ความได้เปรียบของ SMEs

หลายๆ ครั้งผมจะได้ยินชาว SME บ่นน้อยอกน้อยใจว่า ตนเองนั้นเสียเปรียบองค์กรใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความหนาของกระเป๋า (กำลังเงิน) หรือทรัพยากรที่มากมายขององค์กรใหญ่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องเข้าใจว่า ด้วยความใหญ่ขององค์กร การที่จะลงทุนทำอะไรสักอย่างก็ต้องใช้เวลามาก คิดหน้าคิดหลังก่อนกว่าจะผ่านขั้นตอนต่างๆ มาได้ ดังนั้น ไม่ใช่ว่ามีเงินเยอะ มีทรัพยากรแยะ แล้วจะสามารถทำอะไรๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าถามว่า SME กับองค์กรใหญ่ๆ ต่างกันไหม 

พูดจริงๆ แล้ว โดยเนื้อแท้ของธุรกิจ คงไม่ต่างกันเพราะเมื่อจบในแต่ละวัน ธุรกิจก็ยังคงเป็นธุรกิจ องค์กรทั้งสองแบบก็ยังคงดำเนินธุรกิจเหมือนกัน ต้องมีการบริหารภายในองค์กร มีการผลิต มีการขายสินค้าและให้บริการ ฯลฯ ทุกองค์กรล้วนต้องเข้าใจลูกค้า เข้าใจตลาด ต้องการคนที่ใช่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และต้องการให้องค์กรเดินไปในทางที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก ขององค์กร

แต่ด้วยขนาดที่ต่างกันนี้ ทำให้ SME มีความได้เปรียบในหลายๆ เรื่อง ด้วยขนาดที่เล็กกว่า ทำให้เจ้าของกิจการ SME สามารถบริหารองค์กรได้อย่างทั่วถึง เข้าถึงทุกๆ ส่วนขององค์กร สร้างวิสัยทัศน์และผลักดันได้อย่างเต็มที่ รู้หมดว่าพนักงานทำงานกันเป็นอย่างไร รู้ว่าลูกค้าคือใคร มีโอกาสเข้าไปพูดคุยใกล้ชิดกับลูกค้า ในขณะที่องค์กรใหญ่ๆ มีเงินในการจ้างให้คนไปทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ แต่ผู้นำของ SME สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง และจะได้ข้อมูลที่มากกว่าและเร็วกว่า เมื่อเทียบกับองค์กรใหญ่ๆ

ซึ่งแนวทางการทำงานเช่นนี้ของ SME เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้า (Customer-drivenstrategies) ซึ่งผมมองว่ากลยุทธ์ลักษณะนี้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบและชัยชนะ ให้กับองค์กรในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ถึงแม้กลยุทธ์นี้เป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับ SME แต่อย่าลืมว่า เมื่อองค์กรขยายตัวมากขึ้น เจ้าของกิจการจะไม่สามารถควบคุมดูแลได้ทุกตำแหน่ง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ เจ้าของกิจการต้องปล่อยวางบ้าง จ้างคนที่คุณไว้ใจเข้ามาช่วยรับผิดชอบในส่วนงานต่างๆ ปล่อยวางให้เขาทำงานในส่วนที่เขารับผิดชอบ และยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อให้เขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของ เขา

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ SME ท่านหนึ่งที่ผันตัวเองจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ เขาเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คือ ทัศนคติที่ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ธุรกิจของเขาคือการขายต้นไม้ ไม่ว่าลูกค้าจะสั่งอะไรมาเขาจะพยายามหาให้ได้ ถึงแม้จะต้องไปซื้อจากคู่แข่งมาก็ตาม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปจัดสวนให้กับลูกค้า พอจัดเกือบจะเสร็จ ปรากฏว่าขาดต้นไม้ไปชนิดหนึ่งประมาณ 10 กว่าต้น ทำให้เขาต้องไปซื้อจากร้านหน้าปากซอยของลูกค้า แม้ราคาจะแพงกว่าที่เขาซื้ออยู่เป็นประจำถึง 2-3 เท่าแต่เขาก็ทำเพื่อไม่ให้ลูกค้าผิดหวัง

นอกจากทัศนคติที่ว่าทุกอย่างเป็นไปได้แล้ว เขายังมีคติประจำใจที่ว่า ตำแหน่งยิ่งสูงขึ้นไปมากเท่าไร ยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้น เพราะไม่บ่อยนักที่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นในเวลาทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับลูกน้องก็เป็นสิ่งสำคัญ คุณจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องสำคัญๆ บางเรื่อง ทำงานกับพนักงานคนอื่นๆ บ้างในบางครั้ง เพราะแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานและสร้างแรงจูงใจที่ดีที่สุด คือ การที่คุณเข้าไปมีส่วนร่วมและทำให้เขาเห็น

สุดท้าย คือ จงมีความหนักแน่นและมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เก็บแรงไว้ทำเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนก่อน สิ่งที่อยากแนะนำ คือ การจัดลำดับความสำคัญของงานและทำห้าเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดก่อน อย่าเพิ่งนำเรื่องที่หกมาทำจนกว่าห้าเรื่องแรกนั้นจะได้ทำจนเสร็จสิ้นลงแล้ว

หากคุณสามารถทำได้ตามข้างต้นที่เขียนมา ผมรับรองได้ว่าโอกาสในความสำเร็จของคุณจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ที่มา : SME Thailand

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: