ผลกระทบน้ำท่วมปี 2554 ต่อภาค อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย

แม้สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 เริ่มทยอยคลี่คลายลงตามลำดับในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 แต่ก็คงต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นมานั้น สร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นมูลค่ามหาศาล เนื่องจากน้ำท่วม ทะลักเข้าพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนิคมอุตสาหกรรมรวม 7 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ตลอดจนพื้นที่หลายเขตของกรุงเทพมหานคร โดย ความเสียหายได้ขยายวงเพิ่มขึ้นตามการแผ่ของมวลน้ำไปตามพื้นที่ที่เป็นทางผ่านออกสู่ทะเล ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำการวิเคราะห์ผลกระทบสุทธิจากปัญหาน้ำท่วมที่มีต่อภาค อุตสาหกรรมของไทย ซึ่งจะมีผลเชื่อมโยงไปยังหลายภาคส่วน และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2554 โดยมีรายละเอียดดังนี้ :-

การผลิตภาคอุตสาหกรรมถูกกระทบรอบ 2 จากวิกฤตน้ำท่วม

นับตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมานั้น การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายระลอก โดยปัจจัยลบล่าสุดที่เข้ามาในช่วง ครึ่งหลังของปี 2554 ก็คือ ภาวะน้ำท่วมครั้งรุนแรงในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งได้หักล้างภาพการฟื้นตัวจากปัจจัยลบรอบแรกที่เชื่อมโยงมาจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นช่วงเดือน มีนาคม 2554 ไปทั้งหมดอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำที่เข้าท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ส่งผลกระทบทำให้โรงงานอุตสาหกรรม หลายแห่งได้รับความเสียหาย หรือมีความจำเป็นต้องระงับสายการผลิต ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นว่า มีโรงงานที่อยู่ในนิคม อุตสาหกรรม 7 แห่งจำนวน 838 โรงงาน นอกนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 9,021 โรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) จำนวน 2.85 แสนราย ตลอดจนแรงงานไม่ต่ำ กว่า 1.8 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ โดยพร้อมเพรียงกัน

หากพิจารณาตามแนวทางการรุกคืบของมวลน้ำแล้ว พบว่า สถานการณ์น้ำท่วมได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตของนิคมอุตสาหกรรมใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีและพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก ขณะที่ ผลกระทบต่อเขตอุตสาหกรรมสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ยังอยู่ในขอบเขตจำกัด ดังนั้น คาดว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ประกอบด้วย

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตน้ำท่วม

แม้ขณะนี้ มีบางโรงงานที่ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากน้ำท่วม เริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตบ้างแล้ว โดยบางส่วนได้มีการปรับตัวด้วยการ จัดหาชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นมาทดแทน และในช่วงหลังจากนี้ประมาณเดือนธันวาคม น่าที่จะมีอีกหลายโรงงานทยอยฟื้นกำลังการผลิตกลับมามากขึ้นหลังจากที่กอบกู้นิคม อุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมสำเร็จ อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงงานที่เครื่องจักรจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน อาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 3 เดือนกว่าที่จะสามารถฟื้นกำลังการผลิตกลับคืนสู่ระดับปกติได้

นอกจากน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมสำคัญของไทยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังสร้างความสูญเสียต่อพื้นที่เพาะปลูก และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า วิกฤตน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างมากในช่วงไตรมาสสุด ท้ายของปี 2554 ซึ่งในกรณีพื้นฐานนั้น ความสูญเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี คิดเป็นมูลค่าสุทธิ 242,200 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายในภาค อุตสาหกรรม 171,900 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 70 ของความเสียหายทั้งหมด) ภาคการเกษตร 37,100 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 15.3 ของความเสียหายทั้งหมด) และ ภาคบริการ/อื่นๆ รวม 33,200 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 13.7 ของความเสียหายทั้งหมด)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยดังกล่าว จะเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยหดตัวลงถึงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในไตรมาสที่ 4/2554 แม้ว่าการบริโภคและกิจกรรมก่อสร้างบางส่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะในส่วนของภาคครัวเรือน อาจสามารถทยอยฟื้นตัวขึ้นใน ช่วงเดือนธันวาคม 2554 หลังระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วก็ตาม สำหรับภาพรวมทั้งปี 2554 นั้น คาดว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพีทั้งปี 2554 น่าที่จะชะลงลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 จากที่ ขยายตัวร้อยละ 7.8 ในปี 2553 โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังจากภัยธรรมชาติในและต่างประเทศ ขณะที่ การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ซบเซากว่าภาวะปกติ เนื่องจากถูกกดดันจากความไม่แน่นอนหลายด้านที่ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ

บทส่งท้าย

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงแค่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลเท่านั้น หากแต่เต็มไปด้วยโจทย์สำคัญสำหรับภาครัฐและผู้ ประกอบการในหลายภาคธุรกิจ ในการวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า โดยในส่วนของภาครัฐนั้น นอกจากความจำเป็นเร่งด่วนในการ ฟื้นฟูบูรณะสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลักดันมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศทันทีที่น้ำท่วมลดระดับลงแล้ว ภาครัฐควรที่จะเร่งวางแนวทางการบริหาร จัดการน้ำอย่างบูรณาการ รวมทั้งสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะเรียกฟื้นความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ ของไทย นอกจากนี้ สำหรับในด้านผู้ประกอบการภาคธุรกิจ บทเรียนผลกระทบน้ำท่วมครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษนี้ น่าที่จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัวในการระวังผลกระทบจากตัวแปรภัยธรรมชาติมากขึ้น ทั้งในมิติของการวางแนวทางป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้ากรณีที่มีความจำเป็นต้องระงับสายการผลิตบางส่วนไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: