โอกาสยางพาราไทยในตลาดโลก

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นคิดเป็นร้อยละ 34 ของยางธรรมชาติทั้งหมด โรง งานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง มีจำนวนทั้งสิ้น 524 โรงงาน โรงงานส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 52 จะตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกนั้น จะกระจายตัวอยู่ในภาคต่างๆ

การผลิตยางในไทยแบ่งเป็น

1.ยางแปรรูปขั้นต้น ได้แก่ น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางอบแห้ง และยางแท่ง ซึ่งตลาดต้องการมากที่สุดคือยางแท่ง และยางแผ่นรมควัน เพราะยางทั้งสองชนิดนี้นำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์
2.ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ที่ไทยผลิตนั้นยังแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ ยางยานพาหนะหรือยางวงล้อ และผลิตภัณฑ์ยางที่ไม่ใช่ยางวงล้อ โดยสัดส่วนการใช้ยางในแต่ละอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยางแยกเป็น ยางยานพาหนะร้อยละ 46-51 ถุงมือยางร้อยละ 13-15 ยางรัดของร้อยละ 8-10 และยางอื่นๆร้อยละ 24-33 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งตามนโยบาย ของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่สำคัญของ โลก

จากข้อมูลองค์กรยางระหว่างประเทศ(IRSG) คาดว่าปี 2554 ผลผลิตยางธรรมชาติโลกเพิ่มขึ้นที่ปริมาณ 10.99 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบ กับปีที่ผ่านมา(YoY) โดยไทยยังคงผลิตยางธรรมชาติได้เป็นอันดับ 1 คือ 3.44 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 รองลงมาคืออินโดนีเซีย 2.86 ล้านตัน(ร้อยละ 4.5) มาเลเซีย 1.11 ล้านตัน(ร้อยละ 18.2)และอินเดีย 916,000 ตัน(ร้อยละ 7.7) ประเทศผู้ผลิตที่น่าจับตามองคือ เวียดนาม คาดว่าปี 2554 เวียดนามจะผลิตยางได้ 795,000 ตัน(ร้อยละ 5.4) ทำให้เวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิต ยางอันดับ 5 ของโลก

ส่วนความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลก คาดว่าปี 2554 จะมีปริมาณความต้องการเพิ่มเป็น 10.97 ล้านตันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 YoY ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะมาจากตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ รวมทั้งตลาดในอเมริกาใต้ เช่น บราซิล เป็นต้น ปี 2554 คาดว่าจีนมีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 คือ 3.75 ล้านตัน รองลงมาคืออินเดีย 1.06 ล้านตัน สหรัฐฯ 879,000 ตัน และญี่ปุ่น 789,000 ตัน

สำหรับการผลิตยางของไทย ในปี 2554 เนื้อที่กรีดได้รวมทั้งประเทศ 12.708 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วหรือร้อยละ 5.4 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 3.31 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 8.6 เนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้นมากในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผลจากการสนับสนุนของภาครัฐ ในปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ราคายางพาราอยู่ใน เกณฑ์ดี เกษตรกรจึงหันมาปลูกยางพาราซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการปลูกพืชเศรษฐ กิจอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น และปลูกพืชอื่นแซม เช่น สับปะรด เป็นต้น ส่วนภาคใต้มี เนื้อที่กรีดได้ลดลงจากปีที่แล้ว เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนเข้าร่วมโครงการโค่นยางแก่ เพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดี และปาล์มน้ำมัน รวมทั้งปี 2553 แหล่งผลิตบางแห่งประสบอุทกภัย และ วาตภัยในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ต้นยางพาราล้ม ภาพรวมทั้งประเทศผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคกลาง และภาคใต้ ในภาคใต้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นถ้าสภาพภูมิอากาศปกติ ปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง และราคาจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น แม้ว่าบางแหล่งผลิตทางภาคใต้ต้นยางเป็นโรคใบร่วง จากการที่ปลายปี 2553 มีฝนตกหนักติดต่อ กันนานหลายวัน และเกิดอุทกภัยในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ได้น้ำยางน้อย สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลผลิตต่อไร่ลดลง เนื่องจากต้นยางพาราส่วนใหญ่เริ่มเปิดกรีดได้ เป็นปีแรกจึงทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ

สำหรับความต้องการใช้ยางพาราในประเทศปี 2554 คาดว่าประมาณ 0.42 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 YoY (คิดเป็นร้อยละ 14.0 ของปริมาณการ ผลิตยางทั้งหมด) เนื่องจากนโยบายการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น กอปรกับมีนักลงทุนต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทยในการขยายการผลิต ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ โดย เฉพาะการขยายกำลังการผลิตยางรถยนต์ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนมีทั้งบริษัทผู้ผลิตยางรายใหญ่ของ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งนักลงทุนจากจีน นอกจากนี้ การขยาย การผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆก็ได้รับความสนใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากญี่ปุ่น และจีน โดยเฉพาะสายพาน ยางยืด ยางรัด และอะไหล่รถยนต์
มูลค่าการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นของไทย ประกอบด้วย ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้นและยางพาราอื่นๆ คาดว่าในปี 2554 มูลค่าการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 13,500 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 71.0 เนื่องจากคาดว่ามูลค่าการส่งออกยางจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศผู้ใช้ยางที่สำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อินเดีย และ มาเลเซีย มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ตามภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ อินเดียมีการนำเข้ายางธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปริมาณการผลิตยางภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ประกอบกับกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี ก็มีส่วนช่วยผลักดันการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ให้ ขยายตัวขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิ รวมทั้งวิกฤตนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้โรงงานผลิตยางรถยนต์ในญี่ปุ่นบางแห่งหยุดดำเนินการผลิต ส่งผลให้คำสั่งซื้อยางพาราลดลง เห็นได้ชัดจากระดับราคายางพาราที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นของเหตุ ภัยพิบัติดังกล่าว แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะยางรถยนต์ของไทยได้รับผลดีจากการเข้าไปทำตลาดได้มากขึ้นในช่วงที่ ญี่ปุ่นฟื้นฟูประเทศ ประเด็นที่ยังต้องติดตาม คือ ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จากวิกฤตของสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัวด้วย ส่งผลต่อความต้องการซื้อรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย

สำหรับถุงมือยาง/ถุงมือตรวจ มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ตามกระแสความวิตกกังวลเรื่องการรักษาสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ เยอรมนี และอังกฤษ สำหรับประเทศคู่แข่งที่สำคัญ คือ มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ พื้นที่ปลูกยางใหม่ของประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เริ่มให้ผลผลิตน้ำยางแล้ว ทำให้ผลผลิตยางพาราของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากการแย่งสัดส่วนตลาดส่งออก

ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นที่สำคัญของไทย คือ จีน(สัดส่วนร้อยละ 31.0) ญี่ปุ่น(ร้อยละ 13.8) มาเลเซีย(ร้อยละ 16.2) สหรัฐฯ(ร้อยละ 7.3) เกาหลีใต้(ร้อยละ 7.1) และบราซิล(ร้อยละ 3.8) โดยจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใช้ยางอันดับหนึ่งของโลก อันเป็นผลมาจากการขยายตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีน ส่วนมาเลเซียหัน มานำเข้ายางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำยางข้น เนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมถุงมือยางในประเทศ และผลจากการที่มาเลเซียหันไปขยายการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนยาง ทำให้ผลผลิตยางไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ

สัดส่วนการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นของไทย ยางแผ่นรมควันยังคงมีสัดส่วนเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 31.7 รองลงมาคือ น้ำยางข้นสัดส่วนร้อยละ 23.8 ที่ เหลืออีกร้อยละ 44.5 เป็นยางแท่งและยางอื่นๆ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ปี 2552 ผู้ประกอบการยางของไทยหันไปผลิตยางคอมปาวน์เพื่อส่งออกไปจีนทดแทนการส่งออก ยางแท่ง เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการที่จีนลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางเหลือร้อยละ 0

สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งประกอบด้วย ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง ยางรัดของ หลอดและท่อ สายพานลำเลียงและส่งกำลัง ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในทางเภสัชกรรม ยางวัลคาไนซ์ และ ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ คาดการณ์ว่าในปี 2554 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.0

ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทยของไทย คือ จีน(ร้อยละ 22.0) สหรัฐฯ(ร้อยละ 19.6) ญี่ปุ่น(ร้อยละ 6.2) มาเลเซีย(ร้อยละ 5.9) และ เวียดนาม(ร้อยละ 3.2) โดยสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ยางแยกเป็น ยางยานพาหนะร้อยละ 41.7 ถุงมือยางร้อยละ 14.9 ที่เหลือเป็นยางประเภทหลอดและท่อ สายพานลำเลียง ยางเภสัชกรรม ยา วัลคาไนซ์ และยางรัดของ การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางถือว่ายังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะยางนอกรถยนต์ เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับความต้องการถุงมือยางในตลาดโลก ยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นที่ใช้ในทางการแพทย์ และใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ

สำหรับด้านราคายางในปี 2554 ถึงแม้ว่าในช่วงต้นปีราคายางจะลดลงมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคายางสูงมาก จีนซึ่งมียางพาราสต็อกยางสำรองใน ปริมาณสูงจึงได้ชะลอการสั่งซื้อยางพาราจากไทยออกไป ภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและสึนามิ รวมทั้งวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ก็ทำให้ญี่ปุ่นชะลอการสั่งซื้อยางออกไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงระยะสั้น เนื่องจากภาคการผลิตยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และยางพาราที่สำรองไว้ของจีนเริ่มหมดลง ทำให้จีนกลับมาสั่งซื้อยางพารา ซึ่งจะทำให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้นอีกครั้ง และคาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

ส่วนราคายางไทยคาดว่ามีโอกาสผันผวนเช่นเดียวกับในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ดังนี้

1.ปัจจัยเสี่ยงด้านการผลิต จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณการผลิตยาง และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคายาง โดย ในช่วงครึ่งหลังปี 2554 ราคายางยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ว่าความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และความต้องการในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่สภาพ ฝนตกชุกในแหล่งผลิตยางสำคัญของไทย และการเข้าสู่ช่วงฤดูยางผลัดใบของอินโดนีเซีย ทำให้ปริมาณยางออกสู่ตลาดมีจำกัด

2.ปัจจัยเสี่ยงด้านความต้องการ ทางด้านบวกคือ ความต้องการยางจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยปี 2553 คาดว่าจีนจะผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดมากกว่า 17 ล้านคัน และปี 2563 คาดว่าจีนจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ (Auto Manufacturing Center) ชั้นนำของโลกที่มีกำลังการผลิตถึง 30 ล้านคันต่อปี นอกจากนี้ จีนจะพัฒนาเป็นฐาน การผลิตรถยนต์สีเขียว (Green Auto) ที่ใช้พลังงานทดแทน และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดมาตรฐานรถยนต์ของโลกในอนาคต ส่วนด้านลบ จากราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่ง ผลให้ผู้ประกอบการมีแนวความคิดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดการใช้ยาง ธรรมชาติและยางสังเคราะห์ลงร้อยละ 50 ในปี 2563 เพื่อลดความเสี่ยงของต้นทุนวัตถุดิบ โดยยางล้อยัง คงมีคุณสมบัติเช่นเดิม แนวความคิดดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณความต้องการยางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวแล้วไทยยังจะสามารถขยายการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์จากการที่ประเทศ คู่เจรจาเขตการค้าเสรี ทยอยลดภาษีตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป เช่น อินเดียลดภาษีนำเข้ายางผสมคาร์บอนเบล็กหรือซิลิก้า ผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเภสัชกรรม(ไม่รวมถุงยางอนามัย) และถุงมือเล่นกีฬา จากร้อยละ5-7 เหลือร้อยละ 0 ในปี 2556 จีนลดภาษีนำเข้ายางธรรมชาติในลักษณะปฐมหรือยางแปรรูปขั้นต้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ในปี 2558 เป็นต้น

3.ปัจจัยเสี่ยงด้านกระแสสิ่งแวดล้อม ความต้องการยางล้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และโรงงานผลิตยางล้อมีความจำเป็นต้องลดปริมาณก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น โรงงานผลิตยางล้อจึงต้องการยางคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีความหนืด และปริมาณเจลต่ำ(Low viscosity and low gel) โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ได้เสนอบรรจุยาง คุณภาพพิเศษ ในมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ดังนั้น ผู้ประกอบการควรได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในด้านการแข่งขัน

ประเด็นที่ต้องติดตามสำหรับธุรกิจยางแปรรูปขั้นต้น และผลิตภัณฑ์ยาง คือ

– การย้ายฐานเข้ามาลงทุนในไทยของนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน โดยอาศัยอานิสงส์จากกรอบเขตการค้าเสรีเข้ามาตั้งโรงงาน ผลิตภัณฑ์ยางในไทย ทั้งยางแผ่น ยางแท่ง ยางคอมปาวน์ และยางรถยนต์ แล้วส่งกลับไปจีน และใช้ไทยเป็นฐาน ประเด็นที่นักลงทุนจีนเลือกมาลงทุนในไทย เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตยาง อันดับหนึ่งของโลก มีความพร้อมของสาธารณูปโภคพื้นฐาน และมีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างไทยกับจีน โดยขนส่งผลิตภัณฑ์ยางจากแหล่งผลิตยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังจีน หรือ เลือกเส้นทางขนส่งไปยังท่าเรือดานัง ในเวียดนามแล้วส่งต่อไปจีน ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าขนส่งมากกว่าการใช้เส้นทางขนส่งมาท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรืองกรุงเทพฯ นอกจากนี้ นักลงทุนต่าง ประเทศยังสามารถอาศัยฐานการผลิตจากไทย ส่งออกไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาค และประเทศที่สามได้อีกด้วย

– การย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุนไทยไปยังต่างประเทศ ซึ่งแยกออกได้เป็นการเข้าลงทุนปลูกยางในกัมพูชา ลาว และพม่า ทำให้ในอนาคตไทยจะมีคู่ แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากทั้งจีนและเวียดนามก็เข้าไปลงทุนปลูกยางในประเทศเหล่านี้เช่นกัน ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ก็จะเป็นแหล่งวัตถุดิบของไทยในอนาคตเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้จาก สถิติการนำเข้าของทั้งจีนและไทย เริ่มมีการนำเข้าจากประเทศเหล่านี้แล้ว แม้ว่ามูลค่ายังไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนไทยการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน ผลิตภัณฑ์ยางในเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งในอนาคตจะเป็นคู่แข่งในการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยเช่นกัน

การศึกษาของผู้เกี่ยวข้องกับวงการค้ายาง และบรรดาสำนักวิจัยในต่างประเทศสรุปผลตรงกันว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าไทยยังคงเป็นผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลกโดยจะมีการขยายตัวของผลผลิตร้อยละ 1.0 ต่อปี ส่วนประเทศมาเลเซียคาดว่าผลผลิตจะลดลงในอนาคตโดยมีอัตราหดตัวลงร้อยละ 2.0 ต่อปี ในขณะที่อินโดนีเซียนั้นผลผลิตจะเพิ่ม ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.0 ต่อปี ดังนั้น มีโอกาสอย่างมากที่ไทยอาจตกอยู่ในอันดับสองรองจากอินโดนีเซียในการผลิตยาง ของโลก ส่งผลให้การส่งออกยางธรรมชาติมีส่วน แบ่งลดลงในตลาดโลก

ประเทศผู้ผลิตที่น่าจับตามองคือ เวียดนาม แม้ว่าผลผลิตยางของเวียดนามยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตยาง รายใหญ่ แต่ผลผลิตยางของ เวียดนามมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาประเทศผู้ผลิตยางทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นทั้งในลักษณะของผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่และเนื้อที่ปลูกยาง

สำหรับแนวโน้มที่สำคัญของอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ของไทย คือ

– การขยายพื้นที่ปลูกยางในระยะที่ 3 ปี 2554-2556 เป็นการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 และวันที่ 21 ธันวาคม 2553 เห็นชอบในโครงการดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ ส่งเสริมการปลูกยางพันธุ์ดีในเขตพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งสิ้น 800,000 ไร่ แบ่งออกเป็นภาค เหนือ 150,000 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 500,000 ไร่ ภาคกลางและภาคตะวันออก 100,000 ไร่ และภาคใต้ 50,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 160,000 ราย มีรายได้คิดเป็น มูลค่า 224,000 บาทต่อรายต่อปี รวมถึงเกิดการสร้างงานในท้องถิ่น มีแรงงานภาคเกษตรไม่น้อยกว่า 100,000 คน ช่วยลดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานภาคการเกษตร และผลผลิตยาง ธรรมชาติของประเทศเพิ่มขึ้น นับจากปี 2562 เป็นต้นไป ส่วนภาครัฐเองก็จะมีรายได้จากการเก็บเงินจากผู้ส่งออกยาง เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,112 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับเป็นทุนสงเคราะห์ ชาวสวนยาง

– แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางไทย การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราปี 2552-2556 โดย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ สาระสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านยาง การเพิ่มผลผลิต สนับสนุนด้านการตลาด เพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติโดยการ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ลดการส่งออกวัตถุดิบยางไปยังตลาดต่างประเทศ และเพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศไทยให้มากขึ้น ยุทธศาสตร์พัฒนา ยางพาราปี 2552-2556 มีกลยุทธ์หลักในการดำเนินการ 8 กลยุทธ์ด้วยกันคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพยางที่เป็นวัตถุดิบ การพัฒนาระบบตลาดยางในประเทศและต่าง ประเทศ การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมแปรรูปยาง ผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา การปรับปรุงระบบบริหารจัดการภาครัฐ ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน การสนับสนุนการวิจัย เสริมรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง และการพัฒนาบุคลากร ส่วนเป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับหลังจากสิ้นสุดแผนในปี 2556 แล้ว คือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราภายในประเทศต่อหน่วยพื้นที่ ไปอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศขึ้นอีกร้อยละ 46 ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางของ ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติมากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยาง จาก 178,935 ล้านบาท ในปี 2551 เป็น 230,000 ล้านบาท ในปี 2556 เกษตรกรมีรายได้จากการทำสวนยางไม่น้อยกว่าปีละ 15,000 บาทต่อไร่ และเกษตรกรชาวสวนหรือคนกรีดยางมีสวัสดิการสังคม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: