AEC : อนาคตธุรกิจขนส่ง… เพื่อเปิดรับ AEC

อนาคตธุรกิจขนส่ง…เพื่อเปิดรับ AEC

อีกเพียง 3 ปีกว่า (ปี 2558) ก็จะถึงกำหนดการที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) เพื่อให้อาเซียนเกิดการรวมกลุ่มทาง เศรษฐกิจที่มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี ทั้งนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็น AEC นั้น ในช่วงที่ผ่านมาอาเซียนได้ดำเนินการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างกันตามกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่เดิม เช่น การลดภาษีการนำเข้าสินค้าระหว่าง กันให้เหลือร้อยละ 0 ในปี 2553 สำหรับประเทศสมาชิกเดิม (6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) และภายในปี 2558 สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ ( CLMV: กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) การยกเลิกข้อจำกัดการประกอบการด้านการค้าบริการในอาเซียน ภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าบริการอาเซียน (AFAS: ASEAN Framework Agreement on Services) การเปิดให้มีการลงทุนเสรีในอาเซียนและการให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติต่อนัก ลงทุนอาเซียน ภายใต้กรอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (Agreement on the ASEAN Investment Area: AIA) ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก็มีการพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง และประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบภายในของแต่ละประเทศที่เริ่มดำเนินการเพื่อการผ่อน คลายเพิ่มขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็น ก้าวสำคัญของประเทศไทย ซึ่งย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในหลายๆ มิติ

สำหรับธุรกิจขนส่ง ประเด็นที่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคือ การเปิดเสรีการค้าบริการในสาขาโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นสาขาบริการหนึ่งที่มีแผนจะเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้กรอบความ ตกลงอาเซียน (AFAS) ซึ่งมีเป้าหมายในการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบในปี 2556 โดยจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 49 ในปี 2551 เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในปี 2553 และร้อยละ 70 ในปี 2556 ทั้งนี้ เป้าหมายในการเปิดเสรีดังกล่าวข้างต้นได้มีการยืดหยุ่น (Flexibility) ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับการข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียน

ปัจจุบันระดับการเปิดตลาดการค้าบริการของไทยยังมีระดับการเปิดตลาดไม่สูงมากนัก โดยจำกัดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ ไม่เกินร้อยละ 49 ใน ทุกสาขาที่ไทยผูกพันไว้ตามตารางข้อผูกผันการเปิดเสรีการค้าบริการชุดที่ 7 ซึ่งยังไม่เกินกว่าที่กฎหมายภายในประเทศของไทยกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการจัดทำตารางข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการชุด ที่ 8 ซึ่งในข้อผูกพันชุดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับการเปิดตลาดบริการครั้งสำคัญ ของอาเซียน ซึ่งสมาชิกอาเซียนจะต้องอนุญาตให้นักลงทุนหรือนิติบุคคลสัญชาติอาเซียนเข้า มาลงทุนได้มากกว่ากฎหมายภายในของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งคงต้องติดตามรายละเอียดของข้อผูกพัน ที่ไทยจะทำความตกลงไว้ รวมทั้งติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

เป้าหมายการเปิดเสรีการค้าบริการเพื่อมุ่งสู่การเป็น AEC

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

  AEC หนุนความต้องการใช้บริการขนส่งในประเทศ…และเปิดโอกาสสู่ตลาดบริการโลจิสติกส์ที่ใหญ่ขึ้น

AEC จะเป็นปัจจัยหนุนที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในอาเซียนมากขึ้น และเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจในอาเซียน ทำให้ความต้องการใช้บริการด้านโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย AEC มีเป้าหมายที่จะทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตร่วมกัน ทำให้มีการเปิดเสรีเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงาน รวมทั้งเงินทุนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น เช่น การนำเข้าวัตถุดิบต้นทุนต่ำกว่าจากสมาชิกอาเซียนมาใช้ในการผลิตภายในประเทศ รวมทั้งขยายตลาดสินค้าและ บริการในอาเซียนเองก็น่าจะสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะหนุนความต้องการใช้บริการในธุรกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการเปิดเสรีโลจิสติกส์ก็ยังจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการขนส่งในการ เข้าถึงตลาดการให้บริการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งในอาเซียน และประเทศเพื่อนบ้านของอาเซียน ที่มีพรมแดนติดกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน โดยอาศัยความได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ และการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ตลอดจนความร่วมมือเพื่อการขนส่งระหว่างกันในภูมิภาค ซึ่งจากการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.85 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2553 เป็นประมาณ 3.11 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2559 และในช่วงปี 2554-2559 เศรษฐกิจของกลุ่ม ประเทศอาเซียนน่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.5-7.0 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่คาดว่าจะอยู่ที่ ระดับร้อยละ 4.4-4.7 ต่อปี โดยลาวและ เวียดนามเป็นประเทศที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มอาเซียนในระดับ ร้อยละ 7.6 และร้อยละ 7.1 ตามลำดับ ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวน่าจะส่งผลให้ตลาดโลจิสติกส์ในอาเซียนมี โอกาสขยายตัวได้อีกมาก

ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยบางประเทศยังเป็นตลาดที่ยังไม่เน้นการ บริการที่มีคุณภาพสูงมาก และยังมีผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนไม่มาก จึงน่าจะเป็นอีกตลาดที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยมีโอกาสเข้าไปให้บริการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานนั้น เช่น รับจ้างช่วงแก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งในส่วนของการผลิต และการให้บริการโลจิสติกส์ สำหรับตลาดความต้องการบริการโลจิสติกส์ในประเทศไทยยังอาจเติบโตตามเศรษฐกิจ ของอาเซียน ซึ่งจะมีมากขึ้น โดยการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนจะสร้างความน่าสนใจใน การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอาเซียน รวมทั้งไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหลายอย่าง เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงการสร้างพื้น ฐาน แรงงานฝีมือ และการพัฒนาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการใช้บริการในธุรกิจโลจิสติกส์ มากขึ้นตามมา โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติเริ่มให้ความสนใจเข้ามา ลงทุนในไทย เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตในอาเซียนแล้ว

AEC เป็นอีกโอกาสในการเป็นพันธมิตรหรือส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่ AEC จะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสในการหาพันธมิตร หรือรวมกิจการ หรือเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน เช่น รับจ้างช่วง กับผู้ประกอบการต่างชาติที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ หรือผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทยและอาเซียน จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับ ผู้ประกอบการรายใหญ่ นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และศึกษาการดำเนินกิจการในต่างประเทศที่มีมาตรฐาน เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ อีกด้วย

กลุ่มขนส่งยังได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายในประเทศ…แต่ยากจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

สภาพการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดการให้บริการโลจิสติ กส์อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ว่าในระยะสั้นการแข่งขันอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากหลังจากเริ่มต้นเปิดเสรีโล จิสติกส์ และเมื่อก้าวสู่การเป็น AEC ทั้งนี้ ในส่วนของการเปิดเสรีการค้าบริการโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่การเป็น AEC น่าจะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในไทย ซึ่งการแข่งขัน โดยรวมหลังจากเปิดเสรีโลจิสติกส์แล้วไม่น่าแตกต่างจากช่วงก่อนการเปิดเสรี โดยทันที เนื่องจากปัจจุบันได้มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจโล จิสติกส์ในรูปแบบของ Nominee เช่น การขนส่งสินค้าทางทะเล เป็นต้น ขณะที่สภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบันก็สูงอยู่แล้ว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนและดำเนินธุรกิจในเชิงรุกมาก ขึ้น เพื่อเตรียมขยายตลาดการให้บริการในภูมิภาคที่จะมีการแข่งขันและขยายตัวเพิ่ม ขึ้น โดยมีการนำเสนอบริการที่มีความหลากหลาย และครบวงจร อีกทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เช่น การบริการแบบ Door to Door รวมทั้งขยายพื้นที่การให้บริการที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ทุนมากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นภาระทางการเงินแก่ธุรกิจตามมา เช่น การให้ credit term แก่ลูกค้าที่มีระยะเวลานานขึ้น เป็นต้น โดยการแข่งขันในลักษณะดังอาจสร้างข้อจำกัดมากขึ้นแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการ ขนส่งสินค้าของคนไทยยังได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายเฉพาะในประเทศ ทำให้คาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยแม้จะมีการเปิด เสรีการค้าบริการ แต่การเปิดเสรีต้องไม่ขัดกับกฎหมายเฉพาะภายในประเทศของแต่ละธุรกิจโลจิสติ กส์ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่จำกัดหรือกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบ ธุรกิจโลจิสติกส์ของชาวต่างชาติในเฉพาะบางสาขา เช่น การขนส่งภายในประเทศทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และอากาศ ที่จำกัดการถือหุ้นและมีหลักเกณฑ์สำหรับการประกอบกิจการ ของชาวต่างชาติภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่มีข้อจำกัดการประกอบธุรกิจขนส่งเฉพาะสาขา เช่น การขนส่งทางบก ซึ่งมี พ.ร.บ.ขน ส่งทางบก พ.ศ.2522 รวมทั้ง กฎหมายที่กำหนดอาชีพสงวนสำหรับคนไทย 39 อาชีพ ซึ่งได้รวมอาชีพคนขับรถอยู่ด้วย (งานขับขี่ยานยนต์ ยกเว้น เครื่องบิน) ส่วนการขนส่งทางน้ำในประเทศมี พ.ร.บ. เรือไทย พ.ศ.2540 เป็นต้น

สำหรับกลุ่มบริการโลจิสติกส์ที่ไม่ใช่ขนส่งมีโอกาสได้ รับผลกระทบจากการเปิดเสรีโลจิสติกส์ เนื่องจากไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ระบุเงื่อนไขที่จำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ หรือการดำเนินธุรกิจของต่างชาติในประเทศ ซึ่งบริการในกลุ่มนี้ ได้แก่

บริการขนถ่ายสินค้าทางทะเล โดยในส่วนที่อยู่ในพื้นที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องได้รับสัมปทาน จากภาครัฐ ซึ่งไม่เข้าข่ายการเปิดเสรี ส่วนกิจการที่อยู่ในท่าเรือของเอกชนอาจได้รับผลกระทบจากการเข้ามาแข่งขัน อย่างไรก็ตาม กิจการนี้เป็นเป็นกิจการที่สำนักงานคณะกรรมการส่ง เสริมการลงทุน (BOI) ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว สภาพการแข่งขันจึงอาจเปลี่ยนไปไม่มาก

บริการเก็บรักษาและคลังสินค้า เป็นกิจการที่ BOI ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไม่มาก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทุนไม่มาก และเป็นคลังสินค้าแบบดั่งเดิม ที่ยังไม่ได้มาตรฐานก็อาจได้รับผลกระทบจากการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ที่มีการให้บริการที่ได้มาตรฐานกว่า ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการ ของสายการผลิตที่ซับซ้อนได้

บริการตัวแทนขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของรับอนุญาต ได้แก่ ธุรกิจตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้า (Freight Forwarder) ธุรกิจตัวแทนเรือ นายหน้าซื้อขายเรือ ธุรกิจตัวแทนออกของรับอนุญาต (Customs Broker) และชิปปิ้ง เป็นต้น พบว่า ธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าอาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีโลจิสติกส์ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SMEs มีเงินทุนน้อย และมีผู้ประกอบการในตลาดจำนวนมาก อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งอาจไม่ตอบสนองกับความต้องการบริการที่เป็น One-Stop Service

บริการตรวจสอบสินค้า ได้แก่ ธุรกิจเซอร์เวย์เยอร์ (Surveyor) ธุรกิจตรวจสอบสินค้าก่อนบรรทุกขึ้นเรือ และธุรกิจตรวจสอบรับรองสินค้าก่อนทำการส่งออก เป็นต้น พบว่า ธุรกิจบริการตรวจ สอบสินค้าในไทยส่วนใหญ่จะเป็นเครือข่ายของธุรกิจข้ามชาติอยู่แล้ว เนื่องจากต้องอาศัยความน่าเชื่อถือระดับสากล และมีความเป็นมืออาชีพ และมีห้องปฏิบัติการในการตรวจสอบและ วิเคราะห์สินค้าแบบครบวงจร ซึ่งการเปิดตลาดไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก

บริการบรรจุหีบห่อ ได้แก่ บริการรับทำหีบห่อ ลังโปร่ง ลังทึบ แผ่นรองไม้ การทำป้ายหรือฉลากที่จำเป็นในการขนส่ง การทำสายรัด และการห่อหุ้มสินค้าด้วยพลาสติก เป็นต้น ซึ่งพบว่าธุรกิจ นี้อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศส่วนใหญ่เป็น SMEs มีเงินทุน และเทคโนโลยีไม่มาก นอกจากนี้ บริการบรรจุหีบห่อมักจะเป็นบริการที่กลุ่มธุรกิจตัว แทนขนส่ง เช่น ตัวแทนรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) และคลังสินค้าจัดหาให้ลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้การเปิดตลาดในส่วนนี้กระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจตัวแทนขนส่ง และคลัง สินค้าด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจากการเปิดเสรีภาคโลจิสติกส์ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นคงยากที่จะหลีกเลี่ยง โดยผู้ให้บริการต่างชาติและผู้ให้บริการขนาดใหญ่อาจมีการขยายขอบเขตบริการ ให้ครอบคลุมเครือข่ายและพื้นที่การให้บริการที่มากขึ้น รวมทั้งขยายรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบมาถึงผู้ประกอบการ SMEs ในลักษณะคล้ายกับธุรกิจค้าปลีก ในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการไทยอาจต้องแข่งขันกับการเข้ามาของผู้ประกอบการต่างชาติซึ่ง อาจเข้ามาในหลายรูปแบบ โดยไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการในอาเซียนเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ประกอบการนอกอาเซียนที่อาจเข้ามาให้บริการในอาเซียนในรูปของ บริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลสัญชาติอาเซียนในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ค่อนข้างเสรี ทั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs และมีศักยภาพในการแข่งขันน้อยกว่าได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ปัญหาการเคลื่อนย้ายของแรง งานที่มีทักษะไปสู่บริษัทชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยได้ อีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs อาจเผชิญแรงกดดันที่หลากหลาย โดยผู้ประกอบการ SMEs ที่รับงานจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะมีอำนาจในการต่อรองต่ำ อีกทั้งต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดอีกจำนวนมาก ทำให้การขึ้นราคาค่าบริการไม่สามารถทำ ได้โดยง่าย ขณะที่ความต้องการบริการขนส่งในอนาคตยังมีแนวโน้มจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับ SMEs .ในการปรับตัว อีกทั้ง ปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศยังมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ค่าแรง ความต้องการในประเทศ รวมทั้งความต้องการที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังมีความเปราะ บาง ก็ส่งผลต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศที่เกี่ยวข้องเป็นทอดๆ โดยจะทำให้การบริหารจัดการด้านต้นทุน และรายได้มีซับซ้อนมากขึ้น

การปรับตัวของผู้ประกอบการ  SMEs รับ AEC

การปรับเปลี่ยนทัศนคติ…ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ: การปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จะเป็นก้าวแรกสู่การปรับตัวเพื่อรับ AEC เช่น การเปิดรับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีมากขึ้น โดยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของสถานการณ์รอบตัวมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ภัยทางธรรมชาติ ของทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ และความเข้าใจที่จะช่วยเชื่อมโยงกับธุรกิจของตน อีกทั้งยังจะทำให้มองเห็นโอกาส และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ อาจต้องอาศัยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การช่วงชิงโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจ อาจต้องปรับทัศนคติเดิมที่มีอยู่ เช่น การกล้ารุกออกไปสู่ตลาดใหม่ๆ มากกว่าการเน้นการตั้งรับในตลาดของตนเอง หรือการทำธุรกิจด้วยการมีพันธมิตรมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการ เป็นต้น

การปรับปรุงศักยภาพของธุรกิจเตรียมรับความต้องการและการแข่งขัน: โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจธุรกิจของตนเอง แล้วจึงวางแผนและหามาตรการเพื่อปรับปรุงธุรกิจหรือ ใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรนำเทคโนโลยี และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นแบบง่ายๆ เช่น การจัดเก็บข้อมูล การทำงานเอกสารที่มีการจัดเก็บ ด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น และสามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ธุรกิจของตนได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรเร่งสร้างนวัตกรรม และความเชี่ยวชาญเฉพาะ ให้กับองค์กร เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การขนส่งวัตถุดิบอันตราย ความชำนาญในพื้นที่ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในพื้นที่ ซึ่งจะ ช่วยให้ตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs อาจเร่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่มีความเฉพาะตัว และควรให้ความสำคัญต่อการสร้างความน่าเชื่อถือในการให้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการให้บริการในธุรกิจโลจิสติกส์

    ผู้ประกอบการอาจพิจารณาถงปัจจัยดังต่อไปนี้ เพื่อพัฒนาการขนส่งให้มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูง

      – ชนิดหรือประเภทสินค้าที่ขนส่ง โดยต้องทราบถึงลักษณะทางกายภาพและข้อพึงปฏิบัติสำหรับสินค้าชนิดนั้น รวมถึงข้อห้ามต่างๆ โดยอาจจะต้องคำนึงเป็นพิเศษสำหรับสินค้า วัตถุอันตรายและวัตถุไวไฟ ซึ่งต้องระลึกว่าต้องส่งมอบสินค้าในสภาพที่คงเดิม

      – พิจารณารูปแบบขนส่งที่เหมาะสมที่สุด เช่น ทางถนน ทางน้ำ ทางอากาศ เป็นต้น หรือในบางกรณีอาจต้องใช้รูปแบบผสมผสาน ซึ่งอาจต้องคำนึงถึงต้นทุนจากการเปลี่ยนรูป แบบการขนส่งด้วย (Double Handling) ขณะที่การขนส่งบางประเภทอย่างทางน้ำแม้จะมีต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยต่ำสุด ก็อาจเหมาะสำหรับการขนส่งในปริมาณมากและระยะทางไกล

      – พิจารณาเส้นทางการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเส้นทางในการขนส่งอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องพิจารณาถึงเวลาในการขนส่ง และความปลอดภัย โดย บางเส้นทางอาจมีระยะทางใกล้กว่า แต่อาจต้องเผชิญปัญหาจราจร หรือเป็นเส้นทางที่มักเกิดอุบัติแหตุได้ง่ายด้วย

      – นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารการขนส่ง เช่น ระบบติดตามยานพาหนะ (GPS) โปรแกรมการบริหารงานขนส่ง (Transportation Management System: TMS) เป็นต้น

      – การปรับระบบบริหารจัดการในขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะการลดข้อผิดพลาดและความสูญเสีย ทั้งในด้านทรัพยากร เวลาและบุคลากร เช่น การรับข้อมูลงาน ขนส่งและบันทึกข้อมูลต้องสมบูรณ์ จำนวนสินค้า การบรรจุหีบห่อ สภาพสินค้า ต้องสมบูรณ์ รวมทั้งสถานที่รับ-ส่งสินค้าถูกต้อง การวางบิล และเอกสารการขนส่งครบถ้วนสมบูรณ์ และส่ง มอบสินค้าตรงตามเวลาที่ได้ตกลงไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ขยายการให้บริการที่ครบวงจร และหาพันธมิตรทางธุรกิจ: การให้บริการโลจิสติกส์จะมีแนวโน้มเป็นการให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น เป็น One-stop Service และเป็นแบบ Door to Door ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต้องปรับขนาดธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้ต้องลงทุนในสินทรัพย์ทุนมากขึ้น เช่น รถบรรทุก โกดังสินค้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการให้บริการที่ยังไม่มีความชำนาญ ผู้ประกอบการ SMEs จึงอาจใช้วิธีการรวมตัวกันเพื่อให้บริการใน ลักษณะเป็นพันธมิตร เพื่อให้บริการได้ครบวงจรขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการดำเนินการเองทั้งหมด และการรวมตัวกันจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ให้บริการขนาดใหญ่ด้วย นอกจากนี้ อาจหาพันธมิตรทางธุรกิจโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ การให้บริการในประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งสินค้าและ บริการ และลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดใหม่ รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศที่จะออกไป ลงทุนยังต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการออกไปรับงานในตลาดต่างประเทศพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จอาจต้องอาศัยความเชื่อใจ ระหว่างกัน รวมทั้งความชัดเจนในข้อตกลง เพื่อลดปัญหาที่จะตามมา เช่น การร่วมเป็นพันธมิตรขนส่งในหลายจังหวัดหรือภูมิภาคของประเทศ โดยมีข้อตกลงกันว่าหากได้รับจ้างให้มีการบรรทุกสินค้าไปยังจังหวัดของ พันธมิตรหรือจังหวัด ใกล้เคียงก็จะให้พันธมิตรเป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่ง โดยมีการกำหนดราคากลางไว้ เพื่อป้องกันการตัดราคา เป็นต้น

พัฒนาทรัพยากรบุคคล: การพัฒนาด้านทรัพยากร บุคคลเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการของ ธุรกิจโลจิสติกส์ เนื่องจากจะส่งผลต่อ คุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะที่ต้องให้บริการกับผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ทรัพยากรบุคคลยังจะส่งผลต่อต้นทุนในหลายด้านอีกด้วย เช่น ส่วนรั่วไหล ต้นทุนจากอุบัติเหตุ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเร่งสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ตรงตามความต้องการของ ตน ด้วยการให้การอบรมให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่จะรองรับความต้องการในอนาคต ทั้งความรู้ ด้านภาษา โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการปลูกฝัง หรือปรับทัศนคติในการทำงานของแรงงานให้มีความรักและภาคภูมิใจในอาชีพและ องค์กร เพื่อรักษาบุคลากรที่สร้างขึ้นให้อยู่กับธุรกิจของตนควบคู่ไปด้วย

การวางแผนความพร้อมทางการเงิน: ด้วยการมองหาแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อรองรับการให้บริการที่มีแนวโน้มมากขึ้น พร้อมๆกับการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยน ไป นอกจากนี้ ยังเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อสถานะทางการเงิน โดยเฉพาะด้านสภาพคล่อง

ติดตามข่าวสาร และมาตรการของรัฐ: เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยทั่วไป หรือเป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในสาขาโลจิสติกส์โดยตรง แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กบางกลุ่มยังเข้าถึงความช่วยเหลือได้ไม่เต็มที่ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ และความตระหนักของผู้ประกอบการเอง ผู้ประกอบการจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ มาตรการความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งติดตามมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐที่อาจมีประโยชน์ต่อการ ดำเนินธุรกิจ เช่น กฎหมาย และกฎระเบียบของภาครัฐ เป็นต้น

การก้าวเข้าสู่การเป็น AEC ของอาเซียนจะเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งอาจนำมาสู่ทั้งโอกาสและผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs จะต้องมี คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกมีอยู่ตลอดเวลา และสามารถกระทบต่อภาคธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งทัศนคติดังกล่าวจะนำมาสู่การตระหนักถึงผล กระทบของภาคธุรกิจต่อการก้าวสู่ AEC และจะนำมาซึ่งการแสวงหาความรู้เพื่อปรับเปลี่ยน และพัฒนาตัวเองตามมา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการรองรับสถานการณ์ที่ผันผวน การแข่ง ขันที่เพิ่มมากขึ้น และช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: