เครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดเดือน ส.ค. การใช้จ่ายในประเทศขยายตัว แต่การส่งออกเริ่มชะลอตัว

ภาพ รวมของการฟื้นกำลังการผลิตที่กระจายไปในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตยานยนต์ (หลังจากที่ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตคลี่คลายลง) ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศของรัฐบาลบางมาตรการ ที่เริ่มดำเนินการแล้วในเดือนสิงหาคม 2554 ช่วยส่งผลทำให้เครื่องชี้การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการผลิตภาคอุตสาหกรรม เริ่มกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้น และสถานการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นแรงหนุนต่อเนื่องต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 อย่างไรก็ดี คงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ยากจะหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่ เหลือของปี 2554 ได้แก่ ทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ตลอดจนผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงในหลายพื้นที่ของไทย

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจ เดือนสิงหาคม 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 :-

 การส่งออกเดือนสิงหาคม ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ชะลอลงจากร้อยละ 36.4 (YoY) ในเดือนกรกฎาคม ส่วนการนำเข้าใน เดือนส.ค.นั้น เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.9 (YoY) เร่งขึ้นจากร้อยละ 13.2 (YoY) ในเดือนก.ค. ทั้งนี้ แม้การส่งออกจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้ส่งผลให้ดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลลดลงมาอยู่ที่ 0.705 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนส.ค. จากที่เกินดุลมากถึง 4.552 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.ค. ขณะที่ ดุลบริการฯ ที่ขาดดุลมากถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ฯ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด พลิกจากที่เกินดุล 3.4 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก่อนหน้า มาบันทึกยอดขาดดุลที่ 0.7 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนส.ค.

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.6 (MoM) และร้อยละ 5.4 (YoY) ในเดือนส.ค. หลังจากที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.1 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า โดยองค์ประกอบที่สะท้อนการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีทิศทางดีขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่ง และปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันเบนซินและดีเซล

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) เร่งตัวขึ้นร้อยละ 1.9 (MoM) และร้อยละ 8.3 (YoY) ในเดือนส.ค. หลังจากที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 6.5 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า โดยองค์ประกอบที่สะท้อนการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีทิศทางดีขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบด้วย การนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งขยับสูงขึ้นตามทิศทางการนำเข้าเครื่องจักรในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตตามแผนการลงทุนของหลายบริษัท ส่วนปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ก็ขยายตัวสูงขึ้นหลังจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลายลง

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น ยังคงมีทิศทางปะปนกันในเดือนส.ค. โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 83.4 และ 102.5 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ซบเซาของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของเศรษฐกิจไทย และแม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวขึ้นมาที่ 52.2 ในเดือนส.ค. แต่ความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้น

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนส.ค. พลิกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ที่ร้อยละ 3.9 (MoM) และร้อยละ 7.0 (YoY) เทียบกับที่หดตัวลงร้อยละ 0.7 (YoY) ในเดือนก.ค. โดยภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นไปในหลายหมวดอุตสาหกรรม ซึ่งก็ช่วยหนุนให้อัตราการใช้กำลังการผลิตขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 64.7 ในเดือนส.ค. เร่งขึ้นจากร้อยละ 63.1 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขยายตัวถึงร้อยละ 15.1 (YoY) นำโดย การเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 ของการผลิตยานยนต์ที่เร่งขึ้นเพื่อส่งมอบรถยนต์ตามคำสั่งซื้อคงค้างในช่วง ก่อนหน้า ขณะที่ การผลิตในอุตสาหกรรมที่เน้นส่งออก ก็ฟื้นกลับมาขยายตัวอีกครั้งที่ร้อยละ 6.6 (YoY) โดยเฉพาะการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับอานิสงส์จากความ ต้องการจากจีน ส่วนการผลิตในอุตสาหกรรมที่เน้นขายในประเทศ เติบโตร้อยละ 3.3 (YoY) ตามการผลิตปิโตรเลียมที่มีการเร่งกำลังการผลิตก่อนจะปิดปรับปรุงโรงกลั่น น้ำมันเพื่อให้ได้มาตรฐาน Euro 4 และเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น หลังระดับราคาขายปลีกปรับตัวลดลงจากมาตรการของรัฐบาลที่เว้นการนำส่งเงิน เข้ากองทุนน้ำมันบางประเภท

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตเดือน ส.ค. กลับมาขยายตัวร้อยละ 3.5 (YoY) หลังจากที่หดตัวลงร้อยละ 7.1 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า นำโดย ผลผลิตมันสำปะหลังเนื่องจากผลกระทบของเพลี้ยแป้งบรรเทาลง ขณะที่ ผลผลิตข้าวหดตัวในอัตราที่น้อยลง ขณะที่ ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 9.0 ในเดือนส.ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาข้าว สุกร และยางพารา

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น ขยับลงจากระดับในเดือนก่อนหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี โดยเป็นผลจากอานิสงส์ของทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก และมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศของรัฐบาล ที่หักล้างผลการปรับขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหาร ทั้งนี้ ระดับราคาสินค้าผู้บริโภคปรับตัวลงร้อยละ 0.33 (MoM) และชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.03 (YoY) ในเดือนก.ย. จากร้อยละ 4.29 (YoY) ในเดือนส.ค.

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนก.ย 2554 ที่ระดับ 31.07 อ่อนค่าจากระดับ 29.94 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนส.ค. โดยยังคงถูกกดดันจากการปรับลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลาง ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และวิกฤตหนี้ยุโรป

 สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2554 นั้น คาดว่า ทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงในหลายพื้นที่ของไทย ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อทิศทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2554 อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะในส่วนของภาคการส่งออกเดือนท้ายๆ ของปี 2554 อาจสะท้อนภาพการชะลอตัวที่ชัดเจนมากขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: