ธุรกิจก่อสร้าง แนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2554

อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำ เป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะสาธารณูปโภค ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้วยังช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการ พัฒนาภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย ทั้งนี้อุตสาหกรรมก่อสร้างยังมีความเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับอีกหลายภาคเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต วัสดุอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็ก วัสดุก่อสร้างต่างๆ เครื่องจักรกล อุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง ธุรกิจการเงิน การประกันภัย การบริหารจัดการ เป็นต้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้างยังมีความสำคัญในการจ้างงานอีกสาขาหนึ่งในสาขานอกภาคการเกษตร ซึ่งข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2553 อุตสาหกรรม ก่อสร้างก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 2.36 ล้านคน

ทั้งนี้ บทบาทของอุตสาหกรรมก่อสร้างต่อการพัฒนาประเทศมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของ อุตสาหกรรมก่อสร้างต่อ GDP สูงกว่าร้อยละ 6 (2537-2539) แต่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 สัดส่วนดังกล่าวลดลงมาต่ำกว่าร้อยละ 3 ตั้งแต่ปี 2542 ทั้งนี้ จะพบ ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างยังมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมูลค่าเพิ่มของการก่อสร้างภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การ เติบโตทางเศรษฐกิจกับการก่อสร้างภาครัฐมีระดับความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก ทั้งนี้ เนื่องจากในบางช่วงเวลาการก่อสร้างภาครัฐอาจมีบทบาทที่สำคัญเพื่อเป็น การใช้จ่ายและลงทุนสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในภาวะถดถอย ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนอาจมีผลให้โครงการก่อสร้างภาครัฐล่าช้าออกไป และมีปริมาณงานก่อสร้างลดลงได้เช่นกัน

โครงสร้างอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs โดยจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่าในปี 2550 อุตสาหกรรมก่อสร้างมีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 69,940 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการ SMEs ร้อยละ 99.9 ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงงานใน อุตสาหกรรมก่อสร้างร้อยละ 78.1 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 76 เป็นกิจการก่อสร้างอาคารและงานวิศวกรรมโยธา รอง ลงมาเป็นกิจการติดตั้งภายในอาคาร และงานตกแต่งอาคารให้สมบูรณ์ ตามลำดับ

ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมก่อสร้างเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่นจำนวนมาก โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้รับ เหมาก่อสร้าง ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง อุตสาหกรรมสนับสนุนต่างๆ อีกด้วย

ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมก่อสร้าง


ที่มา: สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งในส่วนของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง อาจแบ่งผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1) วัสดุก่อสร้างสำหรับงานโครงสร้าง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ เสาเข็ม อิฐ กระเบื้อง หลังคา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่
2) วัสดุก่อสร้างสำหรับงานระบบ อาทิ งานระบบประปา สายไฟ งานระบบโทรศัพท์ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมพลาสติกและอุตสาหกรรมโลหะต่างๆ
3) วัสดุก่อสร้างสำหรับงานตกแต่ง เช่น ไม้ปาร์เก้ กระจก วอลเปเปอร์ สี เป็นต้น

ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง จะมีความแตกต่างกันไปทั้งด้านขนาดและรูปแบบการบริหาร โดยมีทั้งร้านค้าวัสดุขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ห้างค้าปลีก หรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ส่วนร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั่วไปที่ดำเนินการด้วยตัวเองนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก โดยร้านค้าวัสดุก่อสร้างนอกจากจะมีบทบาทในเรื่องของวัสดุก่อสร้างแล้ว ยังมีบทบาทในเรื่องของการให้เครดิตการชำระเงินแก่บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ อีกด้วย

ผู้รับเหมาก่อสร้าง มีทั้งรูปแบบของผู้รับเหมาที่เป็นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอง และผู้รับเหมาที่รับงานจากผู้จ้างทั่วไป ซึ่งอาจแบ่งเป็นผู้รับเหมาทั้งโครงการ (Turn Key) รับเหมาเฉพาะส่วนของงานระบบ หรือรับเหมาเฉพาะค่าแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดจ้างตามข้อตกลง

นอกจากนี้ ผู้รับเหมาก่อสร้างยังอาจแบ่งได้เป็น ผู้รับเหมาก่อสร้างรายหลัก ซึ่งในบางครั้งที่งานมีปริมาณมาก หรือเป็นงานที่มีระยะเวลาก่อสร้างที่สั้น หรือต้องการผู้รับเหมาระบบเฉพาะทาง ก็อาจจ้างผู้รับเหมารายย่อยเข้ามาร่วมโครงการ

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีบทบาทในการจัดซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า ซึ่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีทั้งขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทขนาดกลางที่ดำเนินธุรกิจในระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ กระบวนการบริหารจัดการก็จะมีความแตกต่างกันไป เช่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อาจมีโรงงานผลิตคานคอนกรีต และเสาสำเร็จรูป มีระบบการจัดเก็บวัสดุก่อสร้างของตัวเอง มีบริษัทผู้รับเหมาในเครือ ส่วนบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางอาจจะใช้การจัดจ้างภายนอกเป็นหลัก เป็นต้น

อุตสาหกรรมสนับสนุน อาทิ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจด้านสถาปัตย์และตกแต่งภายใน ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้รับเหมายังอาจแบ่งได้ตามขนาด โดยใช้ขนาดของโครงการ ซึ่งจะพบว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มักจะไม่เข้าร่วมแข่งขันเสนอราคาในโครงการก่อสร้างที่มีขนาดกลางถึงเล็ก เนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุนในการดำเนินงาน ส่วนผู้รับเหมาขนาดกลางและเล็กก็อาจมีศักยภาพที่ไม่มากพอที่จะแข่งขันในตลาดก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ด้วยตนเอง ส่วนโครงการก่อสร้างภาครัฐก็อาจแบ่งแยกประเภทผู้รับเหมาก่อสร้างโดยใช้เกณฑ์จำนวนวิศวกร เครื่องมือ อุปกรณ์ ประสบการณ์ในการทำงานตามมูลค่างาน และจำนวนคนงาน เป็นต้น เพื่อกำหนดคุณสมบัติสำหรับการประมูลงานโครงการก่อสร้าง โดยภาครัฐจะอนุญาตให้ผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้นเข้าร่วมประมูลงาน ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างสามารถแยกประเภทได้ตามระดับความชำนาญ ความรู้ทางด้านเทคนิค และความพร้อมในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ ทั้งนี้ ผู้รับเหมาที่ได้รับการจัดให้อยู่ในระดับสูงสุดย่อมได้รับการพิจารณาในเบื้องต้นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะเข้าประมูลเพื่อทำสัญญาได้ทุกประเภท ขณะที่ผู้รับเหมาที่ไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในระดับสูงสุดจะไม่สามารถเข้าประมูลเพื่อทำสัญญาที่ต้องใช้ระดับความชำนาญการที่สูงกว่า ซึ่งอุตสาหกรรมนี้อาจแบ่งผู้รับเหมาก่อสร้างได้ตามขนาดของกิจการได้ดังนี้

1. ผู้รับเหมาขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีเป้าหมายในการรับงานก่อสร้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากมีศักยภาพในการก่อสร้างที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในวิชาชีพค่อนข้างสูง รวมถึงเทคโนโลยี และเครื่องจักรที่ทันสมัยในการดำเนินการ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการรับงานโครงการลงทุนภาครัฐค่อนข้างสูง โดยเฉพาะโครงการพื้นฐานต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาครัฐได้มีการกำหนดลักษณะคุณสมบัติและศักยภาพของผู้รับเหมาไว้ค่อนข้างสูง ประกอบกับลักษณะโครงการที่มีขนาดใหญ่และมีความเฉพาะตัวสูงมักต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในการก่อสร้าง จึงก่อให้เกิดข้อจำกัดในการเข้ามาของผู้รับเหมาโดยทั่วไป

ปัจจุบันผู้ประกอบการที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะรับงานก่อสร้างภายในประเทศแล้ว ยังได้ออกไปรับงานในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขื่อน ถนน โรงงานผลิตไฟฟ้า และโครงการก่อสร้างที่พักขนาดใหญ่ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการชาวต่างชาติขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยในลักษณะความร่วมมือเป็นรายโครงการกับผู้ประกอบการไทยด้วย โดยมีทั้งลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย รวมทั้งอาศัยความได้เปรียบและประสบการณ์ของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติรายใหญ่ที่เข้ามาดำเนินกิจการในไทยมีทั้งบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น จีน และจากยุโรป

2. ผู้รับเหมาขนาดกลาง เน้นการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น อาคารสำนักงานอาคารชุด โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการเป็นผู้รับเหมาช่วงให้กับผู้รับเหมาขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ อาทิ ถนน และสะพาน ของภาครัฐ โดยผู้รับเหมาในกลุ่มนี้ มีทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้จดทะเบียน

3. ผู้รับเหมาขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากและเป็นผู้รับเหมาส่วนใหญ่ของประเทศ โดยข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2551 ผู้รับเหมาจำนวนร้อยละ 61.4 ของผู้รับเหมาทั้งหมดที่ทำการสำรวจ มีคนทำงานไม่เกิน 10 คน นอกจากนี้ ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ในประเทศประมาณร้อยละ 61.5 มีวงเงินรับเหมาก่อสร้างต่อปีน้อยกว่า 1 ล้านบาท และผู้รับเหมาส่วนใหญ่ร้อยละ 76.8 จัดตั้งเป็นลักษณะส่วนบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล โดยผู้รับเหมากลุ่มนี้จะเน้นงานก่อสร้างขนาดเล็ก หรือเป็นผู้รับเหมาช่วง ซึ่งรับงานจากผู้รับเหมาขนาดกลางอีกทอดหนึ่ง สำหรับงานก่อสร้างของผู้รับเหมาขนาดเล็ก เช่น บ้านเดี่ยวเป็นหลังๆ โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก การต่อเติม และซ่อมแซมต่างๆ เป็นต้น ขณะที่การรับงานจากภาครัฐมีจำนวนไม่มาก ซึ่งผู้รับเหมาประมาณร้อยละ 83.7 ของการสำรวจไม่มีงานภาครัฐ ขณะที่ผู้รับเหมางานภาครัฐมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 16.3 เท่านั้น

การแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย

สำหรับภาวะการแข่งขัน จากข้อมูลจำนวนบริษัทในแต่ละกลุ่มขนาดธุรกิจ อาจสะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดได้ระดับหนึ่งว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กน่าจะมีสภาพการแข่งขันที่สูงที่สุด เนื่องจากอุปสรรคการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) มีไม่มาก เพราะใช้เงินลงทุน เทคโนโลยี ความชำนาญ และการบริหารจัดการที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้รับเหมารายใหญ่ แม้จะมีอุปสรรคบ้างด้านกฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการประกอบกิจการ แต่ก็ถือว่าสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ทำให้ตลาดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กจึงมีผู้ประกอบการจำนวนมาก

ส่วนตลาดของผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นตลาดที่น่าจะมีการแข่งขันน้อยที่สุด เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) ค่อนข้างสูง เช่น ขนาดเงินลงทุนจำนวนมาก ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะ ขณะที่ตลาดของผู้ประกอบการขนาดกลางอาจมีสภาพการแข่งขันพอสมควร โดยการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับปริมาณงานก่อสร้างในแต่ละสถานการณ์ หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดี มีปริมาณงานก่อสร้างมาก ก็มักจะพบว่าการแข่งขันไม่รุนแรงมากนัก แต่หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ปริมาณงานก่อสร้างหดตัวลง ย่อมมีส่วนผลักดันให้สถานการณ์การแข่งขันเข้มข้นขึ้นตามมา เพราะจำนวนผู้ประกอบการในตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือหากมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันในตลาดระดับนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจมีการตัดราคาค่ารับเหมาก่อสร้างก็ได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาการแข่งขันตามประเภทของงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชน พบว่า ในตลาดก่อสร้างภาครัฐ หน่วยงานของรัฐมักแบ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่จะสามารถรับงานโครงการขนาดต่างๆ ด้วยขั้นตอนการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการจ้าง (pre-qualification) โดยใช้เกณฑ์พื้นฐานต่างๆ ในการพิจารณา ได้แก่ ฐานะทางการเงินขั้นต่ำ จำนวนเครื่องมือเครื่องจักรขั้นต่ำ จำนวนบุคลากรขั้นต่ำ และผลงานขั้นต่ำ ตลาดการก่อสร้างภาครัฐจึงมีการแบ่งระดับตามมูลค่าโครงการอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะเข้าแข่งขันในโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้โครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดก่อสร้างภาครัฐว่ามีระดับการแข่งขันไม่สูงเมื่อเทียบกับผู้รับเหมาตลาดอื่นๆ

ในส่วนของตลาดก่อสร้างภาคเอกชน แม้บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่ระบุว่า ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมีสภาพการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการที่มีการลงนามในสัญญาจ้างแล้ว กลับพบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีงานค่อนข้างทั่วถึง ทั้งการก่อสร้างอาคารชุด และที่พักอาศัยที่มีเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 เป็นต้นมาที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ทั้งจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ขณะที่การก่อสร้างประเภทอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมก็มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2553 อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดก่อสร้างภาคเอกชนมักจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง จนอาจมีการตัดราคากันเพื่อความอยู่รอด

ความเคลื่อนไหวในธุรกิจก่อสร้าง
ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านจากส่วนกลางขยายธุรกิจรับงานต่างจังหวัด…พร้อมทำการตลาดเพิ่มขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ให้บริการรับสร้างบ้านจากส่วนกลางรายใหญ่หลายรายได้ขยายการให้บริการออกไปยังต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างเครือ ข่ายการให้บริการด้วยระบบแฟรนไชส์และขยายสาขาของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการทำการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และสร้างการรับรู้ใน ฐานมืออาชีพที่ได้มาตรฐาน การให้บริการที่ครบวงจร ทั้งการออกแบบ การประสานงานกับหน่วยงานราชการ และสถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อีกทั้งยังมีการร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการด้านอื่นๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ เช่น การร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะการแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายใหญ่เร่งทำการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและเร่งการตัดสินใจของผู้ บริโภค เช่น การลดราคา ให้ของแถมและลุ้นรางวัล (ทองคำ รถยนต์) เป็นต้น รวมทั้งร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อบ้านอีกด้วย ซึ่งเป็น การทำการตลาดที่คล้ายคลึงกับผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะจากส่วนกลางจะขยายการให้บริการรับสร้างบ้านไปยังตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น และยังจะนำ เสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในระดับต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านที่มีแนวโน้มสูง ขึ้น

ภาวะการแข่งขันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อผู้ประกอบการรับเหมารายเล็กที่ยังทำการตลาดไม่มาก รวมทั้งยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ผู้ ประกอบการ SMEs อาจอาศัยจุดแข็งของตนในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่แล้วในท้องถิ่น สร้างความแตกต่างในการให้บริการ เช่น การเข้าถึง ตลาดท้องถิ่น และการสื่อสารกับลูกค้า รวมทั้งการนำเสนอการให้บริการที่เป็นที่น่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งน่าจะทำได้สะดวกกว่าผู้ประกอบการจาก ส่วนกลาง อีกทั้งอาจต้องเร่งปรับตัวในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ด้านคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ เพื่อสร้างการรับรู้ในความเป็นมืออาชีพมากขึ้น การให้บริการที่ มากกว่าการก่อสร้าง อย่างให้คำปรึกษา การออกแบบ ซึ่งอาจใช้วิธีการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มการให้บริการก็ได้ รวมทั้งการบริหารจัดการต้นทุน โดย เฉพาะในช่วงที่ต้นทุนหลายด้านปรับตัวขึ้น

ผู้ประกอบการปรับตัวรับต้นทุนพุ่ง

 ต้นทุนการประกอบการของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น ราคาวัสดุ ก่อสร้าง ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยขาขึ้น และค่าแรง ขณะที่ ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจหลายด้านยังกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและการปรับขึ้นราคาของผู้ประกอบการ ทำ ให้ต้องหันมาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุนต่างๆลง อาทิ การใช้เครื่องจักรและเครื่องมือเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและผ่อนแรง รวมทั้งการนำเทคโนโลยี ในการก่อสร้าง เช่น การนำระบบโครงสร้างคอนกรีตพรีแฟบ (Prefabrication System) มาใช้ เครื่องฉาบปูน เครื่องพ่นสี เป็นต้น เพื่อช่วยในการผลิตหรือลดกระบวน การก่อสร้าง ลดระยะเวลาการก่อสร้าง ต้นทุนด้านการเงิน การเก็บสต็อกวัสดุก่อสร้าง และการใช้แรงงาน อีกทั้งช่วยให้สามารถส่งมอบงานตรงตามเวลา มีคุณภาพ ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การนำระบบการก่อสร้างอย่าง Prefabrication System มาใช้อาจยังจำกัดอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลาง ขณะที่ โรงงานผู้รับจ้างผลิตโครงสร้างแบบพรีแฟบ และคาน เสา คอนกรีตสำเร็จรูปในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ไม่มาก ทำให้อาจยังไม่ช่วยตอบโจทย์สำหรับผู้รับเหมารายเล็กและ ในต่างจังหวัดได้มากพอ

ส่วนผู้ประกอบการรับสร้างบ้านบางรายยังนำเสนอบริการการก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เช่น การก่อสร้างบ้านภายใต้งบที่จำกัด เพื่อตอบ สนองตลาดที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าของเงิน และมีความอ่อนไหวต่อราคา แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบที่อยู่อาศัยให้มีการใช้สอยที่ครบถ้วน และมีรูป แบบที่หลากหลายให้เลือก ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นสิ่งท้าทายใหม่สำหรับผู้รับเหมารายย่อยที่เคยใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ขณะที่ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างก็ได้ปรับตัวด้วยการนำเสนอวัสดุก่อสร้างที่ช่วยอำนวยความสะดวก และลดต้นทุนในการก่อสร้าง เช่น หลังคาโครงเหล็กสำเร็จรูป พื้น ผนัง และ กรอบหน้าต่าง รวมทั้งบานประตูสำเร็จรูป ที่ง่ายต่อการติดตั้ง นอกจากนี้ ยังมีการปรับรูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลาย และปรับขนาดให้เล็กลง ให้สอดคล้องกับ บ้านที่มีขนาดเล็ก หรือหลายระดับราคา

 นำเสนอสินค้ารับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

 พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และให้ความสำคัญต่อสุขภาพ รวมทั้งการออกแบบให้เกิดการใช้ประโยชน์ใช้ สอยและเหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยมากขึ้น อย่างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายได้เริ่มปรับปรุงการให้บริการ และนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ที่สอดคล้อง กับพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และยังมีการแข่งขันไม่มาก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้นำประเด็นดังกล่าวมาเป็นจุดขาย เช่น การออกแบบบ้านที่ประหยัดพลังงาน ด้วยการใช้วัสดุที่ป้องกัน ความร้อน ทำให้บ้านเย็นลง หรือการออกแบบบ้านให้มีอากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อน รวมทั้งการหันไปใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความ ปลอดภัยกับผู้อยู่อาศัย อาทิ สีทาบ้านที่ไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย และยังทำความสะอาดง่าย ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา สีบางประเภทยังช่วย ลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย ทำให้ใช้พลังงานลดลง การใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ รวมทั้งกระเบื้องหลังคาที่ไม่มีแร่ใยหิน เป็นต้น จากแนวโน้มดังกล่าว นอก จากจะส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจก่อสร้างต้องปรับตัวแล้ว ยังส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจด้วย เช่น ในธุรกิจวัสดุก่อสร้าง การออก แบบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุตกแต่งบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงานหรือกรีนเฮ้าส์ในประเทศไทย คาดว่าจะได้รับความนิยมจากลูกค้าและผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นจากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ และใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้านมีเพียงไม่กี่รายที่ยกประเด็นเรื่อง บ้านอนุรักษ์พลังงานเป็นจุดขาย จึงทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ยังไม่รุนแรงนักและยังจะขยายตัวได้อีกมาก สำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อที่จะเข้ามามีส่วนร่วมใน ตลาดนี้ ก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะและความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม อีกทั้งยังอาจต้องสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการลงทุนก่อ สร้างบ้านอนุรักษ์พลังงานที่อาจมีต้นทุนการก่อสร้างสูงกว่าบ้านทั่วไป แต่จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

 ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขยายสาขารับกำลังซื้อในต่างจังหวัด

 ด้านผู้ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ได้ทยอยขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อลดการแข่งขันในตลาดส่วนกลาง รวมทั้งรองรับกำลังซื้อในต่างจังหวัด ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสินค้าเกษตรยังมีราคาอยู่ในระดับที่ดี โดยผู้ประกอบการายใหญ่จะอาศัยจุดแข็งในเรื่องขนาดของร้านค้าปลีกที่มีรูปแบบทันสมัย มีขนาดใหญ่ มีสินค้าหลากหลาย ทำให้สามารถซื้อวัสดุก่อสร้างได้ในที่เดียว อีกทั้งยังมีระบบการจัดการที่ดี ทั้งในด้านต้นทุน และสินค้าคงคลัง รวมทั้งมีอำนาจการต่อรองกับผู้ ผลิตวัสดุก่อสร้าง ทำให้สามารถนำเสนอราคาวัสดุก่อสร้างที่น่าสนใจให้แก่ลูกค้าได้ ขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาความต้องการของ ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ทำให้ทราบรสนิยม ความต้องการ ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถจัดหาสินค้าได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างบางรายยังมีการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย เช่น การรับคืนสินค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด หากสินค้าที่ซื้อ ไปผิดขนาด ผิดประเภท อีกทั้งนำเสนอบริการในด้านอื่นๆ เช่น การออกแบบตกแต่งในบ้านให้ฟรี โดยมีเงื่อนไขต้องซื้อวัสดุก่อสร้างจากห้างค้าปลีก รวมทั้งมีบริการ การติดตั้งให้ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง SMEs ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ของ ผู้ประกอบการเอง เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ และการให้บริการได้อย่างเหมาะสม เช่น การเข้าไปร่วมเป็นพันธมิตร หรือร่วมประชาสัมพันธ์กับห้างค้าปลีกวัสดุ ก่อสร้าง เป็นต้น

 สถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจก่อสร้างปี 2554

 สถานการณ์การก่อสร้าง

อุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 หดตัวร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นผลจากการก่อสร้างภาครัฐที่หดตัวร้อยละ 8.8 (YoY) เนื่องจากการเบิกจ่ายงบลงทุนด้านการก่อสร้างของรัฐบาลกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลดลงอย่างมากเกือบร้อยละ 20 โดยเฉพาะการเบิก จ่ายภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (SP2) ที่ลดลง เนื่องจากมีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2553 อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างในส่วนของ โครงการขนาดใหญ่ในส่วนของรัฐวิสาหกิจได้ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้บ้าง เช่น การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ รถไฟฟ้าชาน เมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน โครงการบ้านเอื้ออาทรระยะที่ 3-5 และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เป็นต้น ส่วนในไตรมาส 2 ปี 2554 คาดว่า การก่อสร้างภาครัฐจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจากน่าจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนทดแทนในส่วนที่ล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำ ท่วมในบางพื้นที่ของประเทศไทยที่เกิดขึ้นอีกครั้ง การเริ่มต้นโครงการขนาดใหญ่ที่ยังล่าช้า และฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน อาจส่งผลให้การก่อสร้างภาครัฐใน ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 หดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการก่อสร้างภาคเอกชนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 5.8 (YoY) โดยเฉพาะการก่อสร้างประเภทอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม อย่างไรก็ตาม ยังเป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงจากไตรมาส 4 ปี 2553 ซึ่งป็นผลจากการก่อสร้างในส่วนของที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลง เนื่องจากมาตรการกระตุ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สิ้นสุดลง และจากผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังสามารถเติบโตได้จากการก่อสร้างใน โครงการที่เปิดตัวในช่วงก่อนหน้าที่มีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูง

ส่วนการก่อสร้างประเภทอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 ขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการเริ่มลงทุนขยายการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับความต้องการที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2554 อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติในญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้การลงทุนขยายกำลังการผลิตบางส่วนชะลอออกไป

ด้านการก่อสร้างประเภทพาณิชยกรรมในช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 ขยายตัวร้อยละ 5.1 (YoY) เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากการขยายสาขาห้างค้า ปลีกในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสาขาขนาดเล็ก เพื่อให้สอดรับกับความต้องการและเข้าถึงผู้บริโภค อีกทั้งยังเพื่อรองรับกำลังซื้อที่ฟื้นตัว และรองรับการแข่งขันที่ เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้รับปัจจัยหนุนจากยังการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นในปีที่แล้วอีกด้วย ส่วนการขยายสาขาห้างค้าปลีกไปยังต่างจังหวัดยังมีมากขึ้นใน ช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว และหัวเมืองสำคัญ

 แนวโน้มการก่อสร้าง

จากสถานการณ์การลงทุนก่อสร้างในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปริมาณงานก่อสร้าง ซึ่งอาจสะท้อนได้จากมูลค่าการลงทุน ก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ จะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอาจมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.4 ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการก่อสร้างภาค เอกชนร้อยละ 5.9 ส่วนการลงทุนก่อสร้างภาครัฐอาจจะหดตัวร้อยละ 1.1 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อน รวมทั้งการก่อสร้างและการเบิกจ่ายที่ล่าช้าออกไป

การก่อสร้างครึ่งหลังของปี 2554…ชะลอตัวลงจากโครงการภาครัฐและการเบิกจ่ายที่ล่าช้า

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 คาดว่า การก่อสร้างโดยรวมจะมีทิศทางชะลอตัวลง เนื่องจากการก่อสร้างภาครัฐที่คืบหน้าน้อยกว่าที่คาด โดยโครงการขนาด ใหญ่มีแนวโน้มจะเริ่มก่อสร้างได้ช้ากว่าแผนที่วางไว้ อีกทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ที่จะเริ่มต้นเบิกจ่ายได้ช้ากว่าปกติค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายโครงการจะเลื่อนการก่อสร้างออกไป ซึ่งบางส่วนต้องรอความชัดเจน การอนุมัติ จากรัฐบาลชุดใหม่ เช่น โครงการ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ส่วนแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท. ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2557 วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท ในหลายโครงการยังต้องรอการอนุมัติและงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโครงการที่กู้เงินจาก Development Policy Loan (DPL) ขณะที่บางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการรถไฟรางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบ-แก่งคอย เป็นต้น

สำหรับความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ซึ่งการยุบสภาก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 จะผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภานั้น จะทำให้การบังคับใช้งบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณใหม่เริ่มต้นไม่ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2554 โดยอาจล่าช้าออกไปเป็นต้นปี 2555 ซึ่งจะมีผลให้ ไตรมาส 4 ปี 2554 เกิดสูญญากาศของการใช้จ่ายงบลงทุน จึงอาจส่งผลต่อการลงทุนก่อสร้างภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างภาครัฐในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างและเริ่มดำเนินการจากช่วงก่อนหน้า เช่น โครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย ช่วงตากสิน-บางหว้า โครงการรถไฟฟ้าสาย สีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค เป็นต้น นอกจากนี้ น่าจะมีงานก่อสร้างจากการฟื้นฟูและซ่อมแซมสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายจากภัยทาง ธรรมชาติ และคาดว่าภาครัฐน่าจะมีโครงการก่อสร้างต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมอีกด้วย

ส่วนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและศึกษายังคงต้องติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความชัดเจน ภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 (ความชัดเจนเกี่ยวกับใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง) รวมทั้งโครงการของ รฟท. อย่างโครงการรถไฟทางคู่สายต่างๆ โครงการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงาน และโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกชายฝั่งตะวันตก ซึ่งจะช่วยสะท้อนและเป็นสัญญาณบ่งชี้ ถึงปริมาณงานก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นในระยะถัดๆ ไป

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่อาจส่งผลต่อการก่อสร้างภาครัฐ เช่น ปัจจัยทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการลงทุนก่อสร้างภาครัฐ และบรรยากาศการลงทุนของ ประเทศ รวมทั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจกรรมภาครัฐ และแนวทาง ในการระดมทุนรูปแบบอื่นๆ เพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ประเด็นการต่อต้านของชุมชนในการก่อสร้างโครงการบางประเภท เช่น ท่าเรือ โรงไฟฟ้า เป็นต้น ยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นก็อาจส่งผลต่อทิศทางการก่อสร้างในระยะยาวได้เช่นกัน

 การก่อสร้างภาคเอกชนแม้ชะลอตัวลง…แต่การก่อสร้างภาคอุตสาหกรมยังเติบโตได้ดี

สำหรับแนวโน้มการก่อสร้างภาคเอกชนในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 ยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง แต่อาจอยู่ในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนหนึ่งเป็นผล ของฐานที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2553 รวมทั้งการก่อสร้างในส่วนที่อยู่อาศัยที่จะไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างประเภทอุตสาหกรรมน่าจะ สามารถเติบโตต่อเนื่องได้ในระดับที่ดีตามทิศทางการขยายการลงทุนในประเทศ

– การก่อสร้างประเภทที่อยู่อาศัย: การก่อสร้างในตลาดที่อยู่อาศัยจะขยายตัวชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานเปรียบเทียบที่สูงขึ้น รวม ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ย และต้นทุนการก่อสร้างที่ไม่เอื้ออำนวยนัก แต่การก่อสร้างประเภทที่อยู่อาศัยก็จะยังสามารถเติบโตไปตามทิศทางของเศรษฐกิจและความ เชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งจากงานก่อสร้างของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการในแนวสูงที่จะใช้เวลาการ ก่อสร้างมากกว่า 1 ปี อีกทั้งผู้ประกอบการยังเปิดตัวโครงการในแนวสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ร้อนแรงดังเช่นในปี 2553 ด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบ ผู้ ประกอบการได้หันมาพัฒนามากขึ้น ซึ่งที่อยู่อาศัยประเภทนี้จะใช้เวลาก่อสร้างไม่นานนัก

สำหรับความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยอาจเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และลดความร้อนแรงลงไม่คึกคักเหมือนในช่วงปี 2553 อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากอุปทานที่ ทยอยแล้วเสร็จค่อนข้างมาก รวมทั้งการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มากขึ้น เพื่อช่วงเชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ทั้งในส่วนกลาง และในต่างจังหวัด ซึ่งผู้ ประกอบการจากส่วนกลางได้ขยายการลงทุนไปยังหัวเมืองต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว และหัวเมืองขนาดใหญ่ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ และรับสร้างบ้าน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจาก อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนการประกอบการที่สูงขึ้น และอุปทานส่วนเกินที่ยังมีอยู่

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างที่อยู่อาศัยก็ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยหลังแรก ที่อาจออกมากระตุ้นภาคอสังหาริม ทรัพย์โดยรัฐบาลใหม่ อีกทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาพาณิชย์ ซึ่งน่าจะช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภค และระบายอุปทานที่อยู่อาศัยใน ตลาดได้บ้าง ส่วนรายได้ของเกษตรกรที่ยังอยู่ในระดับที่ดีจะช่วยหนุนการก่อสร้างในต่างจังหวัด ในส่วนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น และเพื่อป้องกันภัยทาง ธรรมชาติ ส่วนประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลชุดใหม่ รบรรยากาศทางการเมือง และต้นทุนของผู้ประกอบการ เป็นต้น

– การก่อสร้างประเภทพาณิชยกรรม: น่าจะยังมีแนวโน้มที่ดีจากการลงทุนขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกที่เน้นรูปแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยน ไปและเข้าถึงแหล่งชุมชนมากขึ้น อาทิ รูปแบบร้านค้าขนาดเล็กและคอมมูนิตีมอลล์ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดได้ตั้งเป้าหมายขยายร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จำนวนมาก อีกทั้งยังมีการปรับรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ส่วนคอมมูนิตีมอลล์เป็นตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และยังได้เริ่มขยายออกสู่จังหวัดสำคัญๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อาจชะลอลงบ้างในระยะข้างหน้า เนื่องจากสภาพการแข่งขันที่สูงขึ้น และปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จมีมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวในการลงทุนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ รวมทั้งการขยายสาขาไปสู่หัวเมืองต่างจังหวัด และหัวเมืองตามชาย แดนเพื่อเตรียมรุกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง อาจจะเห็นการเร่งขยายและปรับปรุงสาขาของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันและรักษาอำนาจทางการตลาด ซึ่งการขยายสาขาของห้างค้าปลีกจากส่วนกลาง ยังทำให้ผู้ประกอบในท้องถิ่นเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับการแข่ง ขันอีกด้วย ทั้งนี้ ในปี 2554 อาจต้องติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งภาวะการแข่งขันในตลาดค้า ปลีกที่มีความคึกคักอย่างมาก

– การก่อสร้างประเภทอุตสาหกรรม และอื่นๆ: มีแนวโน้มเติบโตได้ดีต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่นน่าจะคลี่คลายได้ใน ช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้คาดว่าจะมีการกลับมาลงทุนขยายกำลังการผลิตได้ เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น และเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อให้เป็นไปตามเป้า หมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ จากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่นที่เกิดขึ้น ในระยะยาวอาจส่งผลดีให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นมายังไทยเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ อาจเกิดขึ้นจากภัยทางธรรมชาติ

การเข้ามาลงทุนของต่างชาติในไทยยังมีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมรับการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย และการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน (AEC) ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าเอกชน ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐด้านพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน

สำหรับ ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ การฟื้นตัวของประเทศญี่ปุ่นหลังจากภัยพิบัติ ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ที่อาจกระทบ ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อีกทั้งนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน และการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคล เป็นต้น ขณะที่ยังต้อง ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อม และชุมชน ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ

 ธุรกิจก่อสร้างเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลากหลายที่ต้องเฝ้าติดตาม

แนวโน้มธุรกิจก่อสร้างในระยะข้างหน้า คงต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

– ปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง และหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อความคืบหน้าในโครงการก่อสร้างภาครัฐที่ดำเนินการอยู่ และโครงการในอนาคต รวมทั้งนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนปริมาณงานก่อสร้างในระยะยาว นอกจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวยังจะส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายของภาครัฐอีกด้วย ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชน ปัจจัยทางการเมืองจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน อีกทั้งนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ก็อาจจะเข้ามาช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง

– ทิศทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง ขณะที่ประเทศเกิดใหม่หลายประเทศเผชิญ กับปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้มีการใช้นโยบายการเงินคุมเข้ม ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการให้อ่อนแรงลง อีกทั้งยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังเหตุภัย พิบัติ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการก่อสร้างภาคเอกชน รวมทั้งแผนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ส่วนทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะกระทบต่อ กำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยและการลงทุน

– ภาวะต้นทุนการก่อสร้างที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาวัสดุก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้ออย่าง ต่อเนื่อง ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก ส่วนราคาน้ำมันยังมีทิศทางผันผวน ซึ่งอาจทำให้การวางแผนด้านต้นทุนทำได้ยากลำบากมากขึ้น โดย เฉพาะสำหรับโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ใช้ในการหาเสียง หากมีการดำเนินการจริงในด้านหนึ่งแม้จะช่วยสนับ สนุนให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ก็อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น และยังจะผลักดันค่าครองชีพ และต้นทุนด้านอื่นๆ โดยเฉพาะค่า จ้างแรงงานให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมวางแผนเพื่อรองรับความผันผวนดังกล่าว เช่น การบริหาร จัดการกระแสเงินสด ต้นทุนการประกอบการ เป็นต้น

– ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนปริมาณงานก่อสร้าง ทั้งในส่วน ของแรงงานไร้ฝีมือ จนกระทั่งต้องใช้แรงงานต่างด้าว ส่วนแรงงานฝีมือก็ยังมีจำนวนจำกัดและต้องใช้เวลาในการฝึกฝน นอกจากนี้ แรงงานจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยังมีการเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคการผลิตอื่นในบางฤดูกาล โดยเฉพาะภาคการเกษตร เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรหลักหลายชนิดอยู่ในระดับที่ดี โดยในระยะข้างหน้า คาดว่าปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโครงการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่อีกหลายโครงการกำลังจะก่อสร้างพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ แนว นโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ก็อาจเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนแรงงานมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันค่าแรงของแรงงานในอุตสาหกรรม ก่อสร้างส่วนใหญ่จะสูงกว่า 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว โดยอาจส่งผลต่อโครงสร้างค่าจ้างแรงงานในระบบเศรษฐกิจ ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างเอง และระหว่าง อุตสาหกรรม ซึ่งจากทิศทางดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะ SMEs ที่ใช้แรงงานเข้มข้น ต้องเร่งปรับตัว โดยอาจเพิ่มการใช้เครื่อง มือและเครื่องจักรเพื่ออำนวยความสะดวกและทุนแรงในการก่อสร้าง รวมทั้งการหาความรู้ในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับงานประเภทต่างๆ และวิธีการก่อ สร้างที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้น และลดการแก้ไขงานได้อีกด้วย ทั้งนี้ ยังอาจนำวัสดุก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปที่เริ่มมีผู้ผลิตนำออกมาจำหน่าย เพื่อลด ขั้นตอนในการก่อสร้าง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการลงทุนก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 ณ ราคาคงที่ อาจมีกรอบการขยายตัวที่ร้อยละ -0.2 ถึง 2.4 โดยการลงทุนก่อ สร้างภาคเอกชนอาจขยายตัวร้อยละ 1.0 ถึง 3.2 ขณะที่การลงทุนก่อสร้างภาครัฐจะมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ -1.3 ถึง 1.6 ส่งผลให้การลงทุนก่อสร้างทั้งปี 2554 อาจขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 0.8 ถึง 2.7 โดยการก่อสร้างภาคเอกชนอาจขยายตัวร้อยละ 3.0 ถึง 5.0 ส่วนการก่อสร้างภาครัฐอาจมีการขยายตัวที่ร้อยละ – 1.5 ถึง 0.5

การลงทุนก่อสร้าง

ที่มา: สศช. ประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: