AEC : ความสำคัญสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ในการเข้าสู่ AEC

ปัจจุบัน ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ มีความตื่นตัวและให้ความสนใจกับกระแสความคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy กันค่อนข้างมาก เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2558 ประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ จะเปิดเสรีการค้า บริการ และการลงทุนระหว่างกัน ทำให้ผู้ผลิตสินค้าของไทย นอกจากจะต้องเผชิญการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ที่ส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยแล้ว สินค้าของไทยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย ในการออกไปแข่งขันและแสวงหาโอกาสทางการตลาดในต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จจึงขึ้นอยู่ที่ว่า ธุรกิจจะมีศักยภาพการแข่งขันมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการของไทยเป็นจำนวนมาก มักจะเน้นใช้ปัจจัยทางด้าน ราคาเพื่อการแข่งขันหรือการขยายตลาด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศสมาชิกใน AEC หลายประเทศมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้ความได้เปรียบการแข่งขันทางด้าน ราคาของสินค้าไทยเริ่มลดลง ฉะนั้น การจะดึงดูดให้ผู้ซื้อทั้งตลาดในประเทศ รวมทั้งตลาดในกลุ่มอาเซียน หันมาสนใจในสินค้าของไทยมากขึ้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาสินค้าให้มี ความแตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการแข่งขันทางด้านราคาเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ที่ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาใส่เข้าไปในตัวสินค้าเดิม หรือสร้างสินค้าภายใต้รูปแบบและนวัตกรรมใหม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้าง สรรค์ ซึ่งเริ่มจะเป็นที่สนใจและมีการพูดถึงในไทยค่อนข้างมากในปัจจุบัน

ภายใต้นิยามของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy จะหมายถึง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบน พื้นฐานของการใช้องค์ความรู้(Knowledge) การศึกษา(Education) การสร้างสรรค์งาน(Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน ทางวัฒนธรรม(Culture) การสั่งสมองค์ความรู้ของสังคม(Wisdom) และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่(Technology and Innovation)” หรือพูดง่ายๆก็คือ การผลิตสินค้าหรือ บริการให้แตกต่างจากที่มีอยู่เดิม โดยการใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ ผนวกเข้ากับการใส่ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยให้สินค้าและบริการนั้น มีความโดดเด่น น่าสนใจ ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้า รวมทั้งมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบางครั้ง การคิดนอกกรอบจากสิ่งที่มีอยู่เดิมเพียงเล็กน้อย ก็อาจสามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่จนเป็นที่ ต้องการของตลาดได้

ทั้งนี้ สศช. ได้จัดประเภทของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์เบื้องต้น โดยยึดกรอบขององค์การความร่วมมือเพื่อการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) และปรับเพิ่มเติมตามรูปแบบของ องค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก และ 15 กลุ่มย่อย ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโดยกว้าง เพื่อประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy นับว่ามีความสำคัญทั้งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวม และยังเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจที่จะนำแนวคิดดังกล่าว ไปใช้ ทั้งนี้เนื่องจากในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการค้าถือว่ามีความรุนแรง เนื่องจากการเปิดเสรีทางการค้าที่แต่ละประเทศได้ทำความตกลงกัน ทำให้กำแพงกีดกัน ทางการค้าลดลงเป็นลำดับ และยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ จะเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงาน ทำได้โดยเสรีมากขึ้นจากปัจจุบัน จึงมิอาจปฏิเสธได้ว่า AEC จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี(SMEs) ที่เป็นภาคการผลิตสำคัญและมีจำนวนผู้ ประกอบการเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงประมาณ 2.92 ล้านราย(ตัวเลข ณ สิ้นปี 2553) และส่วนใหญ่จะอยู่ในภาค การค้าและซ่อมบำรุง 1.38 ล้านราย ภาคบริการ 0.98 ล้านรายและภาคการผลิต 0.55 ล้านราย รวมจำนวนการจ้างแรงงานประมาณ 10.5 ล้านคน รวมทั้งเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่ สร้างรายได้ประชาชาติหรือ GDP สูงถึงประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 37.1 ของรายได้ประชาชาติทั้งประเทศ

จำนวนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs)จำแนกตามกลุ่มวิสาหกิจ( ณ สิ้นปี 2553) 

กลุ่มวิสาหกิจ  ขนาดกลางขนาดย่อม  ขนาดใหญ่  ไม่ระบุ  รวม
 ขนาดย่อม  ขนาดกลาง  รวม
 ภาคการค้าและซ่อมบำรุง  1,378,060  5,331  1,383,391  3,692  282  1,387,365
 ภาคการบริการ  976,503  7,107  983,610  2,615  111  986,336
 ภาคการผลิต  539,152  5,946  545,098  2,819  1787  549,704
 อื่นๆ  205  0  205  11  414  630
 ไม่ระบุ  860  3  863  3  11  877
 รวม  2,894,780  18,387  2,913,167  9,140  2605  2,924,912

ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะต้องเผชิญ ภายหลังจากการเกิดขึ้นของ AEC สามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

การแข่งขันเพื่อรักษาตลาดในประเทศ SMEs ไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นอันเกิดจากการรุกเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านในระยะต่อไป ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อประโยชน์ในการปรับตัวรองรับการแข่งขัน ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV อันประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ส่วนใหญ่มีข้อได้เปรียบเด่นชัดในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างต่ำกว่าไทยโดยเปรียบเทียบ ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์มีจุดแข็งในเรื่อง เทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานสินค้า ในขณะเดียวกัน ก็มีการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของตนเอง ให้มีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท(ปี 2553) ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้าโดยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประมาณ 0.33 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 27.0 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดจากอาเซียน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากอาเซียน ทั้งใน กลุ่มทั่วไปและกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากการปรับลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับ ลดลง ทั้งนี้สินค้าที่มีการนำเข้าจากประเทศอาเซียนโดยเอสเอ็มอีไทยสูงสุดได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ น้ำมันปิโตรเลียมและถ่าน หิน และพลาสติกและผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก สำหรับประเทศในอาเซียนที่เอสเอ็มอีไทย มีการนำเข้าสินค้ามากที่สุดได้แก่ สิงคโปร์(ขยายตัว 195.3%) มาเลเซีย (ขยาย ตัว28.2%) อินโดนีเซีย (ขยายตัว8.1%) และฟิลิปปินส์ (ขยายตัว13.7%)

สัดส่วนการนำเข้าของSMEs ไทย แยกตามกลุ่มประเทศที่สำคัญ
หน่วย : ล้านบาท

 ประเทศ  2552  2553  ขยายตัว(ร้อยละ)
 SMEs  รวม  SMEs  รวม  SMEs  รวม
 อาเซียน  203,420.48  851,004.20  331,905.95  1,233,801.27  63.2  45.0
 ญี่ปุ่น  225,608.32  860,143.01  292,977.10  1,167,712.62  29.9  35.8
 จีน  242,075.77  586,144.42  257,035.12  553,391.33  6.2  -5.6
 สหภาพยุโรป  170,964.36  418,972.22  199,416.61  443,318.58  16.6  5.8
 สหรัฐฯ  101,315.46  288,564.23  97,971.05  299,798.54  -3.3  0.8
 อื่นๆ  434,355.86  1,600,510.83  595,776.87  2,136,142.82  37.2  33.5
 รวม  1,377,740.25  4,605,330.91  1,775,082.70  5,834,165.16  28.8  26.7

ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

การขยายตลาดส่งออกไปสู่ต่างประเทศ ประเทศสมาชิกอื่นๆในอาเซียนอีก 9 ประเทศ มีประชากรรวมกันถึงกว่า 500 ล้านคน เป็นตลาดที่มีประชากรใหญ่กว่าประเทศไทย 7-8 เท่าตัว ซึ่งแม้ว่าหลายๆประเทศจะมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่หากรวมประชากรในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ก็มีเป็นจำนวนมาก และในอนาคต ผลจาก การพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระดับสูงต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา จะทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้ มีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ และจะเป็นตลาด ส่งออกที่มีบทบาทสำคัญต่อสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมาเอสเอ็มอีของไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกประมาณ 1.75 ล้าน ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 28.4 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย (ปี 2553) และเป็นที่น่าสังเกตว่า อาเซียน เป็นตลาดส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอีไทย ที่ มีบทบาทความสำคัญสูงสุด โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 0.38 ล้านล้านบาท(มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดอาเซียนอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.9 ของมูลค่าการส่งออกเอสเอ็มอีไทยทั้งหมด โดยตลาดอาเซียนที่เอสเอ็มอีไทย มีการส่งออกสูงสุดได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่หากพิจารณาจาก อัตราการขยายตัวสูงสุด จะได้แก่ ฟิลิปปินส์ ขยายตัวร้อยละ 57.1 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 46.7 และมีแนวโน้มที่มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดอาเซียน ทั้งในภาพรวม และการส่งออกในส่วนของเอสเอ็มอีไทย จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยสินค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีไทยที่มีการส่งออกในสัดส่วนที่สูงได้แก่ น้ำตาล ยาง พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ทำจากพลาสติก และเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

สัดส่วนการส่งออกของSMEs ไทยแยกตามกลุ่มประเทศที่สำคัญ
หน่วย : ล้านบาท
 ประเทศ  2552  2553  ขยายตัว(ร้อยละ)
 SMEs  รวม  SMEs  รวม  SMEs  รวม
 อาเซียน  316,156.79  1,107,020.36  383,321.06  1,403,597.65  21.2  26.8
 สหภาพยุโรป  184,896.85  619,298.88  192,139.94  690,081.52  3.9  11.4
 ญี่ปุ่น  154,296.95  536,300.29  177,582.29  645,331.66  15.1  20.3
 จีน  133,681.16  549,814.15  172,041.61  678,631.84  28.7  23.4
 สหรัฐฯ  146,992.52  567,951.67  148,945.51  638,819.62  1.3  12.5
 อื่นๆ  653,175.6  1,819,527.02  679,773.89  2,119,958.40  4.1  16.5
 รวม  1,589,199.87  5,199,912.37  1,753,804.30  6,176,423.69  10.4  18.8

ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

จะเห็นได้ว่า การก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC ในปี 2558 นับเป็นประเด็นความท้าทายต่อเอสเอ็มอีไทยพอสมควร โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเพื่อ รองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้น จากการเข้ามาของสินค้านำเข้าที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิต ซึ่งจะเข้ามาแย่งตลาดกับสินค้าของไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของไทย จึงควรนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาปฏิบัติ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรับมือกับ AEC โดยจากการศึกษาถึงจุดเด่นของเอสเอ็มอีไทย พบว่ามี แรงงานฝีมือ และมีทักษะทางด้านศิลปะค่อนข้างสูง ประกอบกับขนาดของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่ใหญ่มากนัก ทำให้มีความคล่องตัวในการปรับรูปแบบธุรกิจ ให้สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงทางด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ ที่นอกจากจะต้องการสินค้าที่เป็นวัตถุแล้ว ยังต้องการคุณค่าหรือรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า ด้วย เรียกได้ว่าผู้ผลิตยุคใหม่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการผลิตสินค้า ดังนั้น หากมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไทยมีอยู่ เป็นจำนวนมาก มาผสมผสานเข้ากับตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จะยิ่งทำให้สินค้าไทยมีศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น

โดยธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีโอกาสและความพร้อม ในการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาประยุกต์เพื่อเพิ่มโอกาสและเพิ่มมูลค่าทางการตลาด มีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม แต่ที่โดด เด่นเนื่องจากมีปัจจัยทางด้านวัตถุดิบ รวมถึงมีภูมิปัญหาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นสนับสนุน ก็ได้แก่

อุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทย มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง จนได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก ขณะเดียวกัน ก็มีวัตถุดิบที่ สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะพืชสมุนไพรต่างๆ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ สามารถนำมาประยุกต์และผสมผสานเพื่อพัฒนาอาหารไทยให้มีความหลากหลาย และเพิ่มมูลค่า รวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด โดยที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรในรูปวัตถุดิบค่อนข้างมาก ดังนั้นหากสามารถแปรรูปสินค้าส่งออกไปจะช่วยเพิ่มมูลค่า สินค้าให้สูงขึ้น

สินค้าแฟชั่น ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตละส่งออกสินค้าประเภทแฟชั่นชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ทั้งสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ รองเท้าและเครื่องหนัง แต่การจะ มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวจากที่มุ่งเน้นการเป็นผู้รับจ้างผลิต ก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การตลาดที่มุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เน้นการออกแบบสินค้าทีมีเอกลักษณ์ ตรงตามประโยชน์ใช้สอยของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และพยายามที่จะสร้างตราสินค้าของตนเองขึ้นมา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

อุตสาหกรรมหัตถกรรม เครื่องเรือน จักรสาน งานไม้ โลหะ เครื่องปั้นดินเผา ถือเป็นสินค้าพื้นเมืองที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายในชุมชนท้องถิ่นของไทย ซึ่งแต่ละแห่งก็มีรูปแบบ ลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตามความรู้ความชำนาญที่แต่ละท้องถิ่นมี ซึ่งหากสามารถพัฒนาทางด้านการออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ จะช่วยให้งาน หัตถกรรมไทย สามารถขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ กระแสความนิยมในดนตรี ภาพยนตร์ รวมทั้งการแต่งกายสไตล์เกาหลีหรือที่เรียกว่า K-POP ได้รับความยอมรับทั้งในไทยและในภูมิภาคเอเชีย อันถือเป็น หนึ่งในการนำแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้ โดยการผสมผสานเทคโนโลยี ร่วมกับมรดกทางวัฒนธรรมการใช้ชีวิต การแต่งกาย ที่เกาหลีมีลงไปในสินค้า ซึ่งปัจจุบัน ภาพยนตร์และดนตรีไทย ก็กำลังเริ่มก้าวออกไปได้รับความนิยมในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมและมีประวัติยาวนาน ประกอบกับผู้ผลิตมีการ พัฒนาบทหรือ เนื้อหาสาระของสื่อที่จะถ่ายทอดได้ตรงกับรสนิยมของตลาดต่างประเทศ

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับ จากการนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาพัฒนาสินค้า สามารถสรุปได้ ดังนี้

สร้างศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืน ประเทศไทยมิอาจจะพึ่งพาปัจจัยการผลิต ทั้งวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน ที่มีราคาถูกได้อีกต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวมีการปรับตัวสูงขึ้น เป็นลำดับ ทำให้การแข่งขันทางด้านราคามิอาจจะดำเนินไปได้ในระยะยาว ประการสำคัญกลุ่มลูกค้าเป็นจำนวนมาก เริ่มที่จะมีพฤติกรรมความต้องการบริโภคสินค้า ที่มีความแตกต่างจากที่มีทั่วๆไปในตลาด ฉะนั้นการผลิตสินค้าหรือบริการ โดยการใส่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยให้สินค้ามีความโดดเด่น น่าสนใจ ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าในระยะยาว

สร้างอัตราผลตอบแทน เพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันได้ ผู้ประกอบการทั่วไปจึงต้องตั้งราคาจำหน่ายให้ถูก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อหน่วยต่ำ และหากต้องการกำไรเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณจำหน่ายสินค้า ซึ่งก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิต และตามมาด้วยการลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่หากธุรกิจมีการใส่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ลงในตัวสินค้า จะสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมได้ เนื่องจากผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อคุณค่าที่แฝงอยู่ในตัวสินค้า ทำให้ธุรกิจมีกำไรต่อหน่วย และผลตอบแทนธุรกิจเพิ่มขึ้น

สร้างภาพลักษณ์ ความแตกต่าง เป็นที่จดจำ ที่ผ่านมามีสินค้าไทยเป็นจำนวนมากที่ถูกลอกเลียนแบบสินค้า ทั้งรูปแบบ บรรจุภัณฑ์ และตราสินค้า ในตลาดต่างประเทศ โดยผู้ ผลิตสินค้าในต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า แต่หากสินค้าไทยมีการพัฒนานวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ใส่เข้าไปในตัวสินค้า จะทำให้การเลียนแบบสินค้าทำได้ยากลำบากขึ้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ได้นำมาทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากการขยายตลาด ไปสู่ประเทศสมาชิกอื่นๆอีก 9 ประเทศ ที่มีประชากรรวมกันถึงกว่า 500 ล้านคน อันเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าไทยหลายเท่าตัว รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าโดยเฉพาะมาตรการ ทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี สำหรับปัญหาก็คือ การเข้ามาของสินค้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ส่งเข้ามาทำตลาด และสินค้าจากหลายประเทศก็มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยหนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญก็คือ การพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ภาย ใต้การนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาปรับใช้กับการผลิตสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาครัฐเอง ก็จำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนงบ ประมาณ ทางด้านการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทย สามารถนำไปต่อยอดการผลิต และช่วยให้เอสเอ็มอีของ ไทย มีศักยภาพการแข่งขันอย่างยั่งยืน สามารถขยายตลาดส่งออกและนำเงินตราเข้าประเทศเป็น

   

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: