เครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดเดือนเม.ย. สะท้อนปัญหาในภาคการผลิต และการชะลอตัวของการใช้จ่ายในประเทศ

สรุปเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2554

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจสำคัญๆ ที่ประกาศในช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา มีดังนี้ :-

 ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2554 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง (หลังจากที่ปรับตัวลดลงในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า) ตามทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการส่งออกและอุปสงค์ภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ก็คลี่คลายลงมากขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมขยับขึ้นไปที่ 106.6 ในเดือนเม.ย. จาก 102.3 ในเดือนมี.ค. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 116.2 เพิ่มขึ้นจาก 108.0 ในเดือนก่อนหน้า กระนั้นก็ดี ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อต้นทุนประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเมษายน 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2554 :-

 การส่งออกเดือนเมษายน 2554 ขยายตัวร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ชะลอลงจากที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 31.0 (YoY) ในเดือนมีนาคม นำโดย การหดตัวลงร้อยละ 9.3 ของการส่งออกในหมวดยานพาหนะและชิ้นส่วน ส่วนการนำเข้าในเดือนเม.ย. ขยายตัวร้อยละ 26.3 (YoY) ชะลอเพียงเล็กน้อยจากที่ขยายตัวร้อยละ 27.2 (YoY) ในเดือนมี.ค. ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่ชะลอตัวลง ส่งผลทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับลงมาบันทึกยอดขาดดุลอีกครั้งที่ 477.0 และ 165.1 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนเม.ย. จากที่เกินดุล 1,892 และ 1,881 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมี.ค. ตามลำดับ

 สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) หดตัวลงจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 1.1 (MoM) และชะลอการขยายตัวลงมาที่ร้อยละ 4.5 (YoY) ในเดือนเม.ย. จากร้อยละ 4.8 (YoY) ในเดือนมี.ค. นำโดย ความซบเซาของปริมาณการจำหน่ายยานยนต์ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 17.3 (YoY) จากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 53.8 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ก็ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมาที่ร้อยละ 17.5 (YoY) และร้อยละ 11.5 (YoY) ตามลำดับ

 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) หดตัวลงจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 0.5 (MoM) และชะลอการขยายตัวลงมาที่ร้อยละ 12.8 (YoY) ในเดือนเม.ย. จากร้อยละ 14.1 (YoY) ในเดือนมี.ค. โดยองค์ประกอบที่มีทิศทางที่ชะลอลงอย่างชัดเจน ได้แก่ ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในประเทศที่เติบโตเพียงร้อยละ 28.5 (YoY) เทียบกับที่เคยขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 30 เป็นเวลา 14 เดือนติดต่อกันในช่วงก่อนหน้า และการนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ที่กลับมาขยายตัวชะลอลงอีกครั้ง หลังจากที่เติบโตสูง ในเดือนก่อนหน้าที่มีการนำเข้าแท่นขุดเจาะน้ำมันมูลค่าสูง

 ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนนั้น สัญญาณที่อ่อนแอของเครื่องชี้เศรษฐกิจในหลายภาคส่วนดังกล่าวข้างต้น มีความสอดคล้องกับทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนในเดือนเม.ย.อีกด้วย โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 79.6 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 79.8 ในเดือนมี.ค. ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลงมาอยู่ที่ 47.3 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 54.1 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 (ซึ่งบ่งชี้ถึงความไม่เชื่อมั่น) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือนที่ผ่านมา

 ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในภาวะหดตัวในเดือนเม.ย. โดยระดับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงจากเดือนก่อนหน้า (อีกร้อยละ 3.3 MoM) เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และหดตัวลงถึงร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 6.7 (YoY) ในเดือนมี.ค. ซึ่งการปรับลดกำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการส่งออก ส่งผลทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (ปรับฤดูกาล) ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่งที่ร้อยละ 59.7 จากร้อยละ 62.8 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออก และหมวดอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก หดตัวลงถึงร้อยละ 11.3 (YoY) และหดตัวร้อยละ 10.2 (YoY) ในเดือนเม.ย. เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 12.9 (YoY) และขยายตัวร้อยละ 7.0 (YoY) ในเดือนมี.ค. ตามลำดับ นำโดย การหดตัวของการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ขณะที่ การผลิตยานยนต์ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

 สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตเติบโตสูงถึงร้อยละ 33.2 (YoY) ในเดือนเม.ย. จากที่ขยายตัวร้อยละ 27.5 ในเดือนมี.ค. ขณะที่ ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 22.3 (YoY) ต่อเนื่องจากที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ผลจากทั้งปริมาณและราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้รายได้เกษตรกรขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ร้อยละ 62.9 (YoY) ในเดือนเม.ย. จากร้อยละ 47.6 (YoY) ในเดือนมี.ค.

 ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 32 เดือนทั้งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.34 จากเดือนก่อนหน้า (MoM) และร้อยละ 4.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในเดือนพ.ค. ซึ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 4.04 (YoY) ในเดือนเม.ย. ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ที่ไม่นับรวมหมวดอาหารสดและพลังงาน) พุ่งขึ้นอีกร้อยละ 0.46 (MoM) และร้อยละ 2.48 (YoY) ในเดือนพ.ค. จากร้อยละ 2.07 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้แม้ว่าสินค้าเกษตรหลายตัว โดยเฉพาะผัก และผลไม้ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลผลิต และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจะปรับตัวลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหมวดอื่นๆ อาทิ เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ อาหารสำเร็จรูป และค่ากระแสไฟฟ้ายังคงปรับตัวสูงขึ้นในระหว่างเดือน

 เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2554 ที่ระดับ 30.28 อ่อนค่าลงจากระดับ 29.84 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนเม.ย. โดยถูกกดดันจากกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตหนี้ของยุโรป โดยเฉพาะในกรีซ ตลอดจนทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณที่อ่อนแอมากขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างเดือน นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมามีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทย

 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/2554 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ความสูญเสียจากภาวะชะงักงันของการผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2/2554 อันเป็นผลมาจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน/วัตถุดิบหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่น อาจถูกชดเชยด้วยบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่สะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเดือนท้ายๆ ของไตรมาสที่ 2/2554 ท่ามกลางกิจกรรมการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. นี้ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2/2554 น่าที่จะยังคงสามารถรักษาทิศทางการขยายตัวไว้ได้ในอัตราใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 1/2554 ที่ประมาณร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: