ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทย

  • เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวกำลังถูกคุกคามจากปัญหาขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ และวิกฤตหนี้ยุโรประลอกใหม่ที่ส่อเค้ายืดเยื้อและอาจลุกลาม
  • คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ระดับร้อยละ 4 สำหรับปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินบาทยังคงผันผวน จากปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศที่จะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออก

IMF ปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐปี 2554 ลงร้อยละ 0.3 จากรายงานเดือนเมษายน เหลือร้อยละ 2.5 และ ปี 2555 ลดลงร้อยละ 0.2 เป็นร้อยละ 2.7 เนื่องจากภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตอย่างไม่ค่อยมั่นคง โดยในช่วงไตรมาสสองส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่น และ ดัชนี PMI ของภาคการผลิต รวมถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่กลับหดตัวลงอีกครั้งในเดือนเมษายนหลังจากที่เริ่มขยายตัวบ้างเล็กน้อยตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีที่แล้ว แม้ทางการสหรัฐจะดำเนินนโยบายการเงินผ่านการอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างมหาศาลเป็นจำนวนอีกเท่าตัวจากที่มีในระบบในช่วงภาวะปกติเพื่อบรรเทาวิกฤติจากซับไพร์มนับแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 เป็นต้นมาก็ตาม นอกจากนี้ นโยบายทางการคลังของสหรัฐยังต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่มีขนาดสูงเกือบชนเพดานที่ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณร้อยละ 93 ของ GDP แล้ว โดยเส้นตายของการตกลงของสภาคองเกรสว่าจะเพิ่มเพดานหนี้อีก 2.4 ล้านลานเหรียญหรือไม่ คือ วันที่ 2 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยหากไม่สามารถเพิ่มได้ ก็จะกระทบต่อการชำระหนี้คืนของรัฐบาลสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมา สหรัฐได้ผ่านการเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นทุกครั้ง อีกทั้ง หากเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐเองและต่อโลกในกรณีสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความน่าเชื่อถือทางเครดิตสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ต้องเสียความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ภาครัฐคืนแล้ว การขอเพิ่มเพดานหนี้ครั้งนี้จึงน่าจะผ่านเหมือนเช่นเคย เพียงแต่จะตั้งเงื่อนไขการลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้เพื่อฟื้นฟูฐานะการคลังอย่างไรเท่านั้น

ปัญหาด้านการคลังของกรีซ อาจลุกลามไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆในกลุ่มยูโรโชน จากการที่กรีซยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่สูง ที่สำคัญมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงสุดในกลุ่มยูโรโชนเมื่อวัดจาก Credit Default Swap(CDS Spread) ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard and Poor ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลกรีซลงเป็นระดับต่ำที่สุดที่ CCC แม้ปีที่ผ่านมากรีซเป็นประเทศแรกที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) และคณะกรรมการสหภาพยุโรป(EU) ไปแล้วเป็นจำนวน 110 พันล้านยูโร ส่งผลให้รัฐบาลกรีซต้องยื่นขอความ

ช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF และ EU อีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่การช่วยเหลือต้องแลกด้วยกรีซต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดการคลังที่เข้มงวด ซึ่งปรากฎว่าได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากประชาชน แต่ในที่สุดรัฐบาลกรีซได้ผ่านแผนการลดงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 28.4 พันล้านยูโร ทำให้ตลาดการเงินคลายความวิตกลงบ้าง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไป รวมทั้งประเทศสมาชิกอื่นๆ ของกลุ่มที่มีฐานะการคลังอ่อนแอไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะไอร์แลนด์และโปรตุเกส รวมถึงสภาพคล่องของสถาบันการเงินหลายแห่งที่เป็นเจ้าหนี้ของกรีซอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบโดยตรงจากกรีซ และกลุ่ม PIGS ต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยกับกลุ่ม PIGS ที่อยู่ในระดับไม่ถึงร้อยละ 2 แต่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบสูงขึ้น หากวิกฤติลุกลามไปสู่ยุโรปในวงกว้าง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผู้ถือครองตราสารหนี้ของรัฐบาลกลุ่ม PIGS และหนี้ภาคเอกชนพบว่ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศหลักของยูโรโซน ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน กว่าร้อยละ 40 ดังนั้น หากวิกฤติกรีซไม่คลี่คลายและผลกระทบลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอในกลุ่มยูโรโซน จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพุ่งขึ้น สร้างความเสียหายให้กับระบบธนาคารในการระดมทุน และมีแนวโน้มที่รัฐบาลต้องเพิ่มทุนให้ ซึ่งจะทำให้ฐานะการคลังของรัฐบาลในกลุ่มย่ำแย่ลง และสุดท้ายกลายเป็นปัจจัยถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการชะลอลงของเศรษฐกิจประเทศหลักๆ ในกลุ่มยุโรปในฐานะคู้ค้าสำคัญผ่านทางภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงการที่ประเทศนอกกลุ่มอย่างสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่นที่ต้องรับรู้ความเสียหายจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีสำหรับพันธบัตรกลุ่ม PIGS ที่ถือครองไว้

เงินยูโรอยู่ในทิศทางอ่อนค่า การปรับลดอันดับเครดิตของกรีซในเดือนธันวาคม 2552 นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2543 ที่ประเทศในกลุ่มยูโรถูกจัดอันดับเครดิตลดลงจนมาอยู่ในชั้นต่ำกว่าค่ากลาง (Lower medium grade) (ไม่นับรวมประเทศสโลวักที่อันดับเครดิตปรับตัวดีขึ้นมาเรื่อยๆจนอยู่ชั้นสูงกว่าค่ากลางในปี 2548) ส่งผลให้ยูโรมีทิศทางอ่อนค่าทั้งที่ดอลลาร์สหรัฐไม่ได้แข็งค่าขึ้น ซึ่งแสดงถึงเงินทุนที่เริ่มไหลสู่ประเทศแถบเอเชียในช่วงปี 2553 อย่างชัดเจน การปรับอันดับเครดิตมีผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวค่าเงินยูโรยังคงมีทิศทางแข็งค่าตามดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอันเนื่องมาจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณรอบ 2 หรือ QE2 อย่างไรก็ดี มาตรการ QE2 ที่กำลังจะหมดลงในช่วงมิถุนายน 2554 และคาดว่าคงไม่มีการต่อเป็นมาตรการ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก รวมทั้งปัญหาหนี้สินของกรีซที่จะครบกำหนดชำระในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีทิศทางผันผวนได้ในช่วงที่เหลือของปี

เมื่อมองเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ผ่านมา ปัจจัยการเมืองส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรวมการลงทุนในระยะยาว สังเกตได้จากดัชนีการลงทุนตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน พบว่าความชันของเส้นดัชนีการลงทุนก่อนไตรมาสสามปี 2549 มากกว่าช่วงหลังเกิดรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 อย่างชัดเจน แสดงถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ความไม่สงบทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจนเป็นเหตุให้เกิดจลาจลในบางจุด ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงมากและทำให้การลงทุนสะดุดลง อย่างไรก็ดี ความไม่สงบทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากการเลือกตั้งครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยดีและมีการยอมรับในกติกาการเลือกตั้งของผู้ได้รับเสียงข้างมากและไม่มีการต่อต้านจนเกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นอีก แนวโน้มการลงทุนก็น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับสำหรับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 4.0 ส่วนปี 2555 จะเติบโตได้ร้อยละ 4.6 ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับนี้มาจาก การส่งออก การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน เป็นหลัก ส่วนการลงทุนและการบริโภคของภาครัฐไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นการเติบโตมากนัก โดยเฉพาะการลงทุนเมื่อพิจารณาจากงบประมาณลงทุนในปีงบประมาณ 2554-2555 ที่อยู่ระดับร้อยละ 16 ของงบประมาณรวม หรือประมาณร้อยละ 3 ของ GDP (เทียบกับสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 25 ในช่วง 5 ปีก่อนวิกฤติปี 2551) เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ที่เคยเพิ่มในระดับสูงช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจและเป็นตัวช่วยผลัก GDP ให้เติบโตได้ดี เนื่องจากเป็นสะสมสินค้าคงคลังเพื่อเตรียมรับกับความต้องการที่มากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังเกิดวิกฤติ

สินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ สำหรับห้าเดือนแรกของปี 2554 เทียบกับสิ้นปีก่อน สินเชื่อสุทธิเติบโตร้อยละ 5.4 ส่วนเงินฝากและการกู้ยืมขยายตัวร้อยละ 2.2 และ 30.0 ตามลำดับ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to deposit ratio) อยู่ที่ระดับร้อยละ 102.7 ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมเงินกู้ยืม (Loan to deposit & borrowing ratio) อยู่ที่ร้อยละ 86.4 สภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงเหลือ 9.3 แสนล้านบาท จากระดับ 1 ล้านล้านบาทในเดือนเมษายน แต่ยังมากกว่า 7.9 แสนล้านบาทเมื่อปลายปี 2553 การระดมเงินผ่านการกู้ยืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปตั๋วแลกเงินยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนเงินฝากต่อการกู้ยืมลดลงเป็น 5.3 เท่า จาก 6.7 เท่าเมื่อสิ้นปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นร้อยละ 3.0 เมื่อ 1 มิถุนายน และ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงของธนาคารพาณิชย์ จะทำให้แนวโน้มสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงได้ในเดือนมิถุนายน

Source : TMB Analytics is a division of TMB Bank Plc. Ltd.
macro@tmbbank.co.th, (66) 2 242 3215

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: