วิธีแก้ปัญหาเมื่อธุรกิจถูกเรียกรับสินบน จากเจ้าหน้าที่รัฐ

การคอร์รัปชั่นในวงการธุรกิจเป็นสิ่งที่สามารถ แก้ไขให้หายขาดได้ ถ้าหากผู้ประกอบการมีวิํธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องพร้อมภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

https://ttmemedia.files.wordpress.com/2011/08/bribe.jpg?w=270

ป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะอยู่คู่กันกับสังคม ไทยมาอย่างยาวนานไปเสียแล้วสำหรับเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเรื่ืองนี้ล้วนทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายอย่างหาที่สุดไม่ได้โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเมื่อปัญหานี้ได้รุกรามบานปลายขยายตัวอย่างช้าๆ เข้ามาสู่แวดวงของการทำธุรกิจ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้จุดชนวนต้นเหตุแห่งปัญหาให้เกิดขึ้นด้วยการ รีดไถเรียกรับสินบนจากผู้ประกอบการธุรกิจเสียเอง จนทำให้ผู้ประกอบการหลายคนถึงกับท้อใจเลิกกิจการไปก็มีจำยอมจ่ายค่าสินบน เพื่อยุติปัญหาไปก็มาก โอกาสนี้ INCquity จึงขอนำวิํํธีการแก้ไขปัญหาเมื่อธุรกิจถูกเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐมา ฝากผู้ประกอบการทุกท่านกัน ซึ่งรับรองว่าวิํีธีการที่แนะนำไปทั้งหมดนี้สามารถใช้ได้อย่างเห็นผลแน่นอน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

แจ้งความดำเนินคดี

การเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นความผิดทางวินัยที่ร้ายแรงมาก และยังถือว่าเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่มิสามารถยอมความกันได้โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นความผิดที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดี ของประชาชน เมื่อผู้ประกอบการเจอการเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้วละก็ขอให้รีบ ดำเนินการแจ้งความกับตำรวจโดยทันที ห้ามปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นแล้วการจะหาหลักฐานเพื่อ ดำเนินการเอาผิดจะยิ่งยากมากขึ้นเนื่องจากหลักฐานในการทำความผิด (เงิน) อาจจะเปลี่ยนมือไปแล้วหลายคนมิหนำซ้ำคดีอาจจะขาดอายุความด้วย

นำเรื่องไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า ป.ป.ช. นั้น เป็นหน่วยงานองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความผิดมูลฐานที่ เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการโดยตรง จึงกลายเป็นหน่วยงานอันเป็นที่พึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่โดนเรียกรับสินบน จากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความสำคัญมากอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งจะลืมเสียไม่ได้ เนื่องจากเราต้องยอมรับกันตามตรงว่าบางครั้งการเรียกรับสินบนนั้นมีที่มาจาก เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ดังนั้นการไปร้องเรียนกับผู้บังคับใช้กฎหมายให้จับกุมผู้กระทำผิดที่บังเอิญ เป็นคนในเครื่องแบบบางคนมาลงโทษจึงมิอาจเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติตามระบบวิ่ง เข้าหาศูนย์กลางอำนาจของสังคมไทย ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องไปยื่นเรื่องกับทาง ป.ป.ช. ให้เข้าตรวจสอบน่าจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกวิธี หนึ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเกรงกลัวหน่วยงานนี้มากเป็นพิเศษเนื่องจากสามารถ ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าจัดการได้ทันที

นำเรื่องไปร้องเรียนต่อองค์กรอิสระ

หลายคนพูดทำนองเดียวกันว่าเรื่องการทุจริตเรียกรับสินบนในเมืองไทยนั้นมี มากพอๆื กันกับสี่แยกไฟแดง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคงไม่ต้องบอกให้เสียเวลาว่างานของหน่วยงานหลักที่่เอา ไว้พิฆาตการรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่าง ป.ป.ช. จะมีงานล้นมือมากขนาดไหน INCquity จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐขูดรีดเงินขอรับค่าสินบน ให้ไปร้องทุกข์ที่องค์กรอิสระโดยด่วน ซึ่งพวกเขามีหน้าที่ในการตรวจสอบที่ไม่แตกต่างอะไรกันเลยกับทาง ป.ป.ช. จะไม่เหมือนกันอยู่อย่างเดียวตรงที่หน่วยงานอิสระนั้นจะไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ในการดำเนินคดี แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ให้การคุ้มครองสำหรับการทำ หน้าที่ในการตรวจสอบเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอิทธิพลขององค์กรอิสระจะมีอำนาจช่วยปกป้องการถูกเรียกรับสินบนได้ใน ระดับหนึ่ง โดยองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเจ้าหน้าทีของรัฐที่สำคัญๆ ได้แก่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ศาลปกครอง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น

ร้องเรียนสื่อมวลชน

สื่อมวลชนมีบทบาทที่สำคัญมากในการตรวจสอบการกระทำผิดในภาครัฐเพราะพวกเขา ถูกยกให้เป็นฐานันดรที่ 4 อันเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อยู่สม่ำเสมอ มิหนำซ้ำพวกเขายังถูกสั่งสอนมาให้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือที่เรียกกันว่า watchdog ตามหลักสื่อสารมวลชนอันมีที่มาหมายถึงผู้ที่คอยระแวดระวังภัยให้กับประชาชน เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสังคมนักข่าวจะต้องเป็นผู้รู้และเข้าถึงก่อน เป็นพวกแรกเพื่อขุดคุ้ยเสาะหาความจริงมานำเสนอต่อสังคมจนนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้สื่อมวลขนจึงเป็นมิตรที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการที่เจอกับ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งรับรองได้ว่าพวกเขาจะหาความเป็นธรรมให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการได้ อย่างแน่นอน เพราะปัญหาของเราคืองานของพวกเขาและโปรดจงมั่นใจเถอะว่านักข่าวชอบที่จะ เขียนขุดคุ้ยเรื่องราวการทุจริตในภาครัฐมากกว่าข่าวประเภทอื่นๆ หลายสิบเท่า

ตั้งสมาคมภาคธุรกิจ

การที่ธุรกิจของผู้ประกอบการดำเนินงานเพียงแค่บริษัทเดียวเป็นอิสระ ปราศจากภาคีและกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจนั้นถือเป็นจุดอ่่อนอันเปราะบางที่ สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเข้ามาโจมตีและแสวงหาผลประโยชน์จาก ผู้ประกอบการได้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้เข้าใจระบบของตลาดการค้าดีว่ามีการแข่งขันกัน ที่สูงมากขนาดไหน การชิงความได้เปรียบเหนือคู่ต่อสู้ด้วยวิธีพิเศษหรือที่เรียกกันว่า ”ค่าน้ำร้อนน้ำชา” จึงเกิดขึ้นโดยมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้เข้ามาเสนอและภาคธุรกิจวิ่งเอา สินบนไปยัดใส่ในมือของเจ้าหน้าที่อยู่เป็นประจำ การทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับดอกเห็ดในสภาพธุรกิจ ลักษณะวิ่งเข้าหาศูนย์กลางของอำนาจอย่างเช่นในปัจจุบัน แต่ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจะหมดลงทันทีหากธุรกิจของผู้ประกอบการสามารถรวมตัว เข้ากับธุรกิจของคู่ต่อสู้จนจัดตั้งเป็นสมาคมหรือชมรมขึ้นมาได้ เนื่องจากจะสามารถขจัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างกิจการลงไปได้ในระดับ หนึ่งเพราะทุกบริษัทต่างมีพันธกิจและคำมั่นสัญญาร่วมกันสำหรับการทำธุรกิจใน รูปแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แถมยังมีอำนาจต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายมาเป็น ภูมิคุ้มกันอย่างดีให้กับบริษัทของผู้ประกอบการในท้ายที่สุด

ปฏิเสธที่จะจ่ายสินบนในทุกรูปแบบ

ต้นไม้แห่งความชั่วร้ายจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตราบใดที่ผู้ปลูกไม่ยอมลด น้ำและให้ปุ๋ยกับมัน เป็นคำเปรียบเปรยที่ชี้ให้เห็นภาพรวมของสาเหตุที่การเรียกรับสินบนใน ประเทศไทยถึงเติบโตแบบข้ามวันข้ามคืน สาเหตุก็หนีไม่พ้นผู้ประกอบการเองนั่นแหละที่เป็นผู้ที่ให้อาหารกับมันด้วย การยินยอมจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการ ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างมหันต์เพราะนั่นจะเท่ากับเป็นการยินยอมให้เจ้า หน้าที่รัฐกระทำผิดอย่างได้ใจมากขึ้นและพวกเขาก็ไม่มีทางพอกับเงินที่ได้มา ในวันนี้อย่างแน่นอนและก็จะขอเรียกรับสินบนมากขึ้นไปเรื่อยๆในอนาคตอีก ปัญหาจึงไม่ได้จบลงอย่างง่ายๆ แน่นอน ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการตัดไฟเสียแต่ต้นลมงดจ่ายสินบนทุกประเภทเพื่อ เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเขากระทำนั้นผิดกฎหมายและธุรกิจของผู้ประกอบการ ก็จะไม่ยอมให้สิ่งนี้เป็นมรดกสืบทอดในสังคมต่อไปด้วย

ผู้ประกอบการทุกคนจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธการเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่ รัฐในทุกรูปแบบ เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก แถมภาพลักษณ์ทางธุรกิจก็ยังดูย่ำแย่อีกด้วย INCquity จึงขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการทุกท่านที่กำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ว่า ขอให้สู้ต่อไป และอย่าได้ยอมแพ้จนต้องยอมรับว่าการคอร์รัปชั่นเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยโดย เด็ดขาด เพื่อลูกหลานของเราจะได้มีที่ยืนในอนาคตอย่างภาคภูมิใจว่าชาติไทยเป็นประเทศ ที่ปราศจากการคอร์รัปชั่นแล้วในท้ายที่สุด

Source : incquity

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: