โอกาสสำหรับธุรกิจหลังภาวะอุทกภัย

อุทกภัยอันร้ายแรงในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจสูงอย่างที่ไม่เคยประสบ มาก่อน แต่บนวิกฤตนั้นก็อาจกลับกลายมาเป็นโอกาสสำหรับหลายๆธุรกิจ ทั้งในช่วงระหว่างที่เกิดน้ำท่วม และช่วงภายหลังจากน้ำลด โดยธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมเยียวยาและบูรณะฟื้นฟูความ เสียหายหลังจากสถานการณ์น้ำคลี่คลายลง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบริการทำความสะอาด การก่อสร้าง การซ่อมแซมสิ่งของ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน รวมทั้งสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมดังกล่าว ที่น่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยความต้องการสินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้นนี้อาจมีความต่อเนื่องเป็นระยะ เวลายาวนานแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์โอกาสสำหรับธุรกิจหลังภาวะอุทกภัยไว้ดังนี้

□ ธุรกิจรับทำความสะอาด

เมื่อน้ำลดลง สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือการทำความสะอาด เก็บกวาดบ้านเรือน การเลือกใช้บริการรับทำความสะอาด เพราะนอกจาก จะสะดวก ช่วยเบาแรงแล้วยังสะอาดกว่าทำเองด้วย เนื่องจากสิ่งสกปรกภายหลังน้ำลดนั้นไม่เพียงแต่มีขยะ น้ำเสียและคราบติดค้าง แต่อาจมีอันตรายที่แฝงมาในรูปเชื้อโรคและเชื้อราด้วย โดยปกติอัตราค่าบริการจะประเมินจากสภาพพื้นที่งาน โดยคำนึงถึงความยากง่ายในการเข้าทำความสะอาด ยกตัวอย่างเช่น บ้านใหม่ยังไม่มีการตกแต่งภายใน ทำความสะอาดก่อนขน ย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือติดตั้งผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศ บ้านที่ยังไม่มีงานต่อเติมใดๆ อัตราค่าบริการปกติประมาณ 40-50 บาท/ตารางเมตร หากมีการตกแต่งภายในรายละเอียดงานเพิ่มขึ้น อัตราค่าบริการจะบวกเพิ่มอีก 10-15 บาท/ตารางเมตร เป็นต้น สำหรับการบริการเพื่อรองรับกรณีทำความสะอาดสถานที่หลังน้ำท่วมลด ขั้นตอนจะเริ่มจากเสนอวิธีการทำความสะอาดพื้นที่ ถูกน้ำท่วมด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงล้างบริเวณคราบสกปรกบนผนัง พื้นภายในบ้าน ลานซักล้าง และลานจอดรถทำความสะอาดขอบวงกบประตู – หน้าต่าง ขัดล้างห้องน้ำและสุขภัณฑ์ ซึ่ง จะมีขั้นตอนการขัดล้างพื้นด้วยเครื่องปั่นพื้นและการฉีดน้ำยาฆ่าเขื้อโรคตาม ขอบมุมที่มีคราบสกปรกและฉีดน้ำทำความสะอาดครั้งสุดท้าย ก่อนเช็ดแห้ง ซึ่งไม่รวมการขนขยะและซากสิ่ง ของเสียหายไปทิ้ง อัตราการใช้น้ำยา เครื่องมือ และเวลามากขึ้น ค่าบริการจะเพิ่มจากอัตราปกติอีกประมาณ 20-25 บาท/ตารางเมตร ขณะที่งานพิเศษสำหรับพื้นกระเบื้องยาง พื้นหินอ่อน พื้นแกรนิตแท้ อัตราค่าบริการจะแยกเป็นค่าขัดล้าง ค่าเคลือบเงาแวกซ์ หรือค่าขัดเงาด้วยน้ำยาพิเศษเฉพาะให้ลูกค้าเลือก โดยความต้องการใช้บริการน่าจะยังมีอยู่ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ตามพื้นที่ที่น้ำทยอยลดระดับลง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะน้ำท่วมส่งผลดีในธุรกิจการทำความสะอาดอย่างมาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ เครื่องมือ บุคลากร และน้ำยาทำความสะอาดมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากที่บางบริษัทผู้ผลิตน้ำยาไม่สามารถเดินเครื่องจักรผลิตกระทบ น้ำยาทำความสะอาดขาดตลาด และบางบริษัทใช้น้ำยาที่ ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร ส่งผลให้การทำความสะอาดไม่ได้คุณภาพตามที่ควรจะเป็น ขณะที่บางบริษัทใช้ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพดี ซึ่งมักจะคิดราคาค่าบริการสูงตามไปด้วย ดังนั้น ผู้บริโภคต้องพิจารณาเลือกใช้บริการบริษัทรับทำความสะอาดให้เหมาะสมกับความ ต้องการ และนำผลงานที่ผ่านมาเข้ามาเป็นปัจจัยในการพิจารณาด้วย

นอกจากนี้ แม้ธุรกิจการให้บริการทำความสะอาดบ้านจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึง หากจะลงทุนทำธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจเสริมคือ ความเสี่ยงในการใช้บริการของลูกค้า ซึ่งไม่สามารถกำหนดปริมาณของผู้บริโภคได้ และอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้งานในเฉพาะกรณี อย่างเช่น เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำยาที่ต้องสั่งซื้อ เนื่องจากน้ำยาบางตัวอาจไม่มีคุณภาพตามที่ต้องการ

□ อู่ช่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์

คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นมีรถได้รับความเสียหายจำนวนมาก จากการ ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น คาดว่า สำหรับความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วมทั้งระบบที่ทำประกันชั้น 1 ไว้นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีประมาณ 20,000 คัน โดยระยะเวลาในการซ่อมนั้นขึ้น อยู่กับความเสียหาย โดยถ้าเป็นความเสียหายไม่มากนักจะใช้ระยะเวลาซ่อมไม่เกิน 1 วัน แต่ถ้าความเสียหายมากอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 3 วัน เฉลี่ยค่าซ่อมคันละ 100,000 บาท รวมแล้วเป็นสินไหมทั้งระบบรวม 2,000 ล้านบาท ส่วนรถยนต์ที่ไม่มีการประกันภัยเสียหายกว่า 20,000 คัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายประมาณ 1,800 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการศูนย์บริการซ่อมรถยนต์จากทุกค่าย ซึ่งผู้ประกอบ การพร้อมที่จะปรับลดค่าอะไหล่ และค่าแรงในการซ่อมรถยนต์ให้ลูกค้า มาตรการเยียวยาฉุกเฉิน รวมทั้งได้มีการกำหนดราคาค่าซ่อมกลางสำหรับประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งรถที่ถูกน้ำท่วม แม้เป็นรถที่ไม่มีประกันก็สามารถซ่อมในราคานี้ได้เช่นกัน

นอกจากการซ่อมรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ความต้องการตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษารถก็น่าจะมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่ม ขึ้นเช่นกัน เนื่องจากรถจำนวนมากที่ต้องลุยน้ำมาเป็นเวลานาน น่าจะนำเข้าตรวจสภาพและรับการบำรุงรักษาภายหลังน้ำลด ทั้งนี้ จากจำนวนอู่ซ่อมและศูนย์บริการที่มีจำกัดอาจทำให้มี ลูกค้าที่ต้องรอคิวในการนำรถเข้าซ่อมหรือตรวจเช็คสภาพในช่วงหลายเดือนข้าง หน้ากว่าที่จะให้บริการแก่ลูกค้าได้ครบทั้งหมด

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ในปัจจุบันกว่าครึ่งของอู่ซ่อมรถยนต์ในกรุงเทพฯ ก็ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้อู่ซ่อมและ ช่างซ่อมไม่เพียงพอ คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์จึงมีแนวทางหารือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เปิดสอนด้านช่างกลเพื่อให้นำนักศึกษาเข้ามาช่วย เพราะในบางกรณีการซ่อมก็ไม่ซับ ซ้อนมาก นักศึกษาสามารถซ่อมได้ อีกด้านจะติดต่อกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาช่วยสอนเรื่องการซ่อมเพื่อ เพิ่มบุคลากรและพัฒนาฝีมืออีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนความเสียหายของรถจักรยานยนต์ยังไม่มีการประเมินจำนวนความเสียหาย ที่เกิดขึ้น แต่จากการสำรวจในพื้นที่ที่น้ำลด โดย เฉพาะจังหวัดที่มีน้ำท่วมนานเกือบ 1 เดือน ร้านรับซ่อมจักรยานยนต์ขนาดกลางที่มีความสามารถซ่อมรถจักรยานยนต์ได้ประมาณ วันละ 40 คัน มีลูกค้านำรถจักรยานยนต์มาซ่อมมากถึง วันละ 60-80 คัน หรือมีลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งน่าจะกระตุ้นรายได้ของธุรกิจซ่อมรถจักรยานยนต์ในระยะ 1-2 เดือนนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเครื่อง ล้างเครื่องยนต์ เป็นต้น ราคาค่าบริการเฉพาะค่าแรงคันละ 300-500 บาท นอกจากนี้ ค่ายรถจักรยานยนต์บางค่ายก็ดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าโดยการเปิดศูนย์ซ่อมใน พื้นที่ ที่น้ำท่วม รวมทั้งวิทยาลัยเทคนิคบางแห่งก็เปิดศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

□ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

วิกฤติน้ำท่วมหนักในหลายๆ จังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ได้สร้างความเสียหายให้แก่อาคารบ้านเรือนจำนวนมาก จากการรวบรวมข้อมูล เบื้องต้น ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ที่อยู่อาศัยในเขต/อำเภอที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมใน 12 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง เช่น นครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร เป็นต้น มีจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 750,000-1,250,000 หลังคาเรือน (จากจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 2,500,000 หลังคาเรือน)

ขณะที่ที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พระนครศรีอยุธยาและนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นจำนวนมากทั้งในรูปแบบโครงการบ้านจัดสรร และอาคารพาณิชย์ และที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก โดยบางพื้นที่มีระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ซึ่งจากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 8 จังหวัดนี้ มีประมาณ 650,000-950,000 หลังคาเรือน (จาก 1,900,000 หลังคาเรือน) ทำให้ภายหลังน้ำลด ความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยทั้งภายในและภายนอกจะมีจำนวนมาก ใน 8 จังหวัดนี้ โดยที่อยู่อาศัยที่เสียหายไม่มากนักอาจมีการซ่อมแซมขนาดเล็ก เช่น การซ่อมแซมพื้นบ้าน การ ซ่อมกำแพงบ้าน และการทาสีบ้านใหม่ เป็นต้น ขณะที่ที่อยู่อาศัยที่เสียหายอย่างหนัก อาจมีการซ่อมแซมขนาดใหญ่ อาทิ การซ่อมแซมโครงสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจากถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน การซ่อมแซมระบบประปา ซ่อมแซมพื้นบ้านทั้งหมด การเปลี่ยนระบบสุขภัณฑ์ และระบบไฟฟ้า เป็นต้น

ความต้องการซ่อมแซมอาคารสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

นอกจากความเสียหายในภาคที่อยู่อาศัยแล้ว อุทกภัยที่เกิดขึ้นยังก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และสิ่งก่อสร้างต่างๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าบริษัท ห้างร้าน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล วัด สถาบันการเงิน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ท่าอากาศยาน หน่วยราชการ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและสาธารณูปโภคต่างๆ

นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนยังมีแผนการที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัย และเพื่อการจัดการระบบน้ำให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการลงทุนดังกล่าวน่าจะเป็นการสร้างแนวคันกั้นน้ำถาวรในนิคมอุตสาหกรรม การเสริมแนวป้องกันน้ำในภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ การพัฒนาเส้นทางน้ำออกสู่ทะเล (Floodway หรือ Water Way) การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้มีความยืดหยุ่นสามารถรองรับเหตุการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้น

การบูรณะฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยและเพื่อการจัดการ ระบบน้ำ จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปี 2555 ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยก็มีโอกาสที่จะมีปริมาณงานเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ทั้งการซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านเรือน อาคารของภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ทางรถไฟ พนังกั้นน้ำ ทำนบริมแม่น้ำและคูคลองต่างๆ

ประเด็นที่อาจจะตามมาในช่วงที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องเร่งซ่อมแซมและก่อสร้างครั้งใหญ่ คือ ราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างอาจปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวัสดุก่อสร้างอาจเริ่มขาดแคลน เนื่องจากความต้องการใช้งานมีสูง ขณะเดียวกัน ต้นทุนแรงงานก็มีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้น จากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ นับจากเดือนเมษายน 2555 โดยจะปรับขึ้นเป็น 300 บาทใน 7 จังหวัด และจังหวัดอื่นๆ จะปรับขึ้นในอัตราร้อยละ 39.5

□ ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่ง

ความต้องการวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เพื่อนำมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัยภายหลังน้ำลดคงจะมีมากขี้นกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบลุกลามหลายจังหวัด และหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน ว่า ที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 12 จังหวัดภาคเหนือ ตอนล่างและภาคกลาง อาจมีจำนวนประมาณ 750,000-1,250,000 หลังคาเรือน โดยความเสียหายของบ้านเรือนมีตั้งแต่ความเสียหายเพียงเล็กน้อย จนถึงความสูญเสียรุนแรง โดยเฉพาะบ้านที่ถูกน้ำท่วมเข้าตัวบ้านสูงกว่า 1 เมตรขึ้นไป

สถานการณ์ตลาดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านขณะนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ เริ่มวางแผนทางธุรกิจภายหลังน้ำลดกันอย่างคึกคัก อาทิ การเร่งฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยความชำชาญเรื่อง บ้านและวัสดุก่อสร้าง โดยเปิดคลีนิคบริการให้คำปรึกษา “ซ่อมบ้าน หลัง น้ำลด” ฟรี กับสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ภายหลังน้ำลดจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผูประกอบการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและ ตกแต่งบ้าน และการเตรียมสต็อกวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ ตกแต่งบ้าน ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้จำนวนมาก สำหรับความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่น่าจะเป็นปูนซิเมนต์ คอนกรีต กระเบื้อง สีทาบ้านเรือน และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เช่น พรมปูพื้น วอลล์เปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน และปาร์เก้ เป็นต้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในช่วงปี 2554 ตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยน่าจะมีมูลค่าประมาณ 364,500 – 378,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.8 – 10.8 เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 8.5 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2555

□ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมและไอที (SME)

ภาวะน้ำท่วมได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทห้างร้าน องค์กรต่างๆ ตลอดจนประชาชนในวงกว้าง รวมไปถึงระบบสื่อสารโทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การติดต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อสำหรับการกระจายข่าวสาร หรือดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น สถาบันการเงิน อีคอมเมิร์ซ (e- Commerce) เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องได้พยายามป้องกันและรักษาให้ สามารถเปิดให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเสียหายด้านไอทีส่วนใหญ่เป็น ความเสียหายโดยตรงต่ออุปกรณ์สื่อสารและไอทีของบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเข้าในพื้นที่ทำการ ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบ ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์

1. ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ เนื่องจากองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ประเมินว่ามีความเสี่ยงที่จะประสบ ภาวะน้ำท่วม ต้องดำเนินการปกป้องและรักษาข้อมูลทางธุรกิจที่อยู่ในรูปดิจิทัล จึงได้มีการว่าจ้างผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือศูนย์รับฝากข้อมูล เพื่อโอนย้ายข้อมูลต่างๆไปเก็บไว้ที่ ศูนย์ข้อมูลที่ปลอดภัย

2. ธุรกิจให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรายย่อย จากภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมต่างๆจำเป็น ต้องดำเนินการป้องกันและซ่อมแซม เพื่อรักษาเครือข่ายโทรคมนาคมให้สามารถเปิดให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจบำรุงรักษาเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็ มอี ซึ่งรับช่วงต่อจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากภาวะดังกล่าว

ธุรกิจที่ได้ผลกระทบด้านลบ

1. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จากภาวะน้ำท่วมส่งผลให้การขนส่งสินค้าล่าช้า หรือไม่สามารถดำเนินการได้ในหลายๆพื้นที่ ประกอบกับผู้บริโภคในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกำลังประสบ ภัยน้ำท่วม จึงทำให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ได้ถูกตัดไฟฟ้าทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซประสบภาวะชะลอตัว

2. ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในภาวะปกติช่วงไตรมาส 4 ของปี จะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ไอที อย่าง คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค รวมไปถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในปีนี้จากภาวะน้ำท่วมส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวประสบภาวะซบเซาในช่วงที่ผ่านมา โดยร้านค้าต่างๆ ทั้งปลีกและส่งได้ลดการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่าย เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะความต้องการที่ลดลง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์น้ำท่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลซึ่งเป็นตลาดใหญ่ สามารถบรรเทาลงได้ก่อนเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต่างๆจะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ ก็จะเป็นผลดีต่อธุรกิจโดยรวม

3. ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต จัดเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้ผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยร้านอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ประสบภัย ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ และ ผู้ประกอบการบางส่วนที่ดำเนินการป้องกันน้ำท่วมได้ไม่ทันการ ก็ได้รับความเสียหายในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

โอกาสสำหรับธุรกิจหลังภาวะน้ำท่วม

หลังภาวะน้ำท่วม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องมีการดำเนินการฟื้นฟูจากความเสียหายต่างๆ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดขององค์กรต่างๆ ทั้งของเอกชน และรัฐบาล จากการตั้งรับต่อปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดในช่วงภัยพิบัติ ไปเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรของตนเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สถานการณ์ต่างๆดังกล่าวเหล่านี้ ย่อมเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สื่อสารโทรคมนาคมและไอทีต่างๆ ดังนี้

1. ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จากผลกระทบภาวะน้ำท่วม ทำให้องค์กรต่างๆทั้งในส่วนของเอกชนและรัฐบาล ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบริหาร ความเสี่ยงที่มีต่อข้อมูลที่อยู่ในรูปดิจิทัลจากภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคต รวมไปถึงแนวคิดที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องได้ แม้จะอยู่ในช่วงเกิดภัยพิบัติ นับได้ว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีต่อผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะต่อยอดบริการรับฝากข้อมูล ไปสู่การให้บริการระบบสารสนเทศที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้ โดยองค์กรต่างๆสามารถเชื่อมต่อเข้ามาใช้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่าคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ได้ ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ทั้งความต้องการในการรักษาข้อมูลและการดำเนินธุรกิจใน ช่วงภาวะภัยพิบัติ

2. ธุรกิจให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรายย่อย เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจะได้รับโอกาสเชิงธุรกิจหลังภาวะน้ำท่วม เนื่องจากต้องมีการซ่อมแซมเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่เสียหายในช่วงน้ำ ท่วม

3. ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีและโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลังภาวะน้ำท่วม ความต้องการซื้ออุปกรณ์ไอที อย่างคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค รวมไปถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่ชำรุดเสียหายในช่วงน้ำท่วม น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากทั้งลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงปลายปีและต้องเร่งทำยอดขายเพื่อชดเชยช่วงที่ชะลอตัวลงจาก ภาวะน้ำท่วม

โดยสรุป เหตุอุทกภัยรุนแรงที่ผ่านมา แม้ในด้านหนึ่งได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในวงกว้าง แต่คาดว่า หลายธุรกิจมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย และการจัดวางระบบป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต โดยธุรกิจที่คาดว่าจะมีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นหลังน้ำลด ที่สำคัญ ได้แก่ บริการรับทำความสะอาด อู่ซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และ ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่ง ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมและไอที เป็นต้น

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: