AEC : การเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบ AEC ในปี 2558 : โอกาสสำหรับเอสเอ็มอีชิ้นส่วนรถยนต์ไทย…

หลังจากที่ได้มีการเปิดเสรีทางการค้าในขั้นแรก โดยที่ประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ บรูไน)ได้ทำการลดภาษีการค้าระหว่างกันเหลือร้อยละ 0 ไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2553 นั้น จะเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยได้รับประโยชน์ค่อนข้างมากจากการเปิดเสรี ดังกล่าว โดยจะเห็นได้ทั้งจากการส่งออกและการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และในอีกช่วง 3 ปีกว่าที่จะถึงนี้ หรือในปี 2558 การเปิดเสรีทางการค้าภายใต้การรวมกลุ่ม เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (Asean Economic Community) ที่จะมีผลบังคับใช้กับอีก 4 ประเทศอาเซียนที่เหลือ หรือกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) นั้น ย่อมจะส่งผลทำให้ทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ปัจจุบันค่ายรถต่างมองไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อ กระจายออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้นหลังจากที่การเปิดเสรีภายใต้กรอบ AEC บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการไทยน่าจะได้ประโยชน์ อย่างมากจากโอกาสดังกล่าว

แม้ว่าโดยรวมแล้วจะคาดว่า ผลของการเปิดเสรีดังกล่าวจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่จากสถานการณ์แรงงานและค่าจ้างแรงงาน ในปัจจุบันของไทย ทำให้ไทยมีโอกาสจะสูญเสียความน่าลงทุนให้กับประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ เช่น อินโดนีเซีย ได้ โดยเฉพาะเมื่อค่าจ้างแรงงานของอินโดนีเซียอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ควรที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรี รวมถึงพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

สถานการณ์ปัจจุบันของการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบ AEC สำหรับกลุ่มรถยนต์ 

กรอบเวลาการบังคับใช้อัตราภาษี (%) ภายใต้กรอบ AEC สำหรับสินค้าส่งออกของไทยหมวดรถยนต์ (HS:87)

2011 2012 2013 2015 2018 2020
ASEAN-5* 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ
CLMV Cambodia 0-5 0-5 0-5 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ
Laos 0-30 0-20 0-10 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ
Myanmar 0-5 0-5 0-5 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ 0 ทุกรายการ
Vietnam 0,5 และ 70 (ส่วนใหญ่ของHS:8703) 0,5 และ 70 (ส่วนใหญ่ของHS:8703) 0,5 และ 60 (ส่วนใหญ่ของHS:8703) 0 และ 60 (ส่วนใหญ่ของHS:8703) 0 ทุกรายการ n.a.* (ส่วนใหญ่ของHS:8703) 0 ทุกรายการ n.a.* (ส่วนใหญ่ของHS:8703)

* ASEAN-5 ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน
*n.a. คือ ยังอยู่ระหว่างการเจรจา
ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ASEAN Secretariat, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จากตารางสรุปการลดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าของประเทศคู่เจรจา จะเห็นได้ว่าประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ซึ่ง ปัจจุบันได้มีการลดภาษีของสินค้าในหมวดยานยนต์ลงเหลือร้อยละ 0 แล้ว ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 ที่ผ่านมาการส่งออกสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนของไทยไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนเดิม 5 ประเทศได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 ส่วนกลุ่ม CLMV ซึ่งก็เริ่มมีการทยอยลดภาษีลงตั้งแต่ปี 2553 ทำให้การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์โดยรวมไปยังกลุ่ม CLMV ตั้งแต่ต้นปี ก็มีทิศทางขยายตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนมากเช่นเดียวกัน โดยขยายตัวถึงร้อยละ 22.7 โดยเฉพาะในเวียดนาม ซึ่งไทยมีการส่งออกไปเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 58 ของการส่งออกไปกลุ่ม CLMV ทั้งหมด

มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยไปยังประเทศในอาเซียนช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554 

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

โอกาสของชิ้นส่วนรถยนต์ไทยหลังการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศกลุ่ม CLMV ในปี 2558 

จากที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้น แม้ปัจจุบันประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีกำแพงภาษีอยู่บ้าง แต่ภายหลังจากที่แต่ละประเทศต้องลดภาษีลงเหลือ ร้อยละ 0 ในปี 2558 ภายใต้กรอบความตกลง AEC คาดว่าจะส่งผลดีต่อไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะจะส่งผลดีต่อภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยในอนาคต เนื่องจากประเทศในกลุ่มนี้เป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ความพร้อมและคุณภาพชิ้นส่วนในประเทศยังไม่มากนัก ทำให้มีอุปสงค์ที่ยังมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศ แต่ความพร้อมด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยังห่างจากไทยอยู่มาก

โดยปัจจุบัน ในเวียดนามมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ประมาณมากกว่า 100 ราย และมีอัตราการใช้ชิ้นส่วน ส่วนประกอบและเครื่องยนต์ใน ประเทศ โดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 ถึง 20 โดยส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่เป็นแบบง่าย ๆ รวมถึงมีต้นทุนที่สูงกว่าในการผลิต เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากการขาดแคลนอุตสาหกรรมหล่อโลหะและเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำให้เวียดนามต้องมีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ชนิด OEM จากไทยค่อนข้างมาก นอกจากนี้การที่เวียดนามไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและต้องนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ เช่น ไทย ทำให้ชิ้นส่วน REM ของไทยน่าจะได้รับประโยชน์ดังกล่าวด้วย

อนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (Ministry of Industry and Trade : MoIT) ได้มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของ เวียดนามจะเติบโตอย่างมากในทศวรรษหน้า ทั้งนี้เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ส่งผลให้รายได้ประชากรมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ประกอบกับภายในปี 2558 เวียดนามจำเป็นต้องลดภาษีสินค้าเกือบทั้งหมดในหมวดยานยนต์ที่นำเข้าจากประเทศในอาเซียนลงเหลือร้อยละ 0 ตามข้อผูกพันจากการเปิดเสรีอาเซียน ทำให้ชิ้นส่วนนำเข้า โดยเฉพาะจากไทย มีโอกาสจะเข้ามาในตลาดเวียดนามได้มากขึ้น

ส่วนประเทศอื่นๆในกลุ่ม CLMV น่าจะเป็นในลักษณะของการนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่จากไทย ซึ่งทิศทางในอนาคตคาดว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยจะ ได้ประโยชน์จากการส่งออกไปยังกลุ่ม CLMV พอสมควร หลังจากที่ภาษีจะลดลงเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมดในปี 2558 ทั้งในส่วนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ อย่างไรก็ตามความ ท้าทายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยอยู่ที่ตลาดอะไหล่รถยนต์ที่อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันจากอะไหล่ราคาถูกจากจีน ซึ่งผู้บริโภคในกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีรายได้ต่ำทำให้อะไหล่ ราคาถูกจากจีนอาจได้รับความนิยมมากกว่า ส่วนตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าอะไหล่ เนื่องจากชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบรถยนต์จำเป็นที่จะต้องรักษา ระดับคุณภาพที่ระดับหนึ่ง ทำให้ชิ้นส่วนไทยที่ได้รับการยอมรับมากกว่าในเรื่องคุณภาพยังมีโอกาสในตลาด ประกอบกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น ที่มีวัฒนธรรมในการดำเนินธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อชิ้นส่วนจากไทย โดยการซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทญี่ปุ่นด้วยกัน ซึ่งในไทยมีบริษัทผลิตชิ้นส่วนที่ถือหุ้นร่วมกันกับชาวญี่ปุ่นอยู่มาก

การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากผลของการเปิดเสรีทางการค้า AEC

นอกจากการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นประโยชน์ที่เห็นได้ในเชิงรูปธรรมเป็นอันดับแรกๆแล้ว การเปิดเสรี ยังส่งผลให้ค่ายรถยนต์จากต่างประเทศเริ่มย้ายฐานการลงทุนผลิตรถยนต์มายังไทยมากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านภาษีภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of Origins: RoOs) ซึ่งจะมีการกำหนดว่า สินค้าที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีนั้นต้องผลิตในประเทศคู่เจรจาอย่างน้อยคิดเป็นมูลค่าเท่ากับร้อยละ 40 ของมูลค่าสินค้า ทั้งนี้เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน และออสเตรเลีย ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ได้รับประโยชน์ไปด้วย โดยเฉพาะ ชิ้นส่วน OEM

หลักเกณฑ์ว่าด้วยถิ่นกำเนิด (RoOs)

ซึ่งแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์มายังประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานการผลิตออก จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อการกระจายความเสี่ยงที่สูงขึ้น หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยจากผลการสำรวจของ JBIC ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตที่มีความน่าสนใจในการลงทุนเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและอินเดีย ทำให้แนวโน้มการลงทุนจากญี่ปุ่นที่จะเข้ามายังไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นมากในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อใช้ ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกโดยเฉพาะไปยังประเทศอื่นๆในอาเซียน โดยอาศัยประโยชน์ทางด้านภาษีจากความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้กรอบ AEC ซึ่งทิศทาง ดังกล่าวย่อมทำให้แนวโน้มการผลิตรถยนต์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นได้อีกมาก

โครงการผลิตรถยนต์ในไทยช่วงปี 2553 ถึง 2555

ค่ายรถ โครงการ ความคืบหน้า / สถานะล่าสุด
โตโยต้า – ฟริอุส
– วีโก้ ฟอร์จูนเนอร์
– อีโคคาร์
– เปิดตัวในปลายปี 2553
– ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 40% ภายในปี 2554
– มีแผนเปิดตัวปี 2555
ฮอนด้า อีโคคาร์ บริโอ เปิดตัวแล้วในปี 2554
นิสสัน – อีโคคาร์ มาร์ช
– รถรุ่นใหม่อื่นๆ
เปิดตัวรุ่นแรกในปี 2553 และเตรียมเปิดตัวรุ่นซีดานในปลายปี 2554 รวมทั้งมีแผนลงทุนเพิ่ม รองรับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่กว่า 10 รุ่น ภายในปี 2559
มิตซูบิชิ อีโคคาร์ มีแผนเปิดตัวในปี 2555 และจะมีการทดสอบการใช้งานรถไฟฟ้าในประเทศไทย
มาสด้า – มาสด้า 2
– มาสด้า 3
– เปิดตัวแล้วในปี 2553
– เปิดตัวปี 2554
ฟอร์ด – ฟอร์ดเฟียสต้า
– ฟอร์ดโฟกัส
– เปิดตัวแล้วในปี 2553
– มีแผนเปิดตัวในปี 2555 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตรถ 8 รุ่น 1.5 แสนคันใน 5 ปีข้างหน้า
จีเอ็ม – ปิ๊กอัพ และ SUV
– เชฟโรเลตครูซ
– มีแผนผลิตในปี 2554 – 2555
– เปิดตัวในปลายปี 2553
ซูซูกิ – อีโคคาร์
– K – Car
– มีแผนเปิดตัวในปี 2555
– มีกระแสข่าวถึงแผนการผลิตรถเล็กในไทย

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อย่างไรก็ตาม การที่ค่ายรถต่างย้ายฐานการผลิตเข้ามายังไทยก็หมายถึงว่า เทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นก็ย่อมมีความจำเป็นมากขึ้นในการผลิต ซึ่งปัจจุบัน การผลิตรถยนต์แห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นในตลาด โดยล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมของไทยเองก็ได้มีการเสนอให้ “รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นโปรดักท์ แชมเปี้ยนตัวที่ 3 ของไทย หลังจากสามารถผลักดันโครงการรถยนต์อีโคคาร์จนประสบความสำเร็จ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการลงทุนในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ นอกจากเพื่อการพัฒนา อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในอนาคต ให้สอดคล้องไปกับความต้องการของผู้บริโภคในการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเพื่อเตรียมรับมือกับการเปิดเสรีทางการ ค้าภายใต้กรอบ AEC ปี 2558 ที่จะถึงนี้ ให้ไทยมีสินค้ารถยนต์รูปแบบใหม่ๆที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ออกมาสู่ตลาดอีกด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควร ที่จะต้องเตรียมรับมือกับเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการเตรียมการด้านเครื่องจักรและความรู้ความสามารถของบุคลากรให้พร้อมไว้ล่วงหน้า

โอกาสของผู้ประกอบการในการขยายลงทุนไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน

นอกจากนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นมากจากการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ในทางตรงกันข้าม การออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ควรพิจารณา หากผู้ประกอบการไทยมีทุนมากพอ และพร้อมจะรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งการขยายการลงทุนไปยังประเทศที่ค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า จะเป็นการช่วยลดต้นทุนรวมถึงเป็นการเพิ่มผลกำไร รวมทั้งบางตลาดมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อีกมากในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งในด้านภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆในกลุ่ม รวมถึงสิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆในอนาคตด้วย เช่น การเคลื่อนย้ายแรงงาน เป็นต้น

ที่มา: ASEAN AUTOMOTIVE FEDERATION

จากกราฟจะเห็นว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการผลิตรถยนต์มากกว่าความต้องการในประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากไทยเน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็น หลักด้วยอีกทาง ขณะที่ประเทศอื่นๆยังต้องอาศัยการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ เช่น ไทย เพื่อให้สามารถตอบรับกับอุปสงค์ในตลาดได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาลู่ทางในการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศแล้ว หากดูจากโอกาสในการเติบโตของตลาดในอนาคต อินโดนีเซียและเวียดนามนับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากไทย นอกจากนี้แนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศของอินโดนีเซียที่มีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและจำนวนการถือครองรถยนต์ต่อประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

ที่มา : GAIKINDO (ข้อมูลปี 2553)

สำหรับส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในประเทศของอินโดนีเซียนั้น รถอเนกประสงค์ MPV ถือครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดถึงร้อยละ 64 ของตลาดรวม ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมเป็นหลัก คือ รถรุ่น Toyota Avanza และ Toyota Innova ของค่ายโตโยต้า ส่งผลให้โตโยต้าเป็นแบรนด์รถที่ถือครองส่วนแบ่งการผลิตรถยนต์สูงที่สุดในอินโดนีเซียถึงประมาณเกือบร้อยละ 40 และก็คล้ายๆกับประเทศไทยที่ค่ายรถญี่ปุ่นถือครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 95 ทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตชิ้นส่วนสำหรับค่ายรถญี่ปุ่นอยู่แล้ว อาจมีโอกาสในการขยายการลงทุนเข้าไปในอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้นอาศัยความสัมพันธ์กับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นในไทย

ที่มา : CEIC, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียยังมีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องพบเจอ เช่น ความแตกต่างทางด้านภาษา ศาสนา และ วัฒนธรรม รวมถึงการประท้วงหยุดงานของแรงงานในอินโดนีเซียที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าไทย ขณะที่ผลผลิตต่อแรงงานก็ต่ำกว่าไทย และระบบสาธารณูปโภคที่ยังต้องมีการพัฒนาอีกมากเมื่อเทียบกับไทย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติในประเทศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอีกด้วย

โดยสรุป แม้การเปิดเสรีทางการค้าโดยรวมแล้วจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการโดยตรงในแง่ของการลดภาษีนำเข้าระหว่างกันของประเทศคู่ค้า และทิศทางการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าขณะที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งปัจจุบันไทยอาจจะยังได้เปรียบในข้อนี้ แต่เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ฝีมือในประเทศปัจจุบัน รวมถึงการที่ค่าจ้างแรงงานมีแนวดน้มจะเพิ่มสูงขึ้นนี้ อาจทำให้ไทยสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุนแก่ประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทยพอสมควรได้ ดังนั้นเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ ผู้ประกอบการควรต้องพยายามเพิ่ม Productivity ในการผลิตให้ได้มากที่สุด เช่น การนำเครื่องจักรการผลิตที่มีเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น โดยอาจใช้ช่องทางการขอ รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เพื่อลดต้นทุนภาษีการนำเข้าเครื่องจักร โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีโคคาร์นั้น จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรสำหรับทุกเขต นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นกลุ่มที่มีทักษะที่หลากหลายและสูงขึ้น แต่ถ้าหากความต้องการใช้แรงงานไร้ฝีมือในการผลิตอยู่ในสัดส่วนที่สูง ผู้ประกอบการอาจจะใช้วิธีการโยกการผลิตในส่วนที่ต้องใช้แรงงานเหล่านี้มากไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า แต่ก็ต้องยอมรับกับความเสี่ยงจากปัจจัยลบต่างๆนอกประเทศ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย

และในโอกาสที่นักลงทุนจากต่างประเทศหลายรายกำลังมีแผนที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยอยู่นี้ ผู้ประกอบการผลิต ชิ้นส่วนรถยนต์เอสเอ็มอีไทย จึงควรอาศัยโอกาสนี้ในการหาลู่ทางเข้าร่วมทุนกับนักลงทุนจากต่างประเทศเหล่านี้ ซึ่งการร่วมทุนกับต่างชาตินอกจากจะทำให้ผลกระทบจากการเข้ามาแข่งขันในตลาดลดลง ยังช่วยให้การขยายตลาดสามารถทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนมักจะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจและได้รับการยอมรับจากค่ายรถที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องในไทย นอกจากนี้การร่วมทุนจะทำให้เงินทุนที่จะพัฒนาธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น และช่วยให้เกิด การถ่ายทอดลักษณะการทำงานที่เป็นระบบของญี่ปุ่น และอาจรวมไปถึงเทคโนโลยีบางส่วนด้วย

นอกจากแนวทางการปรับตัวต่างๆเพื่อรับมือกับผลกระทบทางตรงจากการเปิดเสรีดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการควรที่จะต้องระมัดระวังและให้ ความสำคัญกับการติดตามผลกระทบทางอ้อมจากการเปิดเสรีในระยะต่อไป คือ ทิศทางการเพิ่มมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs : Non Tariff Measures) ของประเทศคู่เจรจาด้วย ซึ่งมี โอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้น เพื่อออกมาปกป้องตลาดภายในประเทศของตนในรูปแบบต่างๆ เช่น การดำเนินนโยบายจำกัดการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยใช้กลไกการออกใบอนุญาตการนำเข้า หรือ Approved Permit (AP) เพื่อใช้ในการจำกัดบุคคลหรือนิติบุคคล ที่มีสิทธิขอนำรถยนต์เข้าประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้การให้เงินทุนสนับสนุนผ่านทาง Industrial Adjustment Fund แก่บริษัทรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการลดทอนโอกาสในการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้รับ ประโยชน์การเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: