ประเด็นสำคัญจากเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดเดือนก.ค.

ภาพรวมเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2554 สะท้อนถึงความเปราะบางในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายภายในประเทศที่แม้จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงค่อนข้างมาก ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่า แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ/ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นตัวแปรหลักที่เพิ่มความเปราะบาง ให้กับบรรยากาศการตัดสินใจใช้จ่ายของภาคเอกชน ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจโลกซึ่งมีความเสี่ยงต่อการชะลอตัว/ถดถอยในหลายภูมิภาค ก็น่าที่จะเป็นสถานการณ์ที่กดดันให้ภาคการ ส่งออกของไทย ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากไม่น้อยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งสัญญาณที่อ่อนแอจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยล่าสุด ก็อาจสามารถสะท้อนให้เห็นถึงโจทย์เศรษฐกิจ ที่กำลังรอการแก้ไขจากรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย

ยกเว้น ดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตร ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต ที่ใช้ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคม 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 :-

 การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2554 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 36.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) เร่งขึ้นจากร้อยละ 16.4 ในเดือนมิถุนายน ส่วนการนำเข้าในเดือนก.ค.นั้น เติบโตเพียงร้อยละ 13.1 (YoY) ชะลอลงต่อเนื่องจากที่ขยายตัวถึงร้อยละ 23.5 ในเดือนมิ.ย. ทั้งนี้ การนำเข้าที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก ทำให้ไทยสามารถบันทึกยอดเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 2.7051 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นจาก 1.8855 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมิ.ย. ขณะที่ ดุลบริการฯ เพิ่มขึ้นเป็น 869.2 ล้านดอลลาร์ฯ ตามรายรับจากการท่องเที่ยว (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชีย และรัสเซีย) ช่วยหนุนให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 5 เดือนที่ 3.5743 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.ค. ต่อเนื่องจากที่เกินดุล 2.4987 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือน มิ.ย.

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) หดตัวจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 2.3 (MoM) และชะลอการเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน มาที่ร้อยละ 2.1 (YoY) ในเดือนก.ค. หลังจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.4 ในเดือนมิ.ย. นำโดย การชะลอตัวของภาษีมูลค่าเพิ่ม และปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการปรับตัวสูงขึ้น ของภาวะเงินเฟ้อและราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ) ขณะที่ภาวะอุทกภัยในหลายพื้นที่ และการลดลงของรายได้เกษตรกรก็ทำให้การตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์เลื่อนออกไป

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) ขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 19 เดือนที่ร้อยละ 6.2 (YoY) ในเดือนก.ค. จากที่ขยายตัวร้อยละ 7.7 ในเดือนมิ.ย. นำโดย การนำเข้าสินค้าทุนที่แม้จะเติบโตสูงขึ้นกว่าในเดือนก่อน แต่ก็ยังเป็นอัตราที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว สอดคล้องกับการปรับตัวลงของดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ซึ่งอ่อนไหวไปตามอุปสรรคในการปรับขึ้นราคาสินค้าภาวะต้นทุนการผลิตสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น มีทิศทางปะปนกันในเดือนก.ค. โดยแม้ว่าการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศจะมีทิศทางที่ซบเซาลงบางส่วน แต่ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ช่วยหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทะยานขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ครึ่งที่ 84.1 ในเดือนก.ค. จากระดับ 81.7 ในเดือนมิ.ย. อย่างไรก็ดี แรงกดดันด้านต้นทุนท่ามกลางภาวะผันผวนและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงของราคาน้ำมัน/วัตถุดิบ กดดันให้ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจถดถอยลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลงมาที่ระดับ 51.2 ในเดือนก.ค. จากระดับ 53.1 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงมาที่ 105.2 ในเดือนก.ค. จาก 107.4 ในเดือนมิ.ย.

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมในเดือนก.ค. หดตัวร้อยละ 5.8 (MoM) จากเดือนก่อนหน้า และหดตัวร้อยละ 1.1 (YoY) จากช่วงเดียวกันปีก่อน พลิกจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.8 ในเดือนมิ.ย. โดยการผลิตสินค้าในหมวดที่เน้นการส่งออกและเน้นขายในประเทศ หดตัวลงร้อยละ 2.0 และร้อยละ 1.3 ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ว่าการผลิตในหมวดยานยนต์จะทรงตัว แต่การผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ กลับหดตัวลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อ และการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ขณะที่ความซบเซาของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้า ส่งผลต่อเนื่องมายังการผลิตหลอดอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ อย่างไรก็ดี การหดตัวของการผลิตเม็ดพลาสติกและยาสูบอาจอธิบายได้จากสาเหตุของการปิดซ่อม บำรุงโรงงานซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ทั้งนี้การชะลอการผลิตในภาคอุตสาหกรรม มีความสอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดต่ำลงมาที่ 63.0 ในเดือนก.ค. จากร้อยละ 64.1 ใน เดือนมิ.ย.

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตเดือนก.ค. หดตัวลงต่อเนื่องอีกร้อยละ 7.3 (YoY) จากที่หดตัวร้อยละ 8.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวที่ลดลงหลังจากที่มีการรณรงค์ให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสอง ขณะที่ ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.8 (YoY) ในเดือนก.ค. หลังจากที่มีปริมาณสินค้าเกษตร หลายรายการออกสู่ตลาดมากขึ้น อาทิ ผลไม้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน สิงหาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น พุ่งขึ้นต่อเนื่องมาที่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ร้อยละ 4.29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากร้อยละ 4.08 ในเดือนก.ค. โดยระดับราคาสินค้า ผู้บริโภคในภาพรวมที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณร้อยละ 0.43 (MoM) เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากของราคาสินค้าในหมวดอาหาร แม้ว่าระดับราคาขายปลีกน้ำมันใน ประเทศจะปรับตัวลงในระหว่างเดือนก็ตาม สำหรับในส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 2.85 (YoY) ในเดือนส.ค. จากร้อยละ 2.59 (YoY) ในเดือนก.ค.

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนส.ค 2554 ที่ระดับ 29.94 อ่อนค่าจากระดับ 29.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนก.ค. โดยถูกกดดันจากการปรับลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งในส่วนของสหรัฐฯ (ที่สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือ AAA เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) และยุโรป (ที่วิกฤตหนี้ส่อเค้าลุกลามไปยังประเทศ สมาชิกยูโรโซนอื่นๆ อาทิ อิตาลี และสเปน)

ที่มา : รอยเตอร์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ เหลือของปี 2554 นั้น คาดว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทยอยประกาศออกมา ทั้งในส่วนของมาตรการลดราคาพลังงาน (ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้า) การปรับเพิ่มรายได้ และสินค้าเกษตร อาจส่งผลช่วยหนุนบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งก็น่าที่จะช่วยหักล้างผลด้านลบจากปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศที่กดดัน

ภาคการส่งออกของไทยลงได้บางส่วน โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง น่าจะขยายตัวสูงขึ้นมาที่ประมาณร้อยละ 4.0-5.5 (YoY) จากที่เติบโตเพียงร้อยละ 2.9 ในครึ่งปีแรก ขณะที่ ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 2554 อาจขยายตัวที่ร้อยละ 3.8 ในกรณีพื้นฐาน จากร้อยละ 7.8 ในปี 2553

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: