แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่มีทิศทางชะลอตัวลง ขณะที่ความเสี่ยงที่อาจจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกก็มีแนว โน้มเพิ่มขึ้นด้วย จากทั้งปัญหาหนี้ของสหรัฐฯและประเทศในกลุ่มยูโรโซน ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวได้ เนื่องจากทั้งสองเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ หลักของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคอันดับ 1 ของโลก รวมถึงการที่ประเทศจีนยังคงเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อทำให้มีแนวโน้มที่อาจจะต้องใช้มาตรการชะลอความ ร้อนแรงของเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ทุกขณะ ทำให้เศรษฐกิจจีนที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว อาจไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้มากนัก

จากความคาดหวังของตลาดต่อปัญหาเศรษฐกิจโลกดังกล่าว กระตุ้นให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการปรับลดน้ำหนักการลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น เงินสกุลดอลลาร์ฯ และสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่หันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ ทองคำ ซึ่งทิศทางดังกล่าวส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูง โดยสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคามีความผันผวนนี้ บางส่วนเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์ ทำให้ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อาจจะต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการก็ควรติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า โภคภัณฑ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่า รถยนต์ 1 คัน จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนถึงกว่า 20,000 ชิ้น ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบชนิดเดียวหรือ มากกว่า 1 ชนิด ในการประกอบขึ้นมาเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ แต่โดยหลักๆแล้ว ชิ้นส่วนรถยนต์จะผลิตขึ้นมาจากวัตถุดิบสำคัญ 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

1) ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากเหล็ก โดยมีวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิต เช่น

– เหล็กแผ่นรีดร้อน ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถรองรับการเชื่อมและการขึ้นรูปชิ้นงาน เหมาะสำหรับใช้ทำโครงสร้างรถยนต์ และ ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทโครงสร้างตัวถัง แท่นเครื่อง และกระทะล้อ เป็นต้น

– เหล็กแผ่นรีดเย็น เหมาะสำหรับทำพื้นกระบะ ตัวถังรถยนต์ และประตู

– เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี มีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้ทำถังเก็บน้ำมัน

– ท่อเหล็ก ใช้ทำชุดคานขวาง (Cross Car Beam) สำหรับเพิ่มความแข็งแรงให้กับคอนโซลหน้า

2) ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากยางพารา ซึ่งยางแปรรูปที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่นิยมใช้ยางแผ่นรมควันคุณภาพสูง โดย ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตจากยาง ได้แก่ ท่อยาง สายพาน ยางกันรั่ว ยางขอบกระจก เป็นต้น

3) ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากพลาสติก ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้พลาสติกในกลุ่มโพลิโพรพิลีน (PP) และโพลิคาร์บอเนต (PC) สำหรับใช้เป็นส่วนผสมเพื่อ เพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับชิ้นงาน เช่น ความมันวาว ความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก และมีน้ำหนักเบา จึงนิยมนำไปผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทประดับยนต์

ดังนั้น ราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และจากทิศทางปัจจุบันซึ่งราคาสินค้า โภคภัณฑ์มีแนวโน้มผันผวนสูง ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เองก็จำเป็นต้องสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ต้องแบกรับจากความไม่แน่นอนของราคา ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ผลิตชิ้นส่วน REM เนื่องจากไม่สามารถจะผลักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังค่ายรถได้มากนัก และยังถูกกดดันจากราคาชิ้นส่วนที่ต้องทำ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทำให้การที่พอจะทราบทิศทางของราคาวัตถุดิบระยะข้างหน้าในเบื้องต้นได้ น่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยผู้ประกอบการในการบริหารจัดการต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง

• ราคาเหล็ก
สำหรับทิศทางราคาเหล็กในช่วงที่เหลือของปี 2554 นี้ คาดว่าอาจยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากความกังวลด้านอุปสงค์ที่ยังคงมี ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปสงค์จากจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคเหล็กใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบัน จีนยังคงใช้มาตรการคุมเข้มนโยบายการเงิน เช่น การปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย และการเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองตามกฏหมายของธนาคาร เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดความร้อนแรง ของการเติบโตของเศรษฐกิจจีนลงได้บ้าง นอกจากนี้ ทิศทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เองก็ยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว จากปัญหาการว่างงาน ปัญหาหนี้สาธารณะ และปัญหาภัยธรรมชาติ เป็นต้น

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ทิศทางราคาเหล็กยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนให้เพิ่มสูงขึ้นไปมาก และในช่วงไตรมาส 3 ก็น่าจะยังมี ทิศทางชะลอตัวและเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่มักมีการเริ่มกลับเข้ามาซื้อเพื่อสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องมีการใช้เหล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเหล็กแผ่น ในหลายๆภูมิภาคมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยส่วนหนึ่งเนื่องมาจากปัญหาชิ้นส่วนรถยนต์ตึงตัว อันเนื่องมา จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในญี่ปุ่นช่วงต้นปีมีทิศทางที่คลี่คลายลงอย่างชัดเจน น่าจะส่งผลทำให้อุปสงค์เหล็กเพิ่มสูงขึ้นด้วย และคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาในช่วงปลายปีกลับ มาปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง 

.

ที่มา : ธนาคารกสิกรไทย

สำหรับระยะต่อไป ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางราคาเหล็ก ซึ่งผู้ประกอบการควรจะให้ความสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านอุปสงค์ โดย เฉพาะอย่างยิ่งอุปสงค์จากจีน ซึ่งอาจได้รับผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่สกัดความร้อนแรงของเงินเฟ้อในประเทศ อันจะเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทางราคา เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามจากการที่ปัญหาเงินเฟ้อยังคงไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย น่าจะทำให้จีนยังคงต้องใช้มาตรการชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อ และควบคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยอื่นด้านอุปสงค์ที่มีผลต่อราคา โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ในตลาดโลก ก็เป็นอีกปัจจัยที่ สำคัญ เนื่องจากแม้จีนจะมีมาตรการควบคุมการขยายตัว แต่ถ้าหากอุตสาหกรรมต่อเนื่องยังคงขยายตัวได้ดี จะทำให้ทิศทางราคาไม่ชะลอลงมาก

ส่วนปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สำคัญ เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน และน้ำมัน เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนให้ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นได้มาก จึงทำให้ยังไม่น่าจะเป็นตัวแปรหลักที่จะกำหนดทิศทางราคาช่วงปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากเกิดปัญหาบางประการที่อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาวัตถุดิบในตลาดลดลง เช่น จาก ภัยธรรมชาติ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง หรือ มาตรการควบคุมการส่งออก หรือควบคุมการผลิต ของประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ก็อาจจะมีผลทำให้เป็นแรงผลักดันให้ราคาเหล็กเพิ่มสูงขึ้นได้

• ราคายาง
สำหรับทิศทางราคายางในช่วงที่เหลือของปี 2554 นี้คาดว่า ราคายางยังคงมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ราคายางมักจะเคลื่อน ไหวไปตามราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากยางธรรมชาติเป็นสินค้าทดแทนยางสังเคราะห์ที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ แม้ว่าจะทดแทนได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม นอกจากนี้ราคาน้ำมันยัง เป็นต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้ายางด้วย ทำให้ราคาน้ำมันมีผลอย่างมากต่อราคายาง

.

อนึ่ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะต่อไปจนถึงสิ้นปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกปีนี้โดยเฉลี่ยจะ อยู่ที่ 104 ถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นคือ จนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวในกรอบใกล้เคียงกับระดับราคาปัจจุบัน จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานที่ ถ่วงน้ำหนักกันอยู่ โดยปัจจัยด้านอุปสงค์เกิดจาก ความกังวลต่อทิศทางอุปสงค์ที่ยังคงมีโอกาสชะลอตัว เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ และยุโรป เป็นต้น ซึ่งกระทบปริมาณความต้องการน้ำมัน ขณะที่ปัจจัยด้านอุปทาน คือ การที่อุปทานน้ำมันยังต้องเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออก กลางและแอฟริกา ซึ่งคาดว่าปัจจัยสำคัญทั้ง 2 ปัจจัยนี้ มีโอกาสดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีหน้า และน่าจะส่งผลต่อทิศทางราคายางด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ราคายางยังขึ้นอยู่กับอุปสงค์ของอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยที่ในช่วงปลายไตรมาส 1 และ ไตรมาส 2 ปี 2554 ที่ผ่าน ราคายางได้ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์โลกต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ ทำให้ การผลิตรถยนต์ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในญี่ปุ่นต้องหดตัวลงอย่างมาก ทำให้ความต้องการยางลดลง ทว่า ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายดีขึ้นแล้ว ตามลำดับ ทำให้การผลิตรถยนต์ในภูมิภาคต่างๆเริ่มกลับคืนสู่ระดับปกติมากขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ประกอบกับตลาดรถยนต์ในประเทศและการส่งออกรถยนต์ของจีน ซึ่งปัจจุบัน เป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีความต้องการนำเข้ายางเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นราคายางจึงมีโอกาสปรับสูงขึ้นได้อีกครั้ง แต่อาจจะไม่ปรับพุ่งขึ้น ไปสูงกว่าระดับที่เคยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 

นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องฤดูกาลก็เป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลต่อทิศทางราคา ทั้งนี้ แม้ในช่วงไตรมาส 3 ปัจจัยด้านนี้จะไม่หนุนให้ราคาปรับขึ้น เนื่อง จากช่วงประมาณเดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม ของทุกปี จะเป็นช่วงฤดูร้อนของภาคใต้ ซึ่งเป็นฤดูกาลของการกรีดยางด้วย ทำให้ปริมาณยางในช่วงนี้จะออกมามาก แต่เมื่อเข้าสู่ ช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน ชาวสวนจะกรีดยางได้น้อย ทำให้ปริมาณยางลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่หนุนราคายางในช่วงปลายปีให้สูงขึ้น ทั้งนี้หากในปีใดมีฝนตกชุกกว่าปกติ หรือมี ภัยธรรมชาติรุนแรงก็อาจจะยิ่งทำให้ปริมาณยางที่ออกมาสู่ตลาดลดลง ทำให้ราคายางยิ่งมีราคาสูงขึ้น ซึ่งก็จะกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

• ราคาพลาสติก
จากที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้นว่า ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากพลาสติกส่วนใหญ่จะใช้พลาสติกในกลุ่มโพลิโพรพิลีน (PP) และโพลิคาร์บอเนต (PC) ซึ่งพลาสติกในกลุ่มนี้เป็นผลผลิตปิโตรเคมีขั้นปลาย ซึ่งมาจากวัตถุดิบซึ่งเป็นปิโตรเคมีขั้นต้น คือ โพรพิลีน และ เบนซิน ตามลำดับ ดังนั้นการจะศึกษาทิศทางราคาพลาสติกที่ใช้ทำชิ้น ส่วนรถยนต์จึงต้องดูจากทิศทางราคาของโพรพิลีน และเบนซิน เป็นหลัก ซึ่งราคาของสินค้าปิโตรเคมีขั้นต้นทั้ง 2 ชนิดนี้เอง ส่วนหนึ่งก็อิงกับราคาวัตถุดิบพื้นฐานที่สำคัญ คือ น้ำมันดิบ ดังจะเห็นได้จากความสัมพันธ์ของราคาดังกราฟต่อไปนี้ ที่โดยรวมแล้วดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเกือบตลอด

.

จากทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะต่อไปจนถึงสิ้นปี 2554 ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ในส่วนของราคายางว่า จะมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ เคียงปัจจุบัน จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานน้ำมันที่ถ่วงน้ำหนักกันอยู่ และคาดว่าจะมีโอกาสดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีหน้า ทำให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเคลื่อน ไหวขึ้นลงไม่รุนแรงในระยะ 1 ปีต่อจากนี้ไป ซึ่งการขึ้นลงของราคาน้ำมันที่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่สำคัญ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของราคาโพรพิลีนและเบนซิน

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการขึ้นลงของราคาวัตถุดิบพื้นฐานแล้ว ราคาโพรพิลีน และเบนซิน ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านทิศทางการเติบโตของ อุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านและสำนักงาน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมผลิตบรรจุ ภัณฑ์อาหาร อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและของเล่นเด็ก เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน และสัมพันธ์กับทิศทางการขยายตัวของ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศกำลังพัฒนาที่มีโอกาสในการขยายตัวสูง เช่น ประเทศในกลุ่ม BRICs (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมกันสูงถึงมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจีนจะมีการใช้มาตรการควบคุมความร้อน แรงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะส่งผลระยะสั้นต่อราคาโพรพิลีนและเบนซินอยู่เป็นระยะๆ แต่จากทิศทางเศรษฐกิจจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง รวมถึงเศรษฐกิจอินเดียที่ ยังมีทิศทางขยายตัว ทำให้ราคา โพรพิลีนและเบนซินยังคงรักษาระดับสูงเช่นปัจจุบันต่อไป ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องมายังราคาพลาสติกในกลุ่มโพลิโพรพิลีน (PP) และโพลิคาร์บอเนต (PC) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการ 

สำหรับแนวทางที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนรถยนต์อาจจะพอทำได้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของราคาวัตถุดิบในการผลิต ชิ้นส่วนรถยนต์ คือ การทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบล่วงหน้า ซึ่งจะสามารถกำหนดช่วงเวลาในการซื้อขายได้หลากหลายช่วง ทั้งระยะสั้นเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือจะทำสัญญาซื้อ ขายล่วงเป็นเวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้น โดยในช่วงที่หากมีการคาดการณ์ราคาผันผวน และในระยะใกล้ๆนี้ราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็ควรที่จะทำสัญญาซื้อขายเพียงระยะสั้น ขณะที่ หากราคาปรับลดลงถึงระดับหนึ่งก็ควรเปลี่ยนมาทำสัญญาซื้อขายระยะยาว ซึ่งการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า นอกจากเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการขึ้นลงของราคาแล้ว ยังช่วย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุนและผลกำไรได้ง่าย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรต้องมีการทำประกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนควบคู่กันไปด้วย สำหรับธุรกิจชิ้นส่วน ยานยนต์ที่มีการดำเนินธุรกิจส่งออกและ/หรือนำเข้า เช่น การทำสัญญา Forward อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสัญญาที่ช่วยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอนในวันส่งมอบ ทำให้ผู้ส่งออก ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยปกป้องรายได้รวมถึงอัตราผลกำไรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย และมีธนาคารพาณิชย์หลายรายพร้อมให้บริการ ขณะเดียวกัน การเลือกกำหนดสกุลเงินในการทำธุรกรรมทางการค้าที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา และประเทศคู่ค้า เพื่อลดโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะที่เงินสกุลหลักทั้ง ดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร ยังมีแนวโน้มผันผวน โดยเฉพาะหากผู้ประกอบการเป็นเอสเอ็มอีรายใหม่ไม่เคยมีประวัติการทำธุรกิจส่งออก อาจเลือกตกลงซื้อขายเป็นสกุลเงินบาทใน ตลาดส่งออกที่มีการใช้เงินบาทอย่างแพร่หลาย อาทิ กลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) แต่ก็อาจจะทำได้จำกัดในบางตลาดและ บางคู่ค้าเท่านั้น

นอกจากแนวทางต่างๆดังกล่าวแล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้คือ การบริหารจัดการวัตถุดิบคงคลัง โดย ในช่วงที่ราคาวัตถุดิบถูกลง ผู้ประกอบการอาจมีการเพิ่มระดับสต็อกวัตถุดิบคงคลังมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ราคาขึ้น ผู้ประกอบการควรลดการสต็อกวัตถุดิบลง และรอช่วง จังหวะเวลาเข้าซื้อเป็นระยะๆ โดยติดตามจากข่าวสาร และปัจจัยต่างๆที่อาจจะมีผลกระทบต่อราคาอยู่เสมอ ซึ่งแนวทางต่างๆนี้ คาดว่าน่าจะพอช่วยผู้ประกอบการในการพิจารณา ดำเนินงานของธุรกิจในช่วงที่ภาวะต้นทุนวัตถุดิบมีความไม่แน่นอนสูงนี้ได้พอสมควร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: