาวะอุป สงค์ในหลายอุตสาหกรรม และทิศทางราคาในตลาดโลกที่อ่อนแรงลง

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายน 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น ยังคงเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 0.21 (MoM) ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI Inflation) อยู่ในระดับทรงตัวที่ร้อยละ 4.19 (YoY) เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าผู้บริโภคทั่วไป เป็นไปตามทิศทางราคาในหมวดอาหารที่ยังคง มีปัญหาขาดแคลนในช่วงอุทกภัย แม้ว่าการปรับตัวลงเล็กน้อยของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จะช่วยชะลอการเพิ่มของราคาสินค้าในหมวดที่มิใช่อาหารไว้บางส่วนก็ตาม ทั้งนี้ หากไม่รวมราคาสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานแล้ว ระดับราคาสินค้าผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.03 (MoM) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI Inflation) อยู่ที่ร้อยละ 2.90 (YoY) ในเดือนพ.ย. ใกล้เคียงกับระดับร้อยละ 2.89 (YoY) ในเดือนต.ค.

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) อ่อนค่าลงในเดือนพ.ย. โดยปิดตลาด ณ สิ้นเดือนที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.74 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนต.ค. โดยการอ่อนค่าของเงินบาทสอดคล้องกับแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่ส่งสัญญาณการลุกลามไปยังประเทศแกนหลัก ของยุโรปมากขึ้น

ที่มา : รอยเตอร์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดว่า ภาพความซบเซาของเครื่องชี้เศรษฐกิจไทย น่าจะมีต่อเนื่องในเดือนพฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มวลน้ำเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ แม้ว่าหลายพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ความเสียหายในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมๆ กับการกลับมาเดินสายการผลิตของบางอุตสาหกรรมที่แม้จะไม่ถูกน้ำท่วมแต่ก็ จำเป็นต้องระงับการผลิตเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ทั้งนี้ ภัยน้ำท่วมที่เข้ามาช่วงปลายปี พร้อมๆ กับทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กลายเป็นความเสี่ยงที่กดดันให้เส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต้องหยุด ชะงักลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จีดีพีไทยในช่วง ไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 น่าที่จะพลิกกลับไปหดตัวลงประมาณร้อยละ 3.3 (กรณีพื้นฐาน) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) หลังจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.5 (YoY) ในช่วงไตรมาสที่ 3/2554 ซึ่งย่อมจะกดดันให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ชะลอการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญลงมาที่ร้อยละ 1.5 (YoY) จากที่เติบโตร้อยละ 7.8 ในปี 2553

อย่างไรก็ดี คาดว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2555 นำโดย ภาคการผลิต และการใช้จ่ายภายในประเทศจากผลของการ ฟื้นฟูหลังระดับน้ำท่วมลดลง แต่สำหรับแนวโน้มโดยรวมของเศรษฐกิจในช่วงเวลาหลังจากนั้น คงต้องติดตามความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ยุโรป ที่จะมีผลต่อแนวโน้ม เศรษฐกิจไทยในปี 2555 ต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 3.5-4.8

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: