กูเกิล & โมโตโรล่า เขย่าขวัญคู่แข่งเสริมแกร่ง “แอนดรอยด์”

https://i0.wp.com/cdn.besttechie.net/wp-content/uploads/2011/08/motorola_android.jpeg

สะเทือนวงการไอทีโทรคมนาคมขึ้นมาโดย พลัน เมื่อ “กูเกิล” ประกาศเข้าซื้อธุรกิจโทรศัพท์มือถือของยักษ์ใหญ่ “โมโตโรล่า” (Motorola Mobilty) เป็นเงินสด ๆ มูลค่าสูงถึง 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยักษ์เสิร์ชเอ็นจิ้นดัง “กูเกิล” ให้เหตุผลถึงการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ (อีโคซิสเต็มส์) ของ “แอนดรอยด์”

เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณต่อโลกการสื่อสาร ด้วยว่า “กูเกิล” มุ่งมั่นตั้งใจแค่ไหนที่จะบุกตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเลตอย่างเต็มตัว เรียกว่าพร้อม เปิดฉากสู้รบชิงชัยกับค่าย “แอปเปิล” โดยตรง
แน่นอนว่าอภิมหาดีลระหว่าง “กูเกิล-โมโตโรล่า” ที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความกดดันไปยังบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แบรนด์ดังรายอื่น ๆ ด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็น ซัมซุง แอลจี แบล็คเบอร์รี่ และโนเกีย
นับตั้งแต่แอนดรอยด์เครื่องแรกปรากฏตัวขึ้นในปี 2008 ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่รองรับระบบปฏิบัติการ “แอนดรอยด์” จำนวนมากกว่า 150 ล้านเครื่องอยู่ในมือผู้ใช้งานทั่วโลก และทุกวันจะมีอุปกรณ์แอนดรอยด์จำนวน 5.5 แสนเครื่องกำลังทำงาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ “แอนดรอยด์” ได้กลายมาเป็นระบบปฏิบัติการอันดับ 1 แซงหน้าไอโอเอสของแอปเปิล และซิมเบียนของโนเกียไปแล้ว

https://i2.wp.com/www.fandroid.in.th/uploads/images/2011/08/17/4e4b80d87364c.jpg

อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่าหัวใจสำคัญของอภิมหาดีลของกูเกิลในครั้งนี้คือเรื่อง “ขุมทรัพย์สิทธิบัตร” เนื่องจากที่ผ่านมากูเกิลมีสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ (mobile) น้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่โมโตโรล่าโมบิลิตี้มีสิทธิบัตรกว่า 1.7 หมื่นรายการทั่วโลก และยังมีสิทธิบัตรด้านแอปพลิเคชั่นอีก กว่า 7,500 รายการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ฉะนั้นการเข้าซื้อกิจการ ของกูเกิลในครั้งนี้จึงถือเป็นการเพิ่มอาวุธสำคัญเพื่อนำมาใช้ต่อสู้กับคู่ แข่งในสงครามด้านสิทธิบัตรที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การฟ้องร้องจากออราเคิล, ไมโครซอฟท์ และ แอปเปิล

“แลร์รี่ เพจ” ซีอีโอกูเกิลพูดถึงดีลนี้ในบล็อกของบริษัทว่า “การควบรวมกิจการกับโมโตโรล่าครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน ด้านพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตรของกูเกิล ช่วยให้กูเกิลสามารถป้องกันระบบแอนดรอยด์จาก คู่แข่ง เช่น ไมโครซอฟท์ แอปเปิลและบริษัทอื่น ๆ ในสังเวียนการ แข่งขันได้” สอดคล้องกับ “อัลเครช ซาร์ช” นักวิเคราะห์จาก Evercore Partners มองว่า “สิ่งจำเป็นของกูเกิลในตอนนี้ คือพอร์ตโฟลิโอของสิทธิบัตรซึ่งที่ผ่านมากูเกิลมีเพียงไม่กี่พันรายการ เท่านั้น จึงทำให้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตีเรื่องการฟ้องร้องด้านสิทธิบัตร จำนวนมาก ขณะเดียวกันพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตรของโมโตโรล่ามีความแข็งแกร่งมากพอที่จะ ทำให้กูเกิลสามารถต่อสู้กับคดีความการฟ้องร้องต่าง ๆ ได้” แต่ใช่ว่าดีลควบรวมกิจการของกูเกิลใน “โมโตโรล่า” จะมีแต่แง่บวก มีนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเห็นต่างออกไป โดย “ชาร์ล โกลวิน” นักวิเคราะห์จาก “ฟอเรสเตอร์รีเสิร์ช” แสดงความเห็นว่า ดีลระหว่างกูเกิล-โมโตโรล่าถือเป็น “ความเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยง” เพราะกูเกิลอยู่ในธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ให้แก่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ

ดังนั้นการซื้อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายหนึ่งย่อมสร้างความไม่พอใจผู้ผลิต ฮาร์ดแวร์ที่เหลือ เช่น แอลจี ซัมซุง เอชทีซี ที่อาจตัดสินใจลดการลงทุนกับกูเกิลด้วยการหันไปพัฒนาสินค้าบนระบบวินโดวส์ ของไมโครซอฟท์เพื่อแข่งขันกับแอปเปิลแทน อย่างไรก็ดี ดีลนี้ไม่เพียงส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้ตลาดหุ้นทั่ว โลก แต่ยังสร้างประวัติศาสตร์ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วยมูลค่า การควบรวมกิจการสูงสุดนับตั้งแต่ ปี 2007 เป็นต้นมา

บริษัทด้านข้อมูลธุรกิจ “ธอมัส รอยเตอร์” รายงานว่า การควบรวมกิจการของยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอ็นจิ้นถือเป็นดีลครั้งใหญ่ที่สุดของ “กูเกิล” หลังจากการซื้อกิจการ DoubleClick บริษัท ด้านการจัดการโฆษณาในปี 2007 มูลค่า 3,1000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้มูลค่าการควบรวมกิจการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีใน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกรวมกันสูงถึง 125,7000 ล้านเหรียญสหรัฐ

บริษัทที่ปรึกษาการเงิน “Ernst & Young” รายงานว่า การควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมไฮเทคกำลังเข้าสู่ยุคบูมอีกครั้ง หากคิดเฉพาะดีลที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2011 มีจำนวน 777 ดีล ลดลงจากไตรมาสแรกปีเดียวกันที่มีจำนวน 794 ดีลเล็กน้อย แต่ในแง่มูลค่าสูงกว่ามาก

บิ๊กดีลหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้ผลักดันให้มูลค่าการควบรวมกิจการในกิจการ เทคโนโลยีทั่วโลก ณ ไตรมาส 2 ปีนี้มีมูลค่าสูงถึง 52.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเกือบเท่าตัวจากไตรมาสแรก ทั้งมาจากการหลอมรวมของอุตสาหกรรมและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของโลกเทคโนโลยี เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง, สมาร์ทโมบิลิตี้, อินเทอร์เน็ต โมบายวิดีโอ, สมาร์ทกริด และพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ค่าเฉลี่ยของมูลค่าดีลในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 194 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุคดอตคอมกำลังบูม ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 2 ยังเป็นไตรมาสที่เกิดอภิมหาดีลมูลค่าสูงสุดในโลกเทคโนโลยีระหว่าง “ไมโครซอฟท์” เข้าซื้อกิจการ “สไกปด์” มูลค่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือดีลของบริษัท เทกซัส อินสทรูเมนต์ ที่เข้าซื้อกิจการบริษัทเนชั่นแนล เซมิคอนดักเตอร์ ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และแอพพลาย แมททีเรียลควบรวมกิจการกับวาเรียน เซมิคอนดักเตอร์ ด้วยมูลค่า 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

“โจว์ สเตเจอร์” ผู้ให้คำปรึกษาธุรกิจด้านเทคโนโลยี บริษัท Ernst & Young กล่าวว่า มูลค่ารวมของการควบรวมกิจการที่สูงนั้น เป็นข้อพิสูจน์ถึงพลังของนวัตกรรมและความมั่นใจระดับสูงในตัวผู้บริหาร เทคโนโลยีหลาย ๆ ราย ซึ่งสามารถเอาชนะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจระดับมหภาคที่กำลังเกิดขึ้นใน ไตรมาสนี้ ความไม่สงบในตะวันออก กลาง และผลพวงจากเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นโดยเฉพาะกระแสของ “คลาวด์คอมพิวติ้ง” ที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายควบรวมกิจการกับผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อมุ่งเน้นบริการคลาวด์ เป็นต้น “คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้น คือ ดีลที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะสามารถเอาชนะอุปสรรคทางเศรษฐกิจ เช่น ความไม่สงบจากเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคของโลก และประเด็นหนี้ที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้หรือไม่ หรือจะหยุดพักชั่วคราวในช่วงครึ่งปีหลังนี้”

เช่นเดียวกัน กรณีการเข้าซื้อกิจการ “โมโตโรล่า โมบิลิตี้” เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจของ “กูเกิล” ยังเต็มไปด้วยคำถามอีกมากมายไปจนกว่ายักษ์เสิร์ชเอ็นจิ้นโลกจะแสดงให้เห็น ความคุ้มค่าจากสิ่งที่ตนลงทุนไป

source : wiseknow

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: