ประเด็นสำคัญจากเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดเดือน มิ.ย. 2554

สรุปเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2554

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจสำคัญๆ ที่ประกาศในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา มีดังนี้ :-  ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2554 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการได้รับแรงกดดันจากภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ความกังวลเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงมาที่ 107.4 ในเดือนมิ.ย. จาก 108.3 ในเดือนพ.ค. อย่างไรก็ดี หากพิจารณาตามขนาดอุตสาหกรรม จะพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น โดยในบางอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้นในเดือนนี้

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมิถุนายน 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 :-

 การส่งออกเดือนมิถุนายน 2554 ขยายตัว ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 16.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) จากร้อยละ 17.3 (YoY) ในเดือนพ.ค. ส่วนการนำเข้าในเดือนมิ.ย. เติบโตเพียงร้อยละ 23.5 (YoY) เทียบกับที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 34.4 (YoY) ในเดือนพ.ค. โดยผลส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงค่อนข้างมากเนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าค่อนข้างมาก สวนทางกับมูลค่าการนำเข้าที่ปรับลดลง ส่งผลให้ดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 1,885.5 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมิ.ย. จากที่เกินดุลเพียง 274.3 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนพ.ค.

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) ในเดือนมิถุนายน 2554 ทรงตัวเท่ากับระดับในเดือนก่อนหน้า (MoM) แต่ฐานการคำนวณเปรียบเทียบในเดือนมิ.ย. 2553 ที่ค่อนข้างสูง ทำให้การบริโภคขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 (YoY) จากร้อยละ 5.1 (YoY) ในเดือนพ.ค. อย่างไรก็ดี เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนหลายรายการยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง อาทิ ปริมาณการใช้เชื้อเพลิง ภาษีมูลค่าเพิ่ม การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และปริมาณการจำหน่ายยานยนต์

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) เดือนมิถุนายน 2554 หดตัวลงร้อยละ 2.6 (MoM) และขยายตัวชะลอลงมาที่ร้อยละ 7.4 (YoY) เทียบกับร้อยละ 11.4 (YoY) ในเดือนพ.ค. ทั้งนี้ แม้เครื่องชี้การลงทุนในภาพรวมจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า แต่เครื่องชี้การลงทุนในรายการอื่นๆ ในเดือนมิ.ย. อาทิ พื้นที่รับอนุญาตในเขตเทศบาล และปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ยังคงขยายตัวได้ใกล้เคียง หรือสูงกว่าในเดือนพ.ค. ขณะที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ก็หดตัวในอัตราที่ชะลอลง

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น ทิศทางการใช้จ่ายภายในประเทศที่ดีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2554 สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้นมาที่ 81.7 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 80.4 ในเดือนพ.ค. ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในปัจจุบันและในอีก 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 (สะท้อนถึงความเชื่อมั่น) ที่ 53.1 และ 56.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งสหรัฐฯ และยุโรปที่กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านการคลัง อาจกดดันบรรยากาศของภาคธุรกิจในระยะข้างหน้าอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2554 เร่งตัวขึ้นถึงร้อยละ 7.5 (MoM) ตามการฟื้นตัวของกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และเบียร์ ขณะที่ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน การผลิตภาคอุตสาหกรรมพลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 3.3 (YoY) หลังจากที่หดตัวในช่วง 4 เดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อการส่งออก พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างโดดเด่น นำโดย ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหลอดอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ หมวดอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก ก็มีทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน นำโดย การผลิตยานยนต์ที่หดตัวในอัตราที่น้อยลงค่อนข้างมาก หลังจากที่ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทยอยคลี่คลายลงตั้งแต่ในช่วงสิ้นเดือนพ.ค.เป็นต้นมา ทั้งนี้ การผลิตอุตสาหกรรมใน ภาพรวมเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับร้อยละ 63.6 ในเดือนมิ.ย. จากร้อยละ 58.8 ในเดือนพ.ค.

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตหดตัวลงร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในเดือนมิถุนายน 2554 ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 5.8 ในเดือนพ.ค. ขณะที่ ราคาสินค้าเกษตรนั้น แม้จะยังคงขยับขึ้นอีกร้อยละ 12.8 (YoY) ในเดือนมิ.ย. แต่ก็เป็นอัตราการเพิ่มที่น้อยกว่าร้อยละ 18.4 ในเดือนพ.ค.

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น ยังคงขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทั้งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยระดับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 0.18 (MoM) เนื่องจากการปรับตัวลงของราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (อาทิ ไก่สด ไข่ไก่ ผักและผลไม้สด และเครื่องประกอบอาหาร) ช่วยหักล้างผลการปรับตัวขึ้นของราคาในหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม (อาทิ ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ และค่ากระแสไฟฟ้า) ไปได้บางส่วน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นมาที่ 4.08 (YoY) ในเดือนก.ค. จากร้อยละ 4.06 (YoY) ในเดือนมิ.ย. ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 2.59 (YoY) ในเดือนก.ค. จากระดับร้อยละ 2.55 (YoY) ในเดือนมิ.ย.

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2554 ที่ระดับ 29.82 แข็งค่าจาก 30.74 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หลังการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านพ้นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ขณะที่ สัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของธปท. แรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออก และกลุ่มผู้ค้าทองคำ รวมถึงทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียในภาพรวมก็เป็นปัจจัยหนุนเงินบาทด้วยเช่นกัน

   สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หากแรงเสียดทานทางการเมืองลดระดับลง หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศและสามารถผลักดันบางมาตรการ อาทิ นโยบายการปรับเพิ่มรายได้ และโครงการจำนำข้าว (ตลอดจนมาตรการพลังงานอื่นๆ) ได้ทันภายในไตรมาสสุดท้ายของปี ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อภาระค่าครองชีพ และช่วยกระตุ้นให้การบริโภคของภาคเอกชนสามารถขยายตัวในกรอบที่สูงขึ้นกว่าร้อยละ 4.0 (YoY) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 นอกจากนี้ การเร่งฟื้นกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมของไทยจากภาวะที่หยุดชะงักไปในช่วงไตรมาส 2/2554 ก็น่าที่จะช่วยหักล้างผลกระทบจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภาคการส่งออกของไทยไปได้บ้างบางส่วน ซึ่งภาพด้านบวกทั้งหมดดังกล่าว เมื่อรวมกับปัจจัยฐานการคำนวณเปรียบเทียบที่มีระดับต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.0-5.6 (YoY) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 ซึ่งทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ขยายตัวอยู่ในกรอบประมาณร้อยละ 3.5-4.5 โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 4.0

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: