อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์…มาตรการทางการค้า

 

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นับได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายการลงทุนของบริษัท เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีชั้นนำของโลก ได้สนใจเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศไทย และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกจากไทยมีสัดส่วน เป็นอันดับต้นๆของโลก เช่น เครื่องปรับอากาศและฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเป็นต้น โดยบริษัทชั้นนำของโลกที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมาจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประทศทางแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติจำนวนมากนั้น ส่งผลดีต่อการมีงานทำของประชากรไทย และยังมีผลต่อผู้ประกอบการไทยที่ผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าเกี่ยวเนื่อง สามารถที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มดังกล่าวได้

สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในขณะนี้ แม้ว่าในช่วงระยะสั้นๆ นี้ อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น ในส่วนของการส่งออกสินค้าไปยังประเทศญ่ปุ่นชะลอลง และการขาดแคลนชิ้นส่วนอิล็กทรอนิกส์ และสินค้า แต่อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มมีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง คาดว่า การส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะกลับมาเติบโตได้ดี อย่างไรก็ดี เพื่อการเติบโตของของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ยั่งยืน ยังมีประเด็นสำคัญหลายประการที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อม เพื่อที่จะสามารพัฒนาธุรกิจให้ทันกับปัจจัยแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในระยะข้าง หน้า

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 29.0 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายการลงทุนของบริษัท ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าไอทีชั้นนำของโลก

สำหรับมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 ยังมีทิศทางการขยายตัวได้ดี จากรายงานของ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า มูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 11,482 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 13.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกคงจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา

สำหรับการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าปัจจุบันขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทต่างชาติเจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ของโลกได้เข้ามาขยายฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน อาทิ ตู้เย็นใช้ในครัวเรือน เครื่องปรับอากาศ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ และสายไฟ นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนมาจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลกได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการผลิต โดยหันมาเพิ่มกำลังผลิตที่ไทยเพิ่มขึ้น และใช้ไทยเป็นประตูส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศทั่วโลก จะเห็นได้จากสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เครื่องเป่าผม เครื่องปิ้งขนมปัง ปัตตาเลี่ยน ที่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ในขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการส่งออกที่สำคัญ จะเป็นในกลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (IC) และ วงจรพิมพ์ (Printed Circuit) อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สมารท์โฟน เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก มีผลให้กลุ่มอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับตัวสูงขึ้นตาม เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี การเติบโตของโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟนได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่มีลักษณะ การใช้งานที่คล้ายกันต้องประสบกับยอดขายที่ชะลอตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก และเครื่องบันทึกหน่วยความจำ เป็นต้น

แนวโน้มการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ในปี 2554 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมจะมีมูลค่าประมาณ 57,250-58,650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวประมาณร้อยละ 7.0-10.0 ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 25.7 ในปี 2553 โดยในครึ่งแรกของปี 2554 นี้ คาดว่าการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุน แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกไปที่ญี่ปุ่นนั้นน่าจะปรับตัวดีขึ้น เมื่อญี่ปุ่นเริ่มมีการฟื้นฟูประเทศ ทำให้ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานน่าจะกลับมาเติบโตได้ดี นอกจากนี้ การเติบโตยังสามารถขยายตัวได้ดีในหลายๆ ประเทศ เช่น ตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดการค้าเสรี และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่น เยอรมัน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เป็นต้น ในขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกาสามารถขยายตัวได้ดีในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะศักยภาพของไทยที่ยังมีคงมีจุดเด่นในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้ เข้ามาลงทุน ประกอบกับผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์และสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ที่เป็นจุดแข็งต่อการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ภาวะการค้าโลกในปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ในหลายๆ ประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาต่างมีความคาดหวังที่จะดึงดูดนักลงทุนให้ เข้าไปลงทุนของตน จึงได้มีการออกกฎระเบียบและมาตรการทางภาษีเพื่อดึงดูดนักลงทุน และจากโลกแห่งการค้าเสรีที่ขยายกฎเกณฑ์การค้าการลงทุนให้มีอิสระมากขึ้น ทำให้เกิดการโยกย้ายแหล่งลงทุน เพื่อให้เกิดความคุ้มทุนทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งแวดล้อมนี้อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนจากบริษัทต่างชาติเป็นหลัก โดยการผลิตในประเทศส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างการผลิตในส่วนของอุปกรณ์และชิ้น ส่วนพื้นฐาน และสินค้าเหล่านี้ไทยเองก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า และมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ในขณะที่กระบวนการผลิตในส่วนที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงอยู่ที่ประเทศ ที่เป็นเจ้าของสินค้า ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตลอดเวลา เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถทำการแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับ ประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะมาตรการทางค้าที่เป็นมาตรการทางภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ได้แก่

นโยบายการค้า

ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ภาครัฐต้องมีการปรับนโยบายและกลยุทธ์ทาง เศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์นั้น คือ การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อการขยายการค้าและการลงทุน และการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน และเขตการค้าเสรีทวิภาคี (Free Trade Area :FTA) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นการรวมพลังทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยมีการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในกลุ่มลงทุนให้เหลือน้อยที่สุดหรือ เป็นร้อยละ 0.0 รวมทั้งการเปิดเสรีทางด้านบริการและการลงทุนด้วย ปัจจุบัน ไทยได้มีการลดภาษีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อตกลง FTA ที่ไทยได้ทำไว้กับประเทศคู่เจรจาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในส่วนของการนำเข้าและส่งออกได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก (Trade Creation Effect) เช่น FTA ไทย-ออสเตรเลีย นั้น เห็นได้ว่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังออสเตรเลียเพิ่มขึ้น โดยตลาดออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกเครื่องปรับอากาศที่สำคัญของไทย ขณะที่ตลาดอาเซียน เช่น สิคโปร์ และมาเลเซีย เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ผลจากการเปิดการค้าเสรี มีส่วนเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์มีต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบสินค้าบางประเภทต่ำลง และผลจากนโยบายการค้าดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมา บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของโลกมีนโยบายการขยายการ ลงทุนเพิ่มที่ไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของประเทศและผลจากมาตรการทางภาษี

แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรี FTA นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกนำเข้า เนื่องจาก ไทยจะต้องลดอัตราภาษีนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทตาม ข้อตกลง แต่ขณะที่โครงสร้างภาษีภายในประเทศมีการจัดเก็บซ้ำซ้อน ซึ่งโครงสร้างภาษีศุลกากรปัจจุบันยังมีความไม่สอดคล้องระหว่างสินค้าต้นน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สินค้านำเข้าสำเร็จรูป (Finished Products) ซึ่งลดภาษีเป็นร้อยละ 0 แล้วภายใต้ AFTA/FTA มีราคาขายในประเทศถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าซึ่งยัง มีภาษีสูงอยู่ ตัวอย่างเช่น เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ยังมีต้นทุนภาษีนำเข้าสูง โดยเฉพาะเหล็กนำเข้าบางประเภท ไทยมีการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ A/D ทำให้ไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีอัตราภาษีสินค้าต้นน้ำที่ปรับลดลงเป็นร้อยละ 0 ไปแล้ว

นอกจากนี้แม้จะมีการทำสัญญาการค้าเสรีแล้วก็ตาม แต่ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาเพิ่มเติม อาทิ FTA ไทย-อินเดีย ที่มีข้องตกลงว่าสินค้าที่จะได้รับสิทธิการลดภาษีภายใต้ EHS (สินค้าเร่งรัดการลดภาษี) ต้องได้แหล่งกำเนิดของสินค้าตามกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้ คือ สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained) หรือ สินค้าที่ผลิตในไทยหรืออินเดียโดยมีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นไม่เกิน กว่าที่กำหนดไว้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในระดับที่กำหนดไว้ (Change in Tariff Classification) และมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัสดุในประเทศตามที่กำหนด (Local Value Added Content) โดยสินค้าส่งออกสำคัญภายใต้ EHS ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์สี เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก คงจะต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากผลการเปิดการค้าเสรี โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะมีการเปิดการค้าเสรีโดยไม่ข้อจำกัดทางด้านภาษีการค้า การลงทุน ที่ทำให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่ม มากขึ้น

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) และกฎหมายของประเทศคู่ค้า

แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้ทำสนธิสัญญาทางการค้าเสรีกับหลายประเทศ ซึ่งจะมีผลทำให้การส่งออกสินค้าหรือนำเข้าของไทยหลายประเภทไม่ต้องเสียภาษี แต่อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากมาตรการทางภาษีแล้ว ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับภาษี ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า อาทิ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) เป็นมาตรการทางการค้าที่ประเทศผู้นำเข้าใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในที่ ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายจากการทุ่มตลาด และการอุดหนุน อันเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น

นอกจากนี้ ในประเทศคู่ค้ายังมีการออกกฎระเบียบปลีกย่อยต่างๆ อาทิ กฎระเบียบมาตรฐานสินค้า ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า และสิ่งแวดล้อม เช่น สหภาพยุโรปได้ออกมาเมื่อปี 2546 กฎระเบียบว่าด้วยการกำจัดเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือระเบียบ WEEE และกฎระเบียบว่าด้วยการจำกัดสารบางประเภทที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ หรือระเบียบ RoHS เป็นกฎระเบียบที่มีผลต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต้องปรับตัวอย่าง มากในขณะนั้น และกฎระเบียบประเภทนี้ เริ่มมีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ สำหรับความเคลื่อนไหวของกฎระเบียบในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย อาทิ

• คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ประกาศข้อกาหนดสำหรับการออกแบบสินค้า กลุ่มเครื่องซักผ้าและเครื่องล้างจาน และจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีข้อบังคับทั้งในเรื่องประสิทธิภาพพลังงานขั้นตํ่าและ สมรรถนะในการทำงาน โดยการคำนวณประสิทธิภาพพลังงาน ในที่นี้ใช้ค่าเฉลี่ยพลังงานที่ใช้จากการใช้งานตลอดทั้งปี

• มาตรการฉลากสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส กรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป กระทรวงการพัฒนาที่ยั่งยืนของฝรั่งเศส (Ministry for Sustainable Development) จะเริ่มโครงการทดลองโดยสมัครใจการติดฉลากสิ่งแวดล้อมบนผลิตภัณฑ์ที่วาง จำหน่ายในฝรั่งเศส เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยต้องการรณรงค์ฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ข้อมูลการบริโภคทรัพยากรทางธรรมชาติอื่น ๆ และผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การหาวัตถุดิบ การใช้ การขนส่ง ตลอดจนการกำจัดซาก เพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหลังจากสิ้นสุดโครงการทดลองนี้ จะมีการประเมินผลการดำเนินงานเพื่อพิจารณาถึงแนวทางการออกมาตรการฉลากสิ่ง แวดล้อมต่อไป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าซึ่งรวมถึงวัตถุดิบไปฝรั่งเศสคงต้องดำเนิน การให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของฉลากสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสหรือเป็นที่ ยอมรับของฝรั่งเศส

• สหรัฐอเมริกาได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลากประหยัดพลังงาน ซึ่งบังคับใช้สำหรับโทรทัศน์ที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ติดฉลาก Energy Guide บนสินค้าเพื่อระบุประมาณค่าใช้จ่ายต่อปีในการใช้พลังงาน พร้อมการเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานจากโทรทัศน์รุ่นอื่นๆ ที่มีหน้าจอขนาดเท่ากัน

• แคนาดาได้เสนอการระงับและต่อต้านการใช้สารปรอทในผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด รัฐบาลกลางแคนาดาได้เสนอการออกข้อบังคับในการห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอท ( Mercury ) หลากหลายชนิดในประเทศแคนาดา โดยสาเหตุของการออกข้อบังคับควบคุมนี้เพื่อเป็นการลดใช้ปริมาณสารปรอทที่มี การปล่อยออกไปสู่ธรรมชาติ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการครั้งแรกที่รัฐบาลแคนาดาได้ควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ถูก ตรวจพบสารปรอทอย่างจริงจัง ทั้งนี้การออกกฎควบคุมสารปรอทดังกล่าวจะมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท ที่มีส่วนผสมของสารปรอทและยังมีการอนุญาติให้ผลิต นำเข้าหรือจำหน่ายอาทิ อุปกรณ์ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือทันตกรรม และหลอดประหยัดไฟ เป็นต้น สำหรับสินค้าชินส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการระงับการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอท

จากมาตรการของนานาประเทศที่กำหนดขึ้นส่งผลให้ผู้ผลิตไทยมีภาระในด้านการ ลงทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากจะต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต การออกแบบสินค้าให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย และต้องสรรหาวัตถุดิบทดแทนที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาดนั้นๆได้ นอกจากนี้เมื่อตลาดใหญ่มีการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมาก

ภาวะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย แม้ว่าปัจจุบันจะยังมีสถานภาพที่แข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศก็ตาม แต่จากการที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาวะตามเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อสถานภาพอุตสาหกรรมของไทยยังคงพึ่งพิงการลงทุนจากต่างประเทศ และยังเป็นผู้รับจ้างการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อของบริษัทต่างชาติเป็นส่วน ใหญ่ ทั้งนี้ การพัฒนาความพร้อมของอุตสาหกรรมต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐคงจะต้องมุ่งสร้างเสถียรภาพของประเทศให้เป็นที่เชื่อมั่นของนัก ลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน การดูแลในเรื่องของมาตรการทางภาษีให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรมที่ เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการให้บริการข้อมูลและข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย

นอกจากนี้การดูแลในเรื่องของระบบการศึกษา เพื่อที่จะสามารถพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงาน และมีคุณภาพ การส่งเสริมงานทางด้านวิจัย เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจ รวมถึงการส่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะที่การแข่งขันสูงนี้ อุตสาหกรรมของไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสู่ขั้นต่อไป จากเดิมที่เน้นกำลังแรงงานในการผลิต การผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบที่ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อนมากนัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย

ในขณะเดียวกันภาคเอกชนคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจของตนให้เป็น ไปในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีความทันสมัย และมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากการผลิตของไทยในขณะนี้เป็นการผลิตที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม นั้นสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตของตนให้เทียบเท่ากับไทยได้ การสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมโดยหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตให้ครบวงจร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการเปิดการค้าเสรีทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจมองหาพันธมิตรทางธุรกิจในต่าง ชาติเพิ่มขึ้น และจากการเปิดการค้าเสรีผู้ประกอบการสามารถที่จะขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น

One Response to อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์…มาตรการทางการค้า

  1. แอร์ขายดีนะครับปีนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: