เปิด 3 กฎเหล็ก “อีริค ชมิดท์” ดันนวัตกรรมทะลุโลก

เปิด 3 กฎเหล็ก "อีริค ชมิดท์" ดันนวัตกรรมทะลุโลก

เรามักเข้าใจอย่างผิดๆ ว่า ถ้าหากต้องสร้างสรรค์นวัตกรรม เราต้องมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ความเป็นจริงแล้ว เงื่อนไขที่ว่านี้ “กลับกัน” อย่างสิ้นเชิง เพราะหากเราสำรวจนวัตกรรมสำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลกในอดีต จะพบว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น จรวดขีปนาวุธลูกแรกในอินเดีย นาฬิกาแดดอันแรกในเกาหลี ระบบการพิมพ์ครั้งแรกในจีน เรื่อยไปจนถึงวอล์คแมนในญี่ปุ่น แต่เทคโนโลยี คือ ผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุ

“เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัย บรรยากาศของการเปิดกว้าง โดยเราจะต้องเปิดกว้าง ยอมรับแนวคิดต่างๆ เปิดกว้างข้ามพรมแดน และเปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกัน การให้คำจำกัดความกับ การเปิดกว้าง นั้นยากมาก แต่ง่ายกว่ามาก หากจะแสดงให้เห็นถึง การเปิดกว้างเมื่อคุณลองใช้สิ่งที่คุณคิดว่าใช่ คุณก็จะก้าวไปข้างหน้าต่อไป”

“อีริค ชมิดท์” ซีอีโอ กูเกิล เล่าถึง วิธีคิดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในแบบกูเกิล

“เรามาเริ่มต้นที่ประเด็นเรื่องการเปิดกว้างกับการทำงานร่วมกัน  เมื่อคนอื่นๆ ถามว่า ผมชอบผลิตภัณฑ์กูเกิลอะไรมากที่สุด คำตอบไม่ใช่ จีเมล หรือ แมพส์ (Maps) หรือ ยูทูบแต่คือ กูเกิล หรือ บริษัท ของเรานั่นเอง”

ชมิดท์ เล่าว่า ช่วงทศวรรษที่แล้ว ภารกิจที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของเขา คือ การสร้างชุมชนของคนที่มีความรู้ ความสามารถ ชุมชนนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน และผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมรุ่นต่อไปในอนาคต ชุมชนรูปแบบนี้การแบ่งปันเป็นเรื่องปกติไม่ว่า จะเป็นผลตอบแทน ความท้าทาย และหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างทั่วถึง ช่วยให้ได้ฝันถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แล้วมุ่งมั่นให้ฝันนั้นกลายเป็นจริง

“อินเทอร์เน็ตขยายแนวคิดของชุมชนลักษณะนี้ให้กว้างไกลเกินรูปแบบขอบเขตของ บริษัท หรือพรมแดนของประเทศ และครอบคลุมทั่วโลก ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ คือ ตัวอย่างที่สมบูรณ์ มีการใช้งานแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์สำหรับสมาร์ทโฟนนี้ในอุปกรณ์พกพากว่า 190 ล้านเครื่องปัจจุบัน ด้วยการเป็นซอฟต์แวร์ระบบเปิดหรือโอเพ่นซอร์ส นั่นหมายความว่าใครๆ ก็สามารถนำโค้ดของเราไปปรับ และติดตั้งบนอุปกรณ์หลากหลาย และแปลกใหม่อย่างที่เราอาจไม่เคยจินตนาการมาก่อนก็ได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บริษัทดังๆ เช่น ซัมซุง,แอลจี, โซนี่ อีริคสัน และเอชทีซีทำอยู่ทุกวันนี้”

เขา ระบุว่า ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นสำหรับนักพัฒนา และผู้บริโภค ชุมชนนักพัฒนาโปรแกรม และผู้ประกอบการทั่วโลกได้พัฒนาโปรแกรมกว่า 500,000 โปรแกรม และขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมทั้งหมด

ซีอีโอกูเกิล ยกหนึ่งตัวอย่างของการเปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก นั่นคือ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว กลุ่มวิศวกรของกูเกิลในอินเดียรู้สึกหงุดหงิดกับแผนที่ ที่ไม่มีรายละเอียด เกี่ยวกับประเทศอินเดียมากพอ ดังนั้นพวกเขาจึงพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างแผนที่ดิจิทัล ร่วมกัน โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม

การตอบสนองที่ได้รับ เรียกว่า เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญได้เลย กล่าวคือ อาสาสมัครร่วมกันปรับปรุงแผนที่ 180 ชุดบนเครื่องมือ “แมพเมคเกอร์” (MapMaker) ของเรา  และลำพังเพียงแค่ปากีสถาน ผู้ใช้ร่วมกันระบุเครื่องหมายบนถนน 25,000 กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยปรากฏบนแผนที่มาก่อน เราจำเป็นที่จะต้องรองรับการสร้างชุมชนประเภทนี้ในระดับสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ระดับองค์กร และเราจำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ร่วมกันเรียนรู้ ประสานงานร่วมกัน และสร้างสรรค์นวัตกรรมในลักษณะที่เปิดกว้างและกระจายอำนาจ

“เราควรจะต้องเปิดกว้างต่อโลกด้วย โดยเว็บช่วยให้การทำงานไร้ขีดจำกัด พรมแดนทางภูมิศาสตร์ไม่มีผลต่อการทำงานในโลกดิจิทัลดังนั้นจึงไม่มีธุรกิจ “ท้องถิ่น” อีกต่อไป  ตลาดของเรา ลูกค้าของเรา คู่ค้าของเรา ซัพพลายเออร์ของเรา ครอบคลุมทั่วโลกทั้งหมด  ดังนั้นคำถามสำคัญก็ คือ คุณมีคุณลักษณะแบบนี้ด้วยหรือเปล่า”

ชมิดท์ บอกว่า ในศตวรรษนี้ โลกเล็กลงเรื่อยๆ เห็นขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นทั่วเอเชีย รวมไปถึงบราซิล รัสเซีย และตะวันออกกลาง และมองเห็นการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางทั่วโลกที่มีอำนาจการซื้อมหาศาล

“อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการเข้าถึงโลกใบใหม่นี้  เราทราบว่าประชาชนกว่า 3 พันล้านคนจะเชื่อมต่อออนไลน์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และโดยมากแล้วจะอยู่ในเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ ในปี 2554 ธุรกิจทุกประเภทจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง”

ตัวอย่าง เช่น dFonth Studio ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับฝีมือคนไทยเเท้ๆ ที่ได้จัดตั้งเว็บไซต์ http://www.dfonth.com และทำตลาดผ่านช่องทาง อีคอมเมิร์ซเป็นหลัก พร้อมบริการชำระเงินผ่านระบบเพลย์พาล (Paypal) ซึ่งลูกค้าทั้งหมด 100% เป็นตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ที่อเมริกา เม็กซิโก และยุโรปอีกเล็กน้อย นั่นเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่เกิดขึ้นในบริบท ระดับโลกโดยอาศัย อินเทอร์เน็ต

“เราทราบว่าผู้คนหลายล้านคนทั่วเอเชียในทุกระดับชั้นกำลังใช้อินเทอร์เน็ต เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ โอกาส และความมั่งคั่ง และพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ หลายพันล้านแนวคิดด้วยตัวเอง ไม่ว่า จะเป็นเจ้าของร้าน ผู้ผลิต หรือศิลปิน ทุกคนค้นพบหนทางเข้าสู่ตลาดใหม่ในรูปแบบที่แปลกใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหม่”

ซีอีโอ กูเกิล วิเคราะห์ว่า บางคนอาจหวาดกลัวผลลัพธ์ของการเปิดกว้างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้บางอุตสาหกรรมเกิดการหยุดชะงัก แต่ประโยชน์ที่ได้รับนับเป็นเรื่องน่าทึ่ง เมื่อก้าวข้ามเรื่องเล่าไปสู่ตัวเลขที่ชัดเจน ก็จะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ดังปรากฏในรายงานเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงปีนี้ คือ ในออสเตรเลีย ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตคิดเป็นสัดส่วน 3.6% ของ จีดีพีมากกว่า ในญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 3.7% มากกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ และทุกๆ ธุรกิจได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอินเทอร์เน็ต

ชมิดท์ บอกว่า นี่คือเหตุผลที่กูเกิลมุ่งมั่นทำให้ แอนดรอยด์ เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง

“ผมขอให้ความมั่นใจกับพันธมิตรทุกรายของเราทั่วเอเชีย การเปิดกว้างไม่ได้เป็นเพียง หลักการในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้เราได้รับชัยชนะในระยะยาว ดังที่เราจะเห็นได้จากความสำเร็จของ แอนดรอยด์ ในเอเชีย กูเกิล ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการเปิดกว้างต่อคู่ค้า พันธมิตร ภูมิภาค และแนวคิดใหม่ๆ”  ชมิดท์ ทิ้งท้าย

source: wiseknow

One Response to เปิด 3 กฎเหล็ก “อีริค ชมิดท์” ดันนวัตกรรมทะลุโลก

  1. Kueng Mkt พูดว่า:

    การเปิดกว้างไม่ใช่แค่หลักในทฤษฏี แต่เป็นกลยุธทที่จะทำให้เราได้รับชัยชนะในระยะยาว!!(Eric Schmidt)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: