แนวโน้มการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปปี 2554

มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป(ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร)คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการส่งออกทั้งหมด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในปี 2552 ที่มูลค่าการส่งออกหดตัวทุกประเภทสินค้า ซึ่งเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าสำคัญ แต่ก็เริ่มฟื้นตัวในปี 2553 รวมทั้งในปี 2553 ไทยยังได้รับอานิสงส์จากกรอบเจรจาเขตการค้าเสรีต่างๆ ที่ช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น

คาดการณ์ว่าในปี 2554 สินค้าเกษตรแปรรูปยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนทั้งจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญมีแนวโน้มสูงขึ้น และความต้องการในต่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากสภาพอากาศที่แปรปรวน การแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ทำให้นานาประเทศเกิดความกังวลถึงความเพียงพอด้านอาหารของประเทศ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรแปรรูปในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2554 พุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปี 2553 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.0 ในขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.0 นับว่าเป็นเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์จากปัจจัยเอื้อของตลาดต่างประเทศ

ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทย 5 อันดับแรก คือ จีน(ร้อยละ 22.1) ญี่ปุ่น(ร้อยละ 14.9) อาเซียน(ร้อยละ 15.3) สหภาพยุโรป(ร้อยละ 11.9) และสหรัฐฯ(ร้อยละ 8.4) โดยการส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่น และอาเซียนได้รับอานิสงส์จากกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรี ทำให้การส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ขยายตัวอย่างมาก ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปี 2553

สำหรับสินค้าเกษตรกรรมส่งออก 5 อันดับแรกของไทย คือ ยางพารา(ร้อยละ 36.7) ข้าว(ร้อยละ 24.8) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง(ร้อยละ 10.0) กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง(ร้อยละ 7.8) และไก่แปรรูป(ร้อยละ 7.4) ซึ่งสินค้าเกษตรกรรมส่งออก 5 อันดับแรกนี้คิดเป็นร้อยละ 86.7 ของการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดของไทย

ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกสำคัญสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทย 5 อันดับแรก คือ อาเซียน(ร้อยละ 28.8 ญี่ปุ่น(ร้อยละ 14.6) สหรัฐฯ(ร้อยละ 14.2) สหภาพยุโรป(ร้อยละ 11.4) และออสเตรเลีย(ร้อยละ 4.5) จะเห็นได้ว่าผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยได้รับอานิสงส์จากกรอบเจรจาเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา และอาเซียน-ญี่ปุ่น ทำให้การส่งออกไปยังตลาดทั้งสองแหล่งนี้มีแนวโน้มขยายตัว

สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรส่งออก 5 อันดับแรกของไทย คือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป(ร้อยละ 31.2) น้ำตาลทราย(ร้ยอละ 16.3) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป(ร้อยละ 10.7) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี(ร้อยละ 6.0) และอาหารสัตว์เลี้ยง(ร้อยละ 6.1) ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้ง 5 อันดับมีสัดส่วนร้อยละ 70.3 ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด

ประเด็นที่ต้องจับตามองสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป มีดังนี้ 

ผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าแรงของรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ได้มีการบังคับใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งปรับขึ้นประมาณ 8-17 บาท ทั่วประเทศ (โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.0 จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิม) และรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวัน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการใช้แรงงาน ดังนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับกับต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อการผลิตอุตสาหกรรมอาหาร ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างมาก โดยมีผลกระทบต่อปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การเกิดภัยธรรมชาติมีความถี่มากขึ้น และรุนแรงมากขึ้น การแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูรุนแรงขึ้น เมื่อปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรไม่แน่นอน ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ปัจจุบันทั้งในประเทศที่เป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าเกษตรให้ความสนใจนโยบายความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยพยายามดำเนินนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอาหาร เน้นให้มีปริมาณเพียงพอเพื่อบริโภคในประเทศ ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน จนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้ออันเกิดจากปัญหาราคาสินค้าอาหาร และปัญหาต่างๆที่จะตามมา โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก ไทยอาจจะได้ประโยชน์จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังต้องพึงระวังคือ ไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เพราะเมื่อราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น จูงใจให้หลายประเทศขยายการผลิต รวมทั้งประเทศที่เคยเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ก็อาจจะหันมาขยายการผลิต จนกระทั่งกลายเป็นคู่แข่งรายใหม่ในตลาดส่งออก

แนวโน้มการผลิตและความต้องการพืชอาหาร V.S. พืชพลังงาน ปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงกุ้ง และการทำประมงทะเล รวมทั้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรแล้ว ยังส่งผลทำให้ความต้องการพืชพลังงานที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความกังวลในเรื่องการแย่งเนื้อที่ปลูกระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน แม้ว่าในประเทศไทยปัญหานี้ยังไม่เกิดชึ้นอย่างชัดเจน เช่นในจีนที่ทำให้รัฐบาลต้องมีนโยบายห้ามโรงงานเอทานอลที่เปิดดำเนินการใหม่ใช้ธัญพืชเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากความต้องการพลังงานทดแทนของไทยยังมีอัตราการขยายตัวไม่มากนัก แต่ประเทศไทยคงต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เนื่องจากการที่ราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พืชพลังงานมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

ผลกระทบจากนโยบายการผลิตและการค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กระแสเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้น และยังคงเป็นกระแสที่ยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน ทำให้ในปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตและผู้ค้าสินค้าต้องหันมาใช้ประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นจุดขายสินค้า ซึ่งกระแสเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน คือ สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรที่ติดฉลากร่องรอยคาร์บอน หรือสินค้าเกษตรที่มีชั้นตอนการผลิตลดคาร์บอน

ผลกระทบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ผลการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีหลากหลายกรอบเจรจา ทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคีในปัจจุบัน ทำให้ภาษีนำเข้าไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการเจาะขยายการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปอีกต่อไป เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ระหว่างคู่เจรจาจะลดลงเหลือร้อยละ 0 แต่สิ่งที่จะเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคตคือ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรการทางด้านสุขอนามัย เช่น มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการเกี่ยวกับฉลากสินค้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่ต้องติดตามของบรรดาผู้ประกอบการ คือ การใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเป็นช่องทางในการขยายตลาดในประเทศคู่เจรจา และเป็นช่องทางในการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอเพื่อผลิตสินค้าในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มอัตราการทำกำไรของธุรกิจได้ดีขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปลาทูน่าแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เนื้อโค อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรแปรรูปต้องพึงระวังการนำเข้าสินค้าเกษตรแปรรูปบางประเภทเข้ามาแข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผักและผลไม้แปรรูป

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องติดตามการย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเพื่อขยายตลาดในประเทศไทย และใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอาเซียน ทั้งนี้เป็นการเตรียมรับสมาคมประชาชาติอาเซียนในปี 2558 เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบในเรื่องของความพร้อมของวัตถุดิบ และเทคโนโลยีในการผลิต รวมทั้งยังมีที่ตั้งเหมาะในการขนส่งกระจายสินค้าไปยังประเทศในอาเซียน โดยสินค้าเกษตรแปรรูปที่นักลงทุนต่างชาติทยอยเข้ามาลงทุนแล้ว คือ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ในปี 2554 การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกของประเทศ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 อัตราการขยายตัวของสินค้าเกษตรแปรรูปเติบโตอย่างโดดเด่น และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2554 การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ ความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป ก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากราคาเป็นปัจจัยหนุนให้เกษตรกรขยายการผลิต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: