ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ไทย : เร่งพัฒนาตราสินค้า…สร้างความพร้อมก่อนก้าวสู่ AEC

ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะกลายเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันถึงประมาณเกือบ 600 ล้านคน โดยจากรายงานของIMF(เดือนกันยายน 2554) พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชา ชาติหรือ GDP ของประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมกันในปี 2553 มีประมาณ 1,865.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้เฉลี่ยประมาณ 9,503.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี คาดว่าในปี 2558 GDP ของประเทศสมาชิกในAEC รวมกันจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณเกือบ 3,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในอาเซียนคาดว่าจะอยู่ ที่ประมาณ 12,452.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่สูงของตลาดอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจของไทยจำเป็นต้องให้ความสนใจ เนื่องจาก เป็นโอกาสที่สินค้าไทยจะสามารถขยายมูลค่าการส่งออกได้เพิ่มขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดและอุปสรรคที่ลดลง ทั้งในส่วนของข้อจำกัดด้านภาษีและข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งจะช่วยสร้าง ความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับสินค้าไทยกับสินค้านอกกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการของไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ในการส่งสินค้าไปยังตลาดอา เซียนก็คือ การสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าของผู้ซื้อ ผ่านการสร้างเครื่องหมายตราสินค้า (Branding) ให้เป็นที่รู้จักและสร้างความโดดเด่น แตกต่างและเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ตราสินค้าที่ได้รับความนิยม จะนำมาซึ่งอำนาจต่อรองด้านราคาให้กับธุรกิจ และจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกด้วย อาเซียนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทยแทนที่ประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2547 หรือเมื่อประมาณ 8 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา ไทยและอาเซียนมีมูลค่าการค้า ระหว่างกันประมาณ 74,661.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 19.8 ของมูลค่าการค้าไทย ในขณะที่มูลค่าการค้ากับญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 58,267.3 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯสัดส่วนร้อยละ 15.3 สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกปี 2554 ไทยกับอาเซียนมีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 62,637.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3)คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20.1 ของมูลค่าการค้าไทย โดยไทยส่งออกไปยังอาเซียนคิดเป็นมูลค่า 36,560.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 26,076.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน 10,483.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการส่งออกของสินค้าไทยไปยังตลาดอาเซียน ทั้งนี้ หากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC เกิดขึ้น คาดว่าสินค้าไทยจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนได้อีกมาก เนื่องจากที่ผ่านมา สินค้าไทยมีการพัฒนา คุณภาพและมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง จนมีชื่อเสียงเป็นที่เชื่อถือของผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ซื้อในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม ซึ่งต่างให้ความนิยมในสินค้าอุปโภค บริโภคที่ผลิตจากไทย จนสินค้าบางตัวสามารถสร้างความภักดีต่อตราสินค้าในกลุ่มผู้ซื้อในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมา สินค้าไทยจะได้รับความนิยมและยอมรับทางด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าจากผู้ซื้อในอาเซียน แต่ยังคงมี ผู้ประกอบการของไทยอีกเป็นจำนวนมาก ที่ละเลยหรือไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเครื่องหมายตราสินค้าเท่าที่ควร ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่นิยมทำธุรกิจในลักษณะการเป็นผู้ รับจ้างผลิตสินค้า ตามรูปแบบและเครื่องหมายการค้าที่ลูกค้ากำหนด(OEM : Original Equipment Manufacturer) โดยครอบคลุมสินค้าที่หลากหลาย อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภค บริโภค เป็นต้น ทั้งที่เป็นการรับจ้างผลิตให้กับผู้ว่าจ้างในประเทศ และผู้ว่าจ้างที่เป็นเจ้าของยี่ห้อหรือตราสินค้าอันเป็นที่ยอมรับกัน ในต่างประเทศ ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ตราสินค้านั้นถือว่ามีประโยชน์ต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก ทั้งการสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้าของธุรกิจกับสินค้าของคู่แข่ง การสร้าง ภาพลักษณ์ภายนอกให้รู้ว่า ผู้ที่ใช้สินค้าหรือเครื่องหมายตราสินค้านี้มีรสนิยมและฐานะอย่างไร การสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ซื้อว่าได้สินค้าตรงกับบริษัทผู้ผลิตที่ต้องการ นอกจากนี้ ผู้ผลิตที่มีเครื่องหมายตราสินค้าที่แข็งแกร่ง และมีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค จะมีความสามารถหรืออำนาจต่อรองทางด้านราคาได้สูงกว่าสินค้าที่ไม่มีตราสินค้า ของตนเอง ประการสำคัญ ยังช่วยให้สินค้านั้นมีความสามารถการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้จากสถิติของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) พบว่า จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยปี 2553 มี ประมาณ 2.92 ล้านราย เป็นผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง 2.91 ล้านราย(สัดส่วนร้อยละ 99.6 ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด) และเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ประมาณ 9 พันราย ในขณะที่เมื่อพิจารณาสถิติของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จำนวนเครื่องหมายการค้าที่ผู้ประกอบการธุรกิจของไทยได้จดทะเบียนไว้ ตั้งแต่ปี 2542-2553 มีจำนวนรวม153,692 เครื่องหมายการค้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการที่มีอยู่ ในขณะที่ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามา จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยตั้งแต่ปี 2542-2553 มีจำนวนรวม 103,288 เครื่องหมายการค้า ซึ่งจำนวนมีความแตกต่างจากผู้ประกอบการไทยไม่มาก แสดงให้เห็นถึง ความตื่นตัวทางด้านการปกป้องตราสินค้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

จำนวนเครื่องหมายการค้าจำแนกไทย-ต่างประเทศ

 

หน่วย : เครื่องหมายการค้า
ปี จำนวนการจดทะเบียน
ไทย ต่างประเทศ รวม
2553 13,268 8,562 21,830
2552 11,981 10,502 22,483
2551 12,574 9,367 21,941
2550 14,769 9,871 24,640
2549 15,595 8,520 24,115
2548 18,497 8,948 27,445
2547 15,918 7,614 23,532
2546 11,440 6,543 17,983
2545 13,281 9,865 23,146
2544 11,453 8,484 19,937
2543 7,686 6,531 14,217
2542 7,230 8,481 15,711
รวม 153,692 103,288 256,980

ที่มา : กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ในการพัฒนาเครื่องหมายตราสินค้า เพื่อขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศที่สำคัญจะ มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเด็น ซึ่งมีรายละเอียดของปัญหาและแนวทางแก้ไข ดังนี้

ประเด็นแรก การไม่มีตราสินค้าของตนเอง การพัฒนาตราสินค้าของตนเองนั้น จำเป็นต้องมีภาระค่าใช้จ่ายหลายประการ ทั้งค่าใช้จ่ายทาง ด้านการพัฒนาวิจัย รูปแบบและตราสินค้า ในขณะเดียวกันก็ต้องมีแผนการตลาดและงบประมาณที่สูง ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อให้ผู้ซื้อนิยมต่อรูปแบบ คุณภาพ สินค้า รวมทั้งความพึงพอใจในตราสินค้าหรือชื่อเสียงของบริษัท ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจแบบนี้ได้จะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ส่วนผู้ประกอบการราย ย่อยจะมีอุปสรรคทางด้านเงินทุนค่อนข้างมาก บางส่วนจึงขาดความสนใจในการพัฒนาตราสินค้าของตนเอง

แนวทางแก้ไข

ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักวิตกเกี่ยวกับงบประมาณที่ต้องใช้ในการพัฒนาเครื่องหมายตราสินค้าของตนเอง รวมทั้งกังวลว่าตราสินค้า ของตนเองจะไม่สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว การสร้างตราสินค้าในช่วงเริ่มต้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงโดยผู้ ประกอบการอาจจะเริ่มต้นสร้างการรับรู้ตราสินค้าผ่านสื่อ Social Media ที่สามารถทำให้ตราสินค้าเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ตราสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาจมีประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้ต่อผู้ซื้อได้ไม่แพ้ตราสินค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่ หากผู้ประกอบการสามารถกำหนดตลาดได้ว่า ลูกค้าเป็นกลุ่มใด มีความต้องการสินค้าลักษณะใด รวมทั้งมีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเป็นที่เชื่อถือของผู้ซื้ออย่างสม่ำเสมอ ก็จะเกิดการสื่อสารแบบปากต่อปาก ทำให้เกิดการเชื่อถือตราสินค้าแพร่หลายออกไป

ประเด็นที่สอง ตราสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี เนื่องจากปัจจัยหลายประการ อาทิ การมีงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยอดจำหน่ายของบริษัทที่ยังไม่ใหญ่มากนัก ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ยังไม่กล้าที่จะทุ่มเม็ดเงินโฆษณาตราสินค้าเพื่อทำตลาด ซึ่งต่างจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งมีงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับและมีความภักดีต่อตราสินค้าได้ระดับหนึ่ง ซึ่งบางตราสินค้า นอกจากจะเป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาดในประเทศแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับในระดับ ภูมิภาคหรือระดับโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่ม อาหาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เป็นต้น

แนวทางแก้ไข

การทำให้ผู้ซื้อในตลาดอาเซียนรู้จักสินค้าและเครื่องหมายตราสินค้าของบริษัท ผู้ประกอบธุรกิจของไทย จำเป็นต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นสื่อท้องถิ่น และสื่อออนไลน์ รวมทั้งการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศแล้วมีการถ่ายทอดไปในประเทศอาเซียน อาทิ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ หรือกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศนั้นๆ เช่น การแข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมที่เป็นวัฒนธรรม ประเพณีในท้องถิ่น รวมถึงการจัดงานคอนเสิร์ตของศิลปินส์ที่รู้จัก เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ดังนั้น การเป็นส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ผู้บริโภครู้จักตรายี่ห้อของสินค้าได้เร็วขึ้น

ประเด็นที่สาม การรักษาตราสินค้าให้อยู่ในตลาดอย่างมั่นคงในระยะยาว การทำให้สินค้าเป็นที่รับรู้และต้องการของตลาด เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ การทำให้สินค้าสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน บางตราสินค้าอยู่ในตลาดไม่นาน ก็ถูกคู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไป ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากหลากหลายปัจจัย ได้แก่ ขาดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับพฤติกรรมการซื้อที่หลากหลาย ขาดการรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อตอกย้ำหรือสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคู่แข่งสามารถพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า

แนวทางแก้ไข 

ตราสินค้า ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยทางด้านการรับรู้ในตัวสินค้า และช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อครั้งแรกและซื้อซ้ำในครั้งต่อไป ดังนั้น การที่จะทำให้ตราสินค้าเป็นที่รู้จักเชื่อถือจากผู้ซื้อในตลาดได้ระยะยาว สิ่งสำคัญจะอยู่ที่การรักษาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าอย่างสม่ำเสมอ การศึกษาถึงความต้องการของผู้ซื้อใน แต่ละกลุ่มที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตสินค้า ทั้งตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้ เป็นที่เชื่อถือของผู้ซื้อ จนเกิดความภักดีและมีความทรงจำที่ดีต่อตัวสินค้าในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ การถูกละเมิดเครื่องหมายหรือตราสินค้า ที่ผ่านมามีสินค้าไทยเป็นจำนวนมาก ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ตราหรือเครื่องหมายการค้า ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสินค้าไทยถือว่ามีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพมาตรฐาน ทั้งทางด้านความสวยงาม ความคงทน ความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการละเมิดตราสินค้าของไทย ในหลายๆกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง รองเท้า สินค้า อุปโภค-บริโภค เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้ การละเมิดเครื่องหมายตราสินค้าของไทยในต่างประเทศ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะคือ กรณีที่เจ้าของสินค้า และบริการของไทย ได้เข้าไปจดทะเบียนเพื่อรับการคุ้มครองแล้ว แต่สินค้าก็ยังถูกละเมิด ซึ่งอาจละเมิดโดยใช้ตราสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงเพื่อให้ผู้ซื้อหลงผิด หรือการที่มีเจตนาลอกเลียนแบบให้เหมือนกับสินค้าไทยทั้งรูปลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ และตราสินค้า ส่วนอีกประเภทก็คือ เจ้าของสินค้าและบริการในไทยไม่ได้ใช้สิทธิ์เข้าไปจดทะเบียนคุ้มครอง ตราหรือเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจเกิดจากการจดทะเบียนเครื่องหมายหรือตราสินค้าในแต่ละประเทศมีภาระต้นทุน หรือไม่ก็มูลค่าตลาดในแต่ละประเทศยังไม่สูงมากนัก จึงไม่จูงใจให้มีการเข้าไปจดทะเบียนเครื่องหมายตราสินค้า จนทำให้บุคคลหรือธุรกิจในประเทศคู่ค้าเหล่านั้น นำเครื่องหมายตราสินค้าของไทยไปจดทะเบียนก่อน ซึ่งเมื่อสินค้าไทยถูกส่งออกไป ธุรกิจไทยก็จะถูกฟ้องร้องว่าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่มีการจดไว้ก่อน ทำให้ต้องเกิดคดีความ รวมทั้งต้องเสียเวลาในการยื่นเรื่องเพื่อทวงสิทธิ์เครื่องหมายการค้าคืน นอกจากนี้ ยังทำให้สินค้าไทยต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก จากการที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศที่มีการละเมิด

แนวทางแก้ไข

1.การเร่งจดทะเบียนเครื่องหมายตราสินค้าในตลาดต่างประเทศ หากผู้ประกอบธุรกิจของไทย มีความต้องการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยัง ต่างประเทศ เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นๆ จำเป็นต้องเร่งเข้าไปจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองสิทธิในประเทศต่าง ๆ ก่อนส่งสินค้าไปจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา การละเมิดเครื่องหมายตราสินค้า และมิให้ต่างประเทศนำเครื่องหมายการค้าของธุรกิจไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิได้เป็นเจ้าของ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์หรือชื่อเสียงของธุรกิจหรือตราสินค้า หากผู้ละเมิดผลิตสินค้าหรือบริการไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน

2.ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อรักษาสิทธิ์ทางด้านตราสินค้า ในกรณีที่รับรู้ถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการธุรกิจต้องร่วมมือกับภาค รัฐของไทย เพื่อเร่งแจ้งไปยังหน่วยงานของประเทศต่างๆที่ถูกละเมิดสิทธิ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นมีการแก้ไขและพิสูจน์ความเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายตราสินค้าที่ถูกต้อง

3.รณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านสื่อของประเทศต่างๆ เพื่อให้ผู้ซื้อในประเทศอาเซียน ได้เข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านคุณภาพ มาตรฐาน ระหว่างสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย ที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายตราสินค้าที่ถูกต้อง เปรียบเทียบกับสินค้าแบบเดียวกันที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ อาทิ ความแตกต่างทางด้านความคงทนแข็งแรง ความปลอดภัยทางด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการลอกเลียนแบบตราสินค้าได้ระดับหนึ่ง

4.สนับสนุนให้ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากมีการจดทะเบียนในประเทศใด จะ ได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายตราสินค้าจากประเทศสมาชิกที่เหลือ โดยอาจพิจารณาจากช่วงเวลาที่จดทะเบียนว่าใครจดก่อนจดหลัง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางด้านการละเมิดสิทธิ์ระหว่างประเทศสมาชิกให้ลดลงได้

กล่าวโดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี 2558 ได้นำมาซึ่ง โอกาสของธุรกิจไทย ในการขยายตลาดที่มีรายได้ประชาชาติหรือ GDP ของประเทศสมาชิกในAEC รวมกันถึงประมาณเกือบ 3,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้เฉลี่ยต่อ หัวของประชากรอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 12,452.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี อย่างไรก็ตาม ในโลกของการค้านั้น มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ที่ผลิตสินค้าออกมาในรูปแบบและ ลักษณะที่ใกล้เคียงกัน หรือมีประโยชน์ใช้สอยไม่แตกต่างกัน ทำให้ยากต่อการที่ผู้ซื้อจะจดจำหรือภักดีต่อสินค้าของธุรกิจแต่ละรายได้ ดังนั้น การสรรค์สร้างตราสินค้าของตนเองขึ้นมา เพื่อให้สินค้ามีความโดดเด่นแตกต่าง เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถจดจำ ไว้วางใจ และรู้สึกภักดีต่อตราสินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องทราบก่อนออก ไปขยายตลาดสู่ต่างประเทศก็คือ การเร่งจดทะเบียนเครื่องหมายตราสินค้าป้องกันเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง ไม่ให้ถูกละเมิดจากคู่แข่ง ซึ่งคาดว่าภายหลังจากการเกิดขึ้นของAEC ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ประการสำคัญก็คือ การวิจัยและพัฒนารูปแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อรักษาชื่อเสียงตราสินค้าของธุรกิจให้สามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: