ธุรกิจไทยชะงักหรือรุ่ง บทเรียนสำคัญจากภัยธรรมชาติ

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สร้างความเสียหายแก่ภาคธุรกิจต่างๆ ในวงกว้าง ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและการบริการ โดยธุรกิจที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเป็นผู้ประกอบการซึ่งถูกน้ำเข้าท่วมเสียหายในจังหวัดพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่าง ผ่านภาคกลางลงมาถึงกรุงเทพฯ และจังหวัดที่เป็นทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายทางอ้อม เนื่องจากผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากโรงงานที่ถูกน้ำท่วม เส้นทางคมนาคมขนส่งและระบบ โลจิสติกส์ถูกตัดขาดหรือการขนส่งไม่สะดวก ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมในวงกว้าง อาทิ ภาคเกษตร อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์ โลหะ เครื่องจักร แม่พิมพ์อุตสาหกรรม เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เลนซ์ ธุรกิจท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ผลกระทบจากอุทกภัย ต่อภาคธุรกิจที่สำคัญของไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

 เกษตรกรรม

พื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตรทั้งสิ้นรวม 68 จังหวัด ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 29 จังหวัด ผลกระทบด้านการเกษตร (ช่วงภัย ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม – 15 พฤศจิกายน 2554) ด้านพืช เกษตรกร 1,131,109 ราย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 11.20 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 9.18 ล้านไร่ พืชไร่ 1.51 ล้านไร่ พืช สวนและอื่นๆ 0.51 ล้านไร่ ด้านประมง เกษตรกร 125,055 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย แบ่งเป็น บ่อปลา 204,171 ไร่ บ่อกุ้ง/ปู/หอย 33,262 ไร่ กระชัง/บ่อซีเมนต์ 203,861 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 214,028 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 28.74 ล้านตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมจะสร้างความเสียหายในภาคเกษตรกรรมในปี 2554 เป็นมูลค่าประมาณ 40,000 ล้าน บาท โดยมูลค่าความเสียหายส่วนใหญ่จะไปปรากฏในช่วงไตรมาส 4/2554 เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปี ดังนั้น คาดว่าอัตราการขยายตัว ของจีดีพีภาคเกษตร (ณ ราคาคงที่) ทั้งปี 2554 จะเติบโตเพียงประมาณร้อยละ 1-2 จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 3-4 โดยปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อ รายได้เกษตรกรต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 ซึ่งแม้ว่าเกษตรกรที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจะได้รับเงินชดเชยหรือความช่วยเหลือในด้านปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย พันธุ์สัตว์ หญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์ เป็นตัน แต่ก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เกษตรกรเหล่านี้ยังต้องการเงินทุนเพื่อกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้ง ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ถ้าพื้นที่ใดมีน้ำ ท่วมขังเป็นเวลานานกว่าพื้นที่อื่น การกลับมาทำเกษตรกรรมในพื้นที่ก็ต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาประเภทของสินค้าด้วย กล่าวคือ

– ข้าวหรือพืชไร่ ภาวะน้ำท่วมในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม สร้างความเสียหายให้กับนาปรังรอบ 2 กระทบต่อรายได้เกษตรกรในช่วงไตรมาส 3/2554 แต่ถ้าภาวะน้ำท่วมยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 4/2554 จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะข้าวนาปี โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวนาปีจะลดลง เหลือ 19 ล้านตันข้าวเปลือก หรือลดลงประมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก จากเดิมที่คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปีสูงถึง 25 ล้านตันข้าวเปลือก อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าเมื่อน้ำลด ชาวนาจะ หันมาปลูกข้าวทดแทน เนื่องจากต้องพึ่งพิงรายได้จากการปลูกข้าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปี รวมทั้งมาตรการรับจำนำข้าวที่กำหนดราคารับจำนำอยู่ในเกณฑ์สูง นับเป็นแรงจูงใจให้ เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกข้าว ส่งผลให้คาดการณ์ว่าปริมาณข้าวนาปีในปี 2554/2555 และข้าวนาปรังในปี 2555 อยู่ในปริมาณสูง นอกจากนี้ พื้นที่นาข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย เฉพาะพื้นที่ดอนหรือที่สูงจะได้รับอานิสงส์ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอ ทำให้มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่าในปี 2553 ซึ่งมีปัญหาภัยแล้ง ถ้ารวมผลผลิตข้าวรวมทั้งปีแล้วคาดว่าผล ผลิตจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่เคยมีการคาดการณ์ไว้เดิมที่ 35 ล้านตัน

– ปศุสัตว์และประมง การกลับมาเลี้ยงปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนั้นต้องอาศัยเวลามากกว่าข้าวและพืชไร่ ต้องลงทุนมากกว่าในด้าน พันธุ์สัตว์ และการซ่อมเครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนคอก/โรงเรือนสำหรับเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งยังต้องอาศัยระยะเวลานานกว่าจะได้ผลผลิต อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่อยู่ในประกัน หรือทำข้อตกลงกับโรงงานผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และประมงจะได้รับความเดือดร้อนน้อยกว่าผู้เลี้ยงอิสระ เนื่องจากอาจได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และประมง

จากความเสียหายจากภาวะอุทกภัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรจะมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2554 โดยมีแรงหนุนเดิมจากความต้องการของทั้งตลาดในประเทศและในตลาดโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ ส่วนประเทศผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าเกษตรสำคัญของโลก ผลผลิตเกษตรเสียหายจากภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งแรงหนุนจากนโยบายรับจำนำข้าวที่ส่งผลให้ราคาข้าว มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย แม้ว่าความกังวลต่อภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปจะส่งผลให้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอลง แต่คาดว่าจะส่งต่อสินค้าเกษตรน้อยกว่าสินค้า อุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค อย่างไรก็ดี อัตราการปรับเพิ่มขึ้นของราคานั้น จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ความเสียหาย รวมทั้งประเด็นที่น่าสนใจคือ ราคาที่ปรับสูงขึ้นดังกล่าว จะ สามารถชดเชยกับปริมาณผลผลิตที่ลดลงได้มากน้อยเพียงใด

 อุตสาหกรรม

 อุตสาหกรรมอาหาร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า โรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมอาจมีจำนวนประมาณร้อยละ 15-20 ของอุตสาหกรรม อาหารโดยรวมทั้งประเทศ (โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป แป้งประกอบอาหาร สิ่งปรุงรสอาหาร อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลกระป๋อง ฯลฯ) โดยโรงงาน บางแห่งหยุดกิจการชั่วคราวในพื้นที่น้ำท่วม เนื่องจากไม่สามารถขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงานหรือพนักงานไม่สามารถเดินทางเข้าไปทำงานได้ หรือลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะน้ำท่วม รวมทั้งโรงงานบางแห่งย้ายพนักงานและฐานการผลิตไปผลิตยังโรงงานในเครือเดียวกันที่อยู่ในจังหวัดที่ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม

ภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบมาถึงแหล่งเพาะเลี้ยงชายฝั่ง และโรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเล กระป๋องในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการผลิตและแปรรูปอาหารทะเลสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและภาคเอกชนในจังหวัด ทำให้การบริหารจัดการระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารทะเลกระป๋องได้รับผลกระทบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยง ชายฝั่งและประมงชายฝั่งยังได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นแหล่งรองรับน้ำที่ระบายออกสู่ทะเล ซึ่งคาดว่าจะธุรกิจการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง และประมงชายฝั่งจะกลับมาเป็นปกติได้ในช่วง ประมาณต้นปี 2555

ในส่วนของประเด็นน้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบโดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ในการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม อาหาร การขนส่งถูกตัดขาดในหลายเส้นทาง ทำให้การขนส่งพืชผักและผลไม้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำมากระจายในกรุงเทพฯ ต้องอ้อมไปใช้เส้นทางจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อ เดินทางมาจังหวัดราชบุรี ซึ่งกลายเป็นสถานที่รวบรวมสินค้าพืชผักแห่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ขณะที่คาดว่าสถานการณ์การผลิตผักและผลไม้ของไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สถาบันอาหารประเมินว่าภาวะน้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกสินค้าอาหาร โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะลดลงเหลือ 9 แสน ล้านบาท (จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท) แต่ยังคงเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9

ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ หลังน้ำลด ต้องอาศัยช่วงระยะเวลาในการฟื้นกลับมาผลิตวัตถุดิบ และเผชิญปัญหาราคาวัตถุดิบสูงขึ้น อาจต้อง พิจารณานำเข้าวัตถุดิบบางประเภท เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เพื่อการผลิตอาหารสัตว์ เป็นต้น ในขณะที่โรงงานต้องเร่งดำเนินการผลิตเพื่อการส่งมอบให้ทันในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปี ใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนน่าจะกลับผลิตได้ในไตรมาสแรก แต่บางโรงงานที่ได้รับความเสียหายหนัก หรือวัตถุดิบต้องใช้ระยะเวลาในการกลับมาผลิตใหม่ เช่น ผลผลิตปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น อาจกลับมาผลิตในระดับปกติได้ในไตรมาส 2 เป็นต้นไป

 เครื่องดื่ม

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีโรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ใน เขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครสวรรค์ และนครปฐม เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการไม่ค่อยมีการกระจายโรงงานการผลิตในพื้นที่อื่น ทำให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ค่อนข้างมาก โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โรงงานประสบปัญหาน้ำท่วมมีทั้งน้ำดื่มบรรจุขวด ชาพร้อมดื่ม น้ำผลไม้ กาแฟกระป๋อง ผลิตภัณฑ์นม (โดยเฉพาะครีมเทียมและนมข้นหวาน) เป็น ต้น สำหรับผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไม่มากนัก

วิกฤติน้ำท่วมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มบรรจุขวดชั่วคราว เนื่องจากสาเหตุหลายปัจจัย ดังนี้

– โรงงานผลิตน้ำดื่มรายใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยโรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ปทุมธานี และพระนครศรี อยุธยาต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ประเมินว่าผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ และผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดเฮ้าส์แบรนด์ประมาณ 100 รายประสบปัญหา ส่งผลให้กำลังการผลิตของผู้ผลิตน้ำ ดื่มบรรจุขวดในประเทศ หายไปราวร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตปกติ แม้ว่าจะมีการสต็อกสินค้าไว้ แต่ก็มีปัญหาไม่สามารถนำส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าสาขาได้ ซึ่งได้แก้ปัญหาโดยการ หันไปเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ทดแทนเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติน้ำท่วม นอกจากนี้ โรงงานผลิตน้ำดื่มรายใหญ่บางรายหันไปผลิตสินค้าเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม

– โรงงานผลิตขวด/ฝาพลาสติกได้รับผลกระทบ จำนวนโรงงานที่ผลิตขวด/ฝาพลาสติกที่ได้รับความเสียหายจำนวน 16 โรงงาน (ปทุมธานี 10 โรงงาน ลพบุรี 3 โรงงาน สิงหบุรี 2 โรงงาน และอยุธยา 1 โรงงาน) ที่สำคัญ การที่โรงงานที่ผลิตขวดพลาสติกประเภทขวด PET ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตน้ำดื่มอย่างมาก เนื่องจากตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดใช้ขวด PET ถึงร้อยละ 50.0 ของตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการมีการปรับสายการผลิตใหม่โดยการสั่งขวด/ฝา/ฉลากพลาสติกจากโรงงาน ในแหล่งอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงงานทางภาคตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาขวด/ฝาขาดแคลนในเขตกรุงเทพฯและภาค กลาง

– คลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้าได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้กลไกในการกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคชะงักหรือขาดช่วง และพื้นที่เสี่ยงน้ำ ท่วมได้ลดการเก็บสต็อกลง รวมทั้งขาดแคลนรถบรรทุกที่จะขนส่งสินค้าเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องเส้นทางคมนาคมบางเส้นทางถูกน้ำท่วมทำให้การขนส่งสินค้าไม่สะดวก

– ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงผิดปกติ ประเมินว่าความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดในกรุงเทพฯและปริมณฑลเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าจากช่วง ปกติ เนื่องจากการซื้อกักตุนไว้บริโภคจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม การซื้อเพื่อบริจาค ความกังวลในเรื่องความสะอาดและคุณภาพของน้ำประปา

ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มบรรจุขวดโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล นับว่าเป็นการสร้างโอกาสในการจำหน่ายให้กับน้ำดื่มรายย่อย/หน้า ใหม่ที่เพิ่มเริ่มผลิตออกสู่ตลาดสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายได้ นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ เครื่องกรองน้ำและเครื่องผลิตน้ำดื่ม เนื่องจากกระแสวิตกถึงความ ปลอดภัยของน้ำประปา ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเครื่องกรองน้ำพุ่งสูงขึ้น และกลายเป็นสินค้าที่ขาดตลาดชั่วคราวด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำประเมินว่าจำนวน เครื่องกรองน้ำในระดับครัวเรือนมีอยู่ประมาณ 2.2 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนในกรุงเทพฯและในอำเภอเมืองของจังหวัดขนาดใหญ่ มูลค่าตลาดของเครื่องกรองน้ำอยู่ที่ระดับ ประมาณ 700 ล้านบาท โดยปกติมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 7 ต่อปี

ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในหลายๆอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่รุนแรงขณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อน้ำได้ลุกลามเข้า ท่วม 7 นิคมอุตสาหกรรม ทั้งที่จังหวัดพระนศรีอยุธยาและปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญของไทย โดยพบว่าบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงกว่าร้อยละ 44.5 ของจำนวนผู้ผลิตในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ซึ่งผลจากการที่โรงงาน ถูกน้ำท่วมนั้น มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตใกล้เคียง ที่แม้ว่าจะยังไม่ถูกน้ำท่วม แต่ก็ต้องหยุดการผลิตลงเนื่องจากต้องรอชิ้นส่วนจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่แถบนี้นับได้ว่าเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก ที่ไทยครองสัดส่วนการส่งออกค่อนข้างสูงในตลาดโลกด้วย เช่น ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ หรือ HDD ที่ไทยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิต HDD และชิ้นส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ของโลก ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของการผลิต HDD และชิ้นส่วนของโลก นอก จากนี้ยังมีการผลิตตลับลูกปืน และแผงวงจรประเภทต่างๆ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญของโลกเช่นกัน

วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าอุตสาหกรรมไฟฟ้า เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดอยุธยาและปทุมธานี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2554 นี้ อาจมีมูลค่าประมาณ 30,150 – 31,00 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวประมาณร้อยละ 6.0-8.5 จากที่เติบโตร้อยละ 21.9 ในปี 2553 ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบนั้น แม้ว่าจะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจาก ฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนหนึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก แต่ก็มีผลต่อการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าให้เติบโตชะลอตัวลงในปี 2554 นี้ โดยคาด ว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 7.0-9.0 (มีมูลค่าส่งออกประมาณ 22,000 – 22,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งชะลอลงจากที่เติบโตร้อยละ 32.3 ในปี 2553

ทั้งนี้ ผู้ผลิตมีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ ในระหว่างที่โรงงานที่ประสบภัยยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและซ่อมแซมความเสียหาย โดยย้ายไปผลิตที่โรง งานแห่งอื่นในประเทศ จัดหาชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นซึ่งอาจต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ และบางบริษัทมีการย้ายออร์เดอร์ไปผลิตในต่างประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งผลกระทบดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอาจมีผลต่ออุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทในตลาดโลกในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า

ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

จากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในภาคกลางของไทย ส่งผลทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนยาน ยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมโดยตรงต้องปิดโรงงานลงเพื่อรอการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้งของโรงงานและความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นทางกลุ่มอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมมีการประเมินกันว่า อาจต้องใช้เวลา 1 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน ในการกู้นิคม ขณะที่ในส่วนของโรงงานผลิตนั้น อาจต้องใช้ระยะ เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อฟื้นฟูโรงงานและซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย ทำให้อย่างเร็วที่สุดคาดว่า โรงงานที่ได้รับผลกระทบน้อยอาจเริ่มกลับมาผลิตได้อีกครั้งในช่วงต้น ไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ขณะที่บางโรงงานที่เสียหายมากอาจสามารถเริ่มผลิตได้ช่วงปลายไตรมาสที่ 1 หรือต้นไตรมาสที่ 2 ปี 2555 ซึ่งการเริ่มกลับมาผลิตก็อาจจะยังเป็นกำลังการผลิตที่ไม่ เต็มศักยภาพปกติของโรงงาน และจะต้องอาศัยระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งในการฟื้นตัว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2554 นี้ การผลิตรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มหดตัวถึงร้อยละ 10 ถึง 7 (YoY) หรือลดลงมาเหลือ 1,485,000 ถึง 1,535,000 คัน

ธุรกิจที่ได้รับความเสียหายโดยตรงนี้ หากเป็นผู้ประกอบการที่มีโรงงานผลิตอยู่ที่อื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบด้วย ประกอบกับเครื่องจักรหรือวัตถุดิบ บางส่วนไม่ได้รับความเสียหาย หรือเสียหายบ้างแต่สามารถซ่อมแซมกลับคืนมาได้ อาจมีการโยกการผลิตไปทำที่โรงงานอื่น แต่ถ้าหากไม่มีโรงงานผลิตแห่งอื่นก็จำเป็นต้องหยุดการผลิตไป เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะสามารถกู้โรงงานกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม โรงงานที่จำเป็นต้องหยุดการผลิตนี้อาจต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นหลังจากกลับมาผลิตอีกครั้ง หากชิ้น ส่วนที่ผลิตเป็นชิ้นส่วนที่สามารถหาจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ง่าย ซึ่งในกรณีนี้ ความเสียหายที่ผู้ประกอบการจะได้รับย่อมมากกว่าแบบแรก โดยแนวทางในการบริหารจัดการที่พอจะทำได้ เช่น การเจรจาผ่อนผันการชำระหนี้กับทางธนาคาร รวมถึงการส่งมอบสินค้ากับทางลูกค้า การดำเนินการเรื่องการจ่ายค่าชดเชยการทำงานให้กับแรงงาน รวมไปถึงการเตรียมบริหาร จัดการล่วงหน้าเกี่ยวกับจำนวนแรงงานซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องมีการเรียกให้กลับเข้ามาทำงานใหม่หลังจากโรงงานฟื้นฟูแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือหลังจากวิกฤตผ่าน พ้น

สำหรับธุรกิจผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการขาดแคลนชิ้นส่วนที่จะนำมาประกอบต่อเป็นชิ้นส่วนในลำดับขั้นถัดไป ปัจจุบันแม้จะ ต้องมีการลดกำลังการผลิตหรือหยุดการผลิตเป็นการชั่วคราว ซึ่งระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบนั้นขึ้นอยู่กับว่า การพึ่งพิงชิ้นส่วนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงนั้นมากน้อยเพียงใด และ สามารถหาชิ้นส่วนมาทดแทนชิ้นส่วนที่ขาดไปได้รวดเร็วเพียงใด แต่การฟื้นตัวก็จะเป็นไปได้รวดเร็วกว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับความเสียหายโดยตรงพอสมควร ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการ ธุรกิจของกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมนี้ นอกจากการบริหารจัดการด้านการเงิน การตลาด และแรงงานดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว อาจต้องเร่งจัดหาชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นมาทดแทนชิ้น ส่วนที่ขาดหายไปจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาการผลิตและฐานลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสให้ธุรกิจได้ทดลองใช้ชิ้นส่วนที่สั่งซื้อจากแหล่งผลิตอื่นนอกเหนือจากแหล่งเดิมที่ เคยสั่งซื้อซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจลงหากเกิดปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภายหลังน้ำลดลงความต้องการอะไหล่เพื่อทดแทนชิ้นส่วนที่เสียหายน่าจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จากปริมาณรถยนต์ที่จมน้ำซึ่งมีจำนวน อย่างน้อยประมาณ 20,000 คัน โดยระดับความเสียหายและความต้องการอะไหล่จะสูงขึ้นตามระดับน้ำที่ท่วม เช่น ท่วมไม่เข้าพื้นที่รถ ท่วมระดับพรม ท่วมระดับเบาะ ท่วมถึงเรือนไมล์ และท่วมทั้งคัน เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์พลาสติก

– บรรจุภัณฑ์พลาสติก กลุ่มสินค้าที่ได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก ได้แก่ ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก ฉลากผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์อาหารต่างๆ อย่างไรก็ดี คาดว่าโรงงานที่เสียหายมีสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด จึงส่งผลกระทบไม่รุนแรงต่อการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศในภาพรวม ขณะที่ในด้านความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ แม้ความเสียหายของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีผลให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อบรรจุสินค้า และเพื่อการขนส่งลดลง แต่ในช่วงที่เกิดอุทกภัยยังได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากการเร่งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร น้ำดื่ม และถุงกระสอบ เพื่อ กระจายไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย และพื้นที่เสี่ยง

– ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เป็นชิ้นส่วนในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ มีจำนวนโรงงานที่ได้รับความเสียหายประมาณร้อยละ 15-20 ของโรง งานผลิตสินค้ากลุ่มนี้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสูงให้แก่อุตสาหกรรมพลาสติก โดยความ เสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์มีปริมาณลดลง และกระทบต่อเนื่องไปยังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ต้องชะลอการผลิตและการ ส่งมอบสินค้า รวมทั้งกระทบต่อมูลค่าส่งออกและยอดจำหน่าย

– ผลิตพลาสติกที่ใช้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสาร มีโรงงานที่ได้รับความเสียหายคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของโรงงานผลิตสินค้า กลุ่มนี้ทั้งหมด โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อปริมาณการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งไทยนับเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนที่สำคัญ เพื่อ ส่งออกไปยังประเทศแม่ และภายในภูมิภาคเอเชีย

บริการ

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบภาคการท่องเที่ยวโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของตลาดไทยเที่ยวไทย ซึ่งมีคนกรุงเทพฯเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากการที่แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งประสบภาวะน้ำท่วมไม่สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวได้แล้ว ยังประสบปัญหาเส้นทางคมนาคมสายสำคัญหลายสาย ทั้งถนนและ ทางรถไฟถูกตัดขาดด้วยเช่นกัน จึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเวลานี้

ทั้งนี้ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากผู้ที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้แก่

– ภาคตะวันตก : กาญจนบุรี ชะอำ (จ.เพชรบุรี) หัวหิน (จ.ประจวบคีรีขันธ์) และราชบุรี
– ภาคตะวันออก : บางแสน และพัทยา (จ.ชลบุรี) ระยอง และตราด
– ภาคใต้ : ชุมพร ระนอง หาดใหญ่ (จ.สงขลา) ตรัง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า อุทกภัยครั้งนี้มีแนวโน้มส่งผลกระทบตลาดไทยเที่ยวไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2554 ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำ กว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเกิดอุทกภัย 8.7 ล้านคน และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 11.5 ขณะที่ด้านรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวคนไทย มีแนวโน้มต่ำกว่าที่ คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเกิดอุทกภัย 35,000 ล้านบาท และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 13.6

จากแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้โดยรวมตลอดทั้งปี 2554 คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศรวมทั้งสิ้นประมาณ 96.3 ล้านคน ลดลง จากปีก่อนหน้าร้อยละ 5 และก่อให้เกิดรายได้ท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าประมาณ 380,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 6

ตลาดไทยเที่ยวไทยครึ่งหลังปี 2554 *

ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวบรวมโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
หมายเหตุ : * ประมาณการโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด n ตัวเลขประมาณการหลังเกิดอุทกภัย

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมรัพย์ประเภทนิคมอุตสาหกรรม

วิกฤติน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งนั้น1 (จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ 5 แห่ง ซึ่งมีโรงงานประมาณ 570 โรงงาน ขณะที่ ปทุมธานีมีนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่ง ซึ่งมีโรงงานประมาณ 270 โรงงาน) ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้ รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่างได้เร่งสร้างความเข้าใจกับนักลงทุน ประกอบกับสร้างความเชื่อมั่นให้แก่โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมไปแล้วนั้น ภายหลังน้ำลดผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต่างได้หาแนวทางป้องกันนิคมอุตสาหกรรมของตนเองจากบทเรียนน้ำท่วมในปี 2554 มากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า วิกฤติน้ำท่วมที่รุนแรงนี้จะส่งผลให้ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาส 4 ปี 2554 ลดลงประมาณร้อยละ 10.5 – 20.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกิจกรรมการซื้อขายและการโอนกรรมสิทธิ์ต้องหยุดชะงักลงบ้างในบางนิคมอุตสาหกรรม ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับประมาณการ ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปี 2554 มาอยู่ที่ประมาณ 4,550-5,015 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5-38.5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่มองว่าอาจจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.2-72.6

ขณะที่ในปี 2555 คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก ในระหว่างที่นิคมอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหายังอยู่ในช่วงบูรณะฟื้นฟูความเสียหาย การทำสัญญาซื้อ ขายและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอาจมีความล่าช้าบ้าง ทำให้ภาพรวมยอดขายที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งแรก ของปี 2555 ยังไม่สดใสเมื่อเทียบกับยอดขาย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ที่เติบโตสูง แต่หลังจากเหตุการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติภาวะยอดขายน่าจะกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้น

อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย

วิกฤติน้ำท่วมหนัก ที่ได้เข้าท่วมในหลายๆพื้นที่ในเขตกรุเทพฯและปริมณฑล โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก ด้านเหนือของกรุงเทพฯ และในจังหวัดที่มี รอยต่อกับกรุงเทพฯ เช่น บางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย ที่อยู่ในจังหวันนทบุรี และพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นทำเลที่มีการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรค่อนข้างมากที่ และวิกฤติน้ำ ท่วมครั้งนี้มีโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 2,000 โครงการ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ คงจะมีผลต่อกิจกรรการซื้อขายที่อยู่อาศัยในทำเลแถบดังกล่าวให้เปลี่ยนไป ซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยคงจะให้ความสำคัญในการเลือกทำเลของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมากพอสมควร ดังนั้น ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการอยู่ใน พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนัก หรือพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดน้ำท่วมนั้น คงจะต้องมีการพัฒนารูปแบบโครงการให้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าได้ให้น้อยที่สุด

ขณะเดียวกันภาวะน้ำท่วมอาจจะเป็นโอกาสทางธุรกิจ ในกลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่โครงอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม และผู้ ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมที่จะเร่งทำการตลาดกระตุ้นยอดขายในช่วงนี้

สำหรับกิจกรรมการซื้อขายที่อยู่อาศัยในปี 2554 นี้ แม้ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีมาตรการบ้านหลังแรก ซึ่งมาตรการของ รัฐบาลที่ให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกนั้น น่าจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ให้กลับมาคึกคักขึ้นได้นั้น แต่เนื่องจากเกิดวิกฤติน้ำท่วมที่ได้ ลุกลามขยายขอบเขตเข้ามาในกรุงเทพฯ ทำให้กิจกรรมการซื้อขายที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้รับผลกระทบตามมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยคาดว่าทั้งปี 2554 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ประมาณ 134,500-140,850 หน่วย หดตัวลงร้อยละ 21.0-24.5 เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสูงถึง 178,128 หน่วย (ตามรายงานของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์)

ห้องพัก คอนโดฯ ออฟฟิสให้เช่า

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้ความต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวระยะ 1-2 เดือนหรือการหาที่อยู่เพื่อเช่าระยะสั้น เพิ่มขึ้นจากปกติราว 1-2 เท่าตัว ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า หรือใกล้เส้นทางคมนาคมที่เดินทางสะดวก เหตุเพราะคนส่วนใหญ่นำรถไปจอดหนีน้ำท่วม ทำให้ต้องใช้การเดินทางที่เป็นพาหนะ สาธารณะต่างๆ ทดแทน ทั้งขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รองรับได้ ระดับราคาเช่าที่ต้องการมากที่สุด อยู่ระหว่าง 8,000-20,000 บาทต่อเดือน

เดิมนั้นความต้องการเช่าที่พักอาศัยหรือออฟฟิสเป็นชาวต่างชาติร้อยละ 70 และที่เหลือร้อยละ 30 เป็นคนไทย แต่ในช่วงน้ำท่วมนี้ความต้องการเป็น คนไทยทั้งหมด นอกจากนี้ โดยปกติสัญญาเช่าคอนโดมีระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี และเจ้าของเกรงว่ารายได้ที่ได้มาจะคุ้มกับการปรับปรุงห้องใหม่ ในส่วนของเจ้าของคอนโดที่สามารถ ปล่อยให้เช่าในระยะสั้น 1-2 เดือนมีเพียงร้อยละ 30 ของจำนวนคอนโดที่ให้เช่าทั้งหมด

นอกจากนี้โรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว พบว่า ชาวต่างชาติยกเลิกเดินทางท่องเที่ยว-สัมมนา ทำให้ยอดพักลดลง แต่ได้รับการทดแทน จากผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้โดยรวมยอดพักเท่าเดิม แต่รายได้ลดลง เนื่องจากระดับราคาชาวต่างชาติและคนไทยต่างกัน จากการสำรวจของบรรดาผู้ประกอบการพบว่า อพาร์ตเมนต์ให้ เช่าในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น จังหวัดชลบุรี พัทยา และระยอง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มีการเข้าพักเต็ม ผู้ประกอบการปรับสัญญาเช่าลดเวลาจาก 3 เดือนเป็น 1-2 เดือน บางรายลดเงินมัดจำลงร้อยละ 50 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ยังมีความต้องการเช่าอาคารสำนักงานระยะสั้นจากบริษัทและโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่อยุธยาและปทุมธานี ตลอดจน จากบริษัทที่มีสำนักงานแถบบางบัวทองและบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทและโรงงานดังกล่าวต้องการออฟฟิสเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้ โดยผู้เช่าจะมีทั้ง คนไทย และชาวต่างชาติ อาทิ สเปนและญี่ปุ่น ซึ่งสนใจทั้งการเช่าเป็นออฟฟิศทั่วไป และลักษณะเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ที่มีอุปกรณ์สำนักงานพร้อม ระดับราคาเช่าออฟฟิสที่ต้องการอยู่ที่ 30,000-80,000 บาทต่อเดือน โดยระยะเวลาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4 เดือน

ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวในหัวหิน ภูเก็ต เขาใหญ่หรือจังหวัดตากอากาศ อื่นๆ มากขึ้น เพื่อรองรับกระแสความต้องการบ้านหลังที่สองของคนกรุงเทพฯ โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงในด้านการบริหารอาคารที่พักอาศัยอย่างเป็น ระบบแม้ในยามวิกฤติจะได้รับความสนใจอย่างมาก

ธุรกิจค้าปลีก

จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า จำนวนธุรกิจค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วน ประมาณร้อยละ 10.0 ของจำนวนธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด (คำนวณเฉพาะธุรกิจค้าปลีกโมเดิร์นเทรดของผู้ประกอบการรายใหญ่ ประกอบด้วยศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ดิสเคาน์สโตร์ และคอนวีเนี่ยนสโตร์) โดยผลกระทบเบื้องต้นที่คาดว่าจะได้รับจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ มีรายละเอียดดังนี้

สรุปประเมินผลกระทบเบื้องต้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมต่อธุรกิจค้าปลีก

หมายเหตุ : ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

* คิดจากจำนวนธุรกิจค้าปลีกที่มีสาขาอยู่ในจังหวัดอยุธยา ลพบุรี นครสวรรค์ ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ

* ทั้งนี้ นับรวมถึงธุรกิจค้าปลีกที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ซึ่งต้องปิดกิจการชั่วคราว รวมถึงธุรกิจค้า ปลีกที่ไม่ปิดกิจการ แต่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้เส้นทางการคมนาคมโดยรอบไม่สะดวก

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมต่อธุรกิจค้าปลีกคาดว่า จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนี้

• คอนวีเนี่ยนสโตร์ และดิสเคาน์สโตร์ เป็นรูปแบบค้าปลีกที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเกือบทุกพื้นที่ อีกทั้งสินค้าที่จำหน่ายส่วน ใหญ่จะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น ทำให้สาขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงแต่ยังสามารถเปิดให้บริการได้ น่าจะมียอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะความต้องการซื้อเพื่อกักตุนของผู้บริโภค รวมถึงการซื้อเพื่อนำไปบริจาคช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมจากโรงงานผลิตที่ได้รับผลกระทบ การขนส่งที่ถูกตัดขาดหรือมีความยากลำบากมากขึ้น ตลอดจนศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับผลกระทบจนต้องปิดให้บริการ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้าที่จะนำมาวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็ได้มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตั้งศูนย์กระจายสินค้าตามจุดต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการจัดส่งสินค้าไปยังร้านค้าโดยตรง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนสินค้าไปได้บางส่วน

• ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า โดยห้างขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ หลายแห่งที่ได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการชั่วคราว ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าที่ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็อาจจะได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายสินค้าที่มีความจำเป็นน้อยต่อการดำรงชีพ ประกอบกับการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก รวมถึงมีปัญหาในเรื่องพื้นที่จอดรถ ซึ่งต้องกันที่จอดรถบางส่วนให้กับผู้ประสบภัย และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปจนถึงเดือนธันวาคม คาดว่าจะทำให้ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกกลุ่มนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2554 น่าจะเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตที่จำหน่ายสินค้าพวกอุปโภค บริโภคอาจจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็อาจจะประสบกับปัญหาสินค้าขาดแคลนเหมือนกลุ่มค้าปลีกข้างต้น

สถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจนต้องประกาศปิดกิจการชั่วคราวหลายแห่ง โดยเฉพาะใน เขตกรุงเทพฯและปริมณฑลซึ่งมีสัดส่วนของยอดขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของยอดขายทั้งหมด น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาส 4/2554 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลขายที่สำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้โดยเร็ว ก็เชื่อว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้น่าจะ กระเตื้องขึ้นมาบ้าง เพราะปกติแล้วยอดขายของค้าปลีกในเดือนธันวาคมจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของยอดขายทั้งปี2 ประกอบกับความสามารถของผู้ประกอบการค้าปลีก ในการเร่งฟื้นฟูธุรกิจให้พร้อมที่จะเปิดให้บริการ อาจจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2554 น่าจะขยายตัวประมาณร้อย ละ 6-7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และค้าปลีกในกลุ่มอุปกรณ์หรือวัสดุซ่อมแซมบ้าน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า น่าจะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้นภายหลังน้ำลดลง

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ในช่วงระหว่างเหตุการณ์อุทกภัย ธุรกิจก่อสร้างได้รับผลกระทบจากปริมาณงานก่อสร้างที่ลดลง เนื่องจากภาวะน้ำท่วม และฝนตกทำให้เป็น อุปสรรคในการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงการขนส่งวัสดุก่อสร้าง ทำให้งานก่อสร้างล่าช้า นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาราคาและการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง เช่น ทราย อิฐมอญ อิฐมวลเบา อิฐ บล็อค ซึ่งพื้นที่น้ำท่วมบางแห่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ อย่างพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี รวมทั้งยังมีความต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมากในช่วงนี้เพื่อนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วม

หลังภาวะน้ำท่วม ปริมาณงานก่อสร้างน่าจะขยายตัวอย่างมาก จากการซ่อมแซม ฟื้นฟูอาคารสิ่งปลูกสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ได้รับความ เสียหาย ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชน (เช่น ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์) น่าที่จะมีการพัฒนาระบบโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้ทันก่อนเข้าฤดูฝนในปี หน้า ซึ่งกิจกรรมการก่อสร้างน่าจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2555

ประเด็นที่ต้องจับตาคือ มาตรการของรัฐบาลในการเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย ตลอดจนแผนระยะยาวในการบริหารจัดการและ พัฒนาโครงสร้างด้านระบบน้ำ สำหรับปี 2555 อาจมีการปรับการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ที่อาจต้องนำไปมาใช้เพื่อ ฟื้นฟูหลังภาวะน้ำท่วม อาจทำให้โครงการก่อสร้างบางโครงการมีการทบทวนให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลัง ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงการก่อสร้างภาครัฐที่ยังไม่มีความคืบหน้า ในระยะ ยาวการกิจกรรมการก่อสร้างคงขึ้นอยู่กับปัจจัยความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะเกี่ยวกับการบริการจัดการความเสี่ยงด้านภัยทางธรรมชาติ รวมทั้ง ปัจจัยด้านค่าจ้างแรงงานที่จะปรับตัวสูงขึ้น

โรงพยาบาลเอกชน

จากวิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งภาคกลาง ปริมณฑล รวมถึงกรุงเทพฯ ในบางพื้นที่ ได้สร้างความเสียหายให้กับโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้ภาพรวมของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น และอาจจะไม่รุนแรงมากนัก

โรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอาจได้รับความเสียหาย และทำให้สูญเสียรายได้ เนี่องจาก คนไข้ไม่สามารถเข้ามา ใช้บริการได้ หรือคนไข้อาจมีการชะลอหรือเลื่อนการรักษาออกไป แต่หากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติก็เชื่อว่า คนไข้จะกลับเข้ามาทำการรักษาเหมือนเดิม ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะโรง พยาบาลเอกชนที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ พบว่า ผลกระทบมีทั้งลักษณะการปิดกิจการชั่วคราว หรือยังเปิดให้บริการ แต่เส้นทางการคมนาคมในบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลเอกชนได้รับผล กระทบและคนไข้เกิดความยากลำบากในการเดินทางเข้าไปรับการรักษาพยาบาล ซึ่งคาดว่า มีโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวประมาณ 20 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 20 ของจำนวนโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดในกรุงเทพฯ โดยสถานการณ์ยังไม่กระทบไปถึงพื้นที่เขตกรุงเทพฯชั้นใน

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ และยังสามารถเดินทางได้สะดวก คาดว่า คนไข้ยังคงเข้ามารับการรักษาเป็น ปกติ และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนไข้ที่มีโรคหรืออาการรุนแรงและจำเป็นต้องทำการรักษาทันที

โดยรวมแล้ว อุทกภัยร้ายแรงครั้งนี้นับว่าส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจต่างๆ ในวงกว้าง ดังที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติก็มี ธุรกิจบางประเภทที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยสินค้าบางประเภทมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในช่วงอุทกภัย เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง กระสอบทราย รองเท้าบู้ท เรือ เครื่องสูบน้ำ รวมถึงธุรกิจบริการอย่าง เช่น ธุรกิจให้เช่าคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หรือออฟฟิสชั่วคราว ในขณะที่สินค้าหรือบริการบางประเภทน่าจะมี โอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นภายหลังจากน้ำลด เช่น ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจรับทำความสะอาด ธุรกิจซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงความต้องการซื้อสินค้าเครื่องใช้ภาย ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อทดแทนของที่เสียหายจากน้ำท่วม เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: