ทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศกับการค้าของไทยปี 2554

ภาวะการส่งออกของสินค้า SMEs ไทยในปี 2554 น่าจะยังเติบโตในแดนบวก แต่อาจจะแผ่วตัวลงมาที่ร้อยละ 6-7 จากระดับร้อยละ 10 ในปี 2553 แต่ขณะเดียวกันการนำเข้าสินค้า SMEs จากต่างประเทศที่มีสัดส่วนถึงเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทยหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.6 ก็อาจส่งผลกดดันให้ SMEs ในประเทศต้องเผชิญภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทั้งจากความได้เปรียบของราคา สินค้าจากต่างประเทศ และเทคโนโลยีเพื่อการผลิตที่เหนือกว่า ซึ่งนักธุรกิจในประเทศจำเป็นต้องปรับตัวด้านการผลิตให้ทัดเทียมกับคู่แข่ง

แนวโน้มการส่งออกของ SMEs ไทยในตลาด
ตลาดส่งออกหลัก : การส่งออกของไทยในปี 2554 ไปตลาดส่งออกหลักในกลุ่มG-3 (สหรัฐฯ กลุ่มยูโรและญี่ปุ่น) อาจเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามการบริโภคที่ยังมีทิศทางการฟื้นตัวไม่ชัดเจนนัก ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักในกลุ่มอาเซียน(9) ยังคงขยายตัว แต่อาจชะลอลงจากฐานที่สูงในปี 2553

  • ทิศทางการส่งออก SMEs ของไทยไปสหรัฐฯยัง คงต้องให้ความสำคัญกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯและการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ รวมไปถึงความชัดเจนของการต่ออายุสิทธิประโยชน์ GSP(Generalize System of Preference)ของสหรัฐฯ ที่ยกเว้นภาษีศุลกากรนำเข้าแก่สินค้าที่กำหนดให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาและกำลัง พัฒนาทั่วโลกรวมทั้งไทย ซึ่งได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 31ธันวาคม 2553 ที่ผ่าน และสหรัฐฯ ยังไม่ดำเนินการต่ออายุจนปัจจุบัน ซึ่งหากไทยไม่ได้รับการต่อสิทธิ GSP ก็อาจส่ง ผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยบางรายการรวมทั้งสินค้า SMEs ภายใต้สิทธิ GSP ดังกล่าวมีต้นทุนการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้น และต้องสูญเสียอำนาจในการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีน หรือเวียดนามได้ โดยสินค้าที่อาจต้องแบกรับภาระต้นทุนการนำเข้าไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้าเครื่องประดับและชิ้นส่วน สินค้าเกษตรกรรมและอาหาร สินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ยาง ยานพาหนะและส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ และเหล็กและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
  • ตลาดอาเซียนจะมีบทบาทต่อธุรกิจ SMEs ไทยมากขึ้นในระยะถัดจากนี้ ดังนั้น ผู้ส่งออกควรเร่งศึกษาและเน้นใช้สิทธิประโยชน์ด้านการส่งออกภายใต้กรอบ อาเซียน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดย สินค้าส่งออกของไทยที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดีในตลาดอาเซียน น่าจะยังคงเป็นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก อาทิ กลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามลำดับ สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียน น่าจะเติบโตได้ราวร้อยละ 5.5 ในปี 2554 และเติบโตในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 5.7 ต่อปีในช่วงปี 2554-2558
  • เศรษฐกิจสหภาพยุโรปที่อยู่ในกรอบการฟื้นตัว เอื้อโอกาสส่งออกของ SMEs ไทย โดยเน้นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมรองรับภาคการผลิตสำคัญของยุโรป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารก็เป็นอีกหมวดสินค้าที่มีโอกาสเติบโตได้แม้มีแนวโน้ม เผชิญกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เช่น กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเน้นรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ควรพยายามใช้สิทธิส่งออกภายใต้โครงการ GSP ซึ่งไทยสามารถสะสมแหล่งกำเนิดร่วมกับประเทศอื่นๆในอาเซียนยกเว้น พม่า(Regional Cumulation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของ SMEs ไทย ขณะเดียวกันควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศยุโรปอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรองรับความเสี่ยงที่อาจถูกกระทบได้
  • ภัยพิบัติ จากสึนามิในญี่ปุ่น อาจส่งผลชะลอการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ..แต่การส่งออกของ SMEs ไทยไปญี่ปุ่นทั้งปี 2554 น่าจะยังเติบโตดี โดย ได้รับอานิสงส์จากความต้องการเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย เอื้อส่งออกวัสดุก่อสร้างและสินค้าทดแทนความเสียหาย รวมถึงอาหารสำเร็จรูป ซึ่งก็น่าจะมีผลให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งสำหรับสินค้า SMEs ไทยต่อไปในปี 2554 ด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-11 ของการส่งออกของ SMEs ไทยโดยรวม และครองแหล่งนำเข้าสำคัญอันดับ 1 ของ SMEs ไทย ที่ระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 (ในปี 2553 ญี่ปุ่นครองสัดส่วนร้อยละ 16.5 ของมูลค่าการนำเข้าของ SMEs ไทยโดยรวม)

ตลาดส่งออกใหม่ :

  • ตลาด BRIC(บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) : การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง…อานิสงส์สินค้าส่งออกของ SMEs ไทยเติบโตตาม

-แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจบราซิลในปี 2554 อาจมีแนวโน้มชะลอลง เหลือร้อยละ 4.5-5.0 แต่อัตราการขยายตัวดังกล่าวยังคงเหนือกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ประเทศ ทำให้บราซิลจึงยังเป็นโอกาสของการขยายตลาดสินค้าของไทยที่ไม่ควรมองข้าม โดย สินค้า SMEs ไทยที่น่าจะมีโอกาสขยายตัวในละตินอเมริกาได้มากขึ้นในระยะต่อไป ได้แก่กลุ่มวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ เครื่องจักรและส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องเสียง) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และเหล็ก เป็นต้น

-ส่วนรัสเซียนั้นก็น่าจะได้อานิสงส์จากทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังเดิน หน้าปรับตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง เพราะรัสเซียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันที่สำคัญของโลก ซึ่ง สินค้าที่มีโอกาสทำตลาดในรัสเซีย ได้แก่สินค้าแปรรูปในกลุ่มข้าว กุ้งสด ผัก ผลไม้ อาหารทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆที่มีอัตราภาษีในระดับค่อนข้างต่ำ ก็น่าจะเป็นโอกาสของไทย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า และอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น

-สำหรับการส่งออกของไทยไปตลาดอินเดีย ไทยมีข้อได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรอบ FTA 2 กรอบ คือ กรอบอาเซียน-อินเดีย และกรอบไทย-อินเดีย โดยไทยสามารถเลือกใช้สิทธิในกรอบที่เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละรายสินค้า นอกจากนี้ การที่ไทยและอินเดียอยู่ระหว่าง เจรจาเพื่อขยายกลุ่มสินค้าและความร่วมมือด้านการลงทุนเพิ่มเติมซึ่งคาดว่าจะ แล้วเสร็จในสิ้นปี 2554 น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในการขยายตลาดสินค้า SMEs ไทยในอินเดีย

-ขณะที่ปัจจัยที่ส่งเสริมการค้าระหว่างไทย-จีน ได้แก่ ความ ตกลงเปิดเสรีการค้าในกรอบ ASEAN-China FTA อีกทั้งยังมีความสะดวกจากเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าไปยังตอนใต้ของจีนที่มี การก่อสร้างเส้นทางเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยสินค้าที่น่าจะเติบโตได้ดีในปี 2554 ได้แก่ ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ โพลิเมอร์ของเอทิลีน ไม้แปรรูป ข้าว นอกจากนั้น น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นับเป็นสินค้าซึ่งน่าจะมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นมากในปี 2554 นี้จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทั่วโลก

  • ตลาดตะวันออกกลาง : เน้นเจาะตลาดกลุ่ม GCC… ขยายส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้าง จากการที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเอื้อเศรษฐกิจตะวันออกกลางเติบโตดี โดยสินค้าส่งออกของ SMEs ไทยที่มีแนวโน้มทำตลาดในตะวันออกกลางได้ค่อนข้างดี ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค/สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆรองรับความต้องการของผู้มีราย ได้สูง เช่น สินค้ากลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีแผนการก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและยูเออี ที่มีเมกะโปรเจ็กต์ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ เอื้อต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างของเอสเอ็มอีไทย
  • แอฟริกา : สินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด รวมทั้งสินค้าคุณภาพยังเป็นที่ต้องการ ตลาดเป้าหมายของสินค้า SMEs ของไทยควรเจาะตลาดที่มีการค้ากับไทยมาบ้างแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของการเปิดตลาดใหม่ของธุรกิจที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด โดยสินค้า SMEs ที่จำเป็นต่อการบริโภคและมีราคาประหยัดมีโอกาสทำตลาดได้ดี เพราะแอฟริกาส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ดี สินค้าคุณภาพก็เป็นที่ต้องการแต่อาจต้องพิจารณาเลือกตลาดให้เหมาะสม
  • CIS : ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้า SMEs คุณภาพของไทย ตลาดกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราชหรือ CIS (Commonwealth of Independent States)เป็นอีกหนึ่งตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะถึงแม้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ CIS จะไม่โดดเด่นนัก อีกทั้งเป็นประเทศที่ห่างไกลจากไทย แต่ด้วยขนาดประชากรราว 279 ล้านคน และระดับรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยที่อยู่ในระดับสูงถึง 6,930 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับด้วยพฤติกรรมการบริโภคคล้ายยุโรป โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเป็นอย่างมาก ทำให้ CIS เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสทำกำไรจากการค้าและสามารถขายสินค้าได้ หลากหลาย ด้วยการอาศัยรัสเซียซึ่งป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของ CIS และยังเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในกลุ่ม CIS ในการเป็นประตูการค้าสู่ประเทศอื่นๆในกลุ่ม CIS โดยสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่เกี่ยวเนื่องที่คาดว่าจะเติบโตและเป็นที่ต้องการ ได้แก่ ยานยนต์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ปัจจัยสนับสนุนและความท้าทายในการส่งออกของ SMEs ไทยในปี 2554

  • แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตพุ่งสูง …SMEs ไทยควรเร่งปรับตัวลดต้นทุนทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

-ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2552 โดยเฉพาะการ เติบโตอย่างร้อนแรงของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ได้ส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์และแร่ธาตุจำเป็นในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน และเหล็ก ค่อยๆ เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2552 จนกระทั่งมายืนอยู่ที่ระดับสูงในต้นปี 2554 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง

-เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในกลุ่มประเทศ MENA ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนานได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในหลายๆ ตลาดในช่วงต้นปี 2554 ปรับตัวสูงขึ้นจนใกล้เคียงระดับสูงสุดในช่วงปลายปี 2551 และยังอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไปจากแรงซื้อเก็งกำไรซึ่งอิงไปกับแนวโน้มความ ตึงเครียดด้านเสถียรภาพทางการเมืองการปกครองในหลายประเทศในกลุ่ม MENA ผนวกกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

-เหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิในประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2554 ได้ส่งผลให้ภาคการผลิตในบางพื้นที่ของญี่ปุ่นอยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความพอเพียงของวัตถุดิบอุตสาหกรรมประเภทส่วนประกอบและชิ้น ส่วนยานยนต์ รวมไปถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในบางสินค้าที่ต้องอาศัยเทศโนโลยีระดับสูงและไม่สามารถผลิตได้จากแห ล่งอื่นๆ หรือผลิตได้ในปริมาณน้อย เช่น กล่องควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) หรือ IC, LCD รวมถึงอุปกรณ์ด้านแสงเลเซอร์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะมีผลเร่งให้ราคาชิ้นส่วนวัตถุดิบอุตสาหกรรมในกลุ่มดังกล่าว เพิ่มขึ้นชั่วคราวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 แต่ทั้งนี้ภาวะขาดแคลนอุปทานดังกล่าวน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 จนกลับสู่สภาวะปกติได้ภายในสิ้นปี 2554

  • ประเทศกลุ่ม G-3 ยังมีแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างเปราะบาง ขณะที่เศรษฐกิจแดนมังกรชะลอความร้อนแรงลง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ …SMEs ไทย ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

-สภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกกลับกลายเป็นปัจจัยที่ควรเฝ้า ระวังสำหรับ SMEs ไทย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของ SMEs ไทย โดยเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยผ่านทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตใน ญี่ปุ่น รวมไปถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่ลดต่ำลง ซึ่งคาดว่าผลกระทบจากเหตุดังกล่าวอาจกินเวลาในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 และน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2554

-ในส่วนของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของ SMEs ไทยนั้น อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการแตะเบรกทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด การคุมเข้มการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ และการควบคุม/ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งอาจกระทบต่อความต้องการสั่งซื้อสินค้าจากไทยบ้างในบางรายการซึ่ง เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมที่ทางการจีนต้องการคุมเข้ม เช่น ในอุตสาหกรรมซีเมนต์ ฟอกย้อม และฟอกหนัง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ไม่น่าจะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทยไปยังจีนในภาพรวม เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังส่อแววเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงก็ตาม

-ในส่วนของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ และยุโรป ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และยังคงมีความกังวลถึงปัญหาด้านภาระหนี้ภาครัฐบาล ซึ่งบั่นทอนแรงส่งของการฟื้นตัว และอาจกระทบต่อความต้องการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยได้

-อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศในกลุ่มอาเซียน น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงการส่งออกของ SMEs ไทยในปี 2554 ให้เติบโตเป็นบวกได้ นอกจากนั้น ตลาด เกิดใหม่ที่สำคัญต่างๆ ของโลก เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ บราซิล เป็นต้น น่าจะเป็นตลาดส่งออกที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่ควรมองข้ามในปี 2554 ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต

  • ประเทศต่างๆทั่วโลกเร่งเจรจาขยาย FTA กับคู่ค้าของตน … อาจส่งผลให้ SMEs ไทย เผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

-ในยุคปัจจุบันที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างช่วงชิงความได้เปรียบด้านเงื่อนไข ด้านการค้า เพื่อประโยชน์ในด้านมูลค่าการส่งออก ส่งผลให้แต่ละประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับการเร่งเจรจาขยายความตกลง FTA กับคู่ค้าต่างๆ ของตน โดยเฉพาะคู่ค้าที่สำคัญและมีศักยภาพ สำหรับประเทศไทยนั้นได้มีการเจรจาทำการค้าเสรีสำเร็จลุล่วงไปแล้วเป็นจำนวน มากกับคู่ค้าที่สำคัญๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น), AFTA (อาเซียน), ASEAN-China FTA (อาเซียน-จีน) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีบางประเทศที่แม้มิได้เป็นคู่ค้าหลักของไทย แต่นับได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น อินเดีย และชิลี เป็นต้น ซึ่งไทยยังอยู่ในระหว่างเตรียมการเจรจาทวิภาคี ในขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น ได้แก่มาเลเซีย มีความคืบหน้าในการเจรจากับทั้งสองประเทศดังกล่าวมากกว่าไทย ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการค้าได้

-แม้ว่าการเจรจาเปิด เสรีทางการค้าอาจกระทบต่อ SMEs ไทยในบางสาขาที่ยังต้องได้รับการปกป้อง แต่การเร่งเจรจาและกำหนดเงื่อนไขเวลาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วนั้นนับเป็นโอกาส อันดีให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้ทราบถึงเงื่อนไขเวลาที่ชัดเจนในการเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในโลกการค้าเสรีในปัจจุบัน และน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ SMEs ไทยโดยรวมด้วยในท้ายที่สุด

  • กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อแนวโน้มความนิยมของตลาด ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายด้านมาตรฐานสินค้าแก่ผู้ผลิต

-ในปัจจุบัน ผู้บริโภคในต่างประเทศกำลังตื่นตัวในประเด็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงกระแสความนิยมในสินค้าที่ใช้พลังงานทางเลือกกำลังมาแรง ส่งผลให้ผู้ผลิตที่ต้องการอยู่ในกระแสความนิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศต่าง ก็พยายามคิดค้นและพัฒนา ทั้งในกระบวนการผลิตที่ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสดังกล่าว เช่น การแสดงฉลากคาร์บอนบนสินค้า (ซึ่งใช้บ่งบอกว่าสินค้าชิ้นนั้นสามารถลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้ ในระดับใด) หรือการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ (การผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือก เป็นต้น) ซึ่งสินค้าในลักษณะดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็น อย่างดี เนื่องจากสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ใน ระยะยาวและเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์ที่ดีในตลาด ส่งผลให้สินค้าที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานทางเลือกน่าจะทวีความ สำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต

-ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการศึกษาและพัฒนากระบวนการผลิต รวมไปถึงพัฒนาตัวสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการที่ เปลี่ยนแปลงไปในแนวทางดังกล่าว เพื่อให้ได้รับการยอมรับ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในต่างประเทศต่อไป

  • ความ เสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทบภาคเกษตรหลายด้าน ในปี 2553 ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ขณะที่ในปี 2554 ก็ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ และประมงบางส่วนได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลง เกษตรกรและผู้ส่งออกจึงเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากการขยายปริมาณการส่งออก ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังคงทรงตัวในระดับสูง
  • ไทยยังคง เป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจสำหรับบรรษัทข้ามชาติ แม้ปัญหาการเมือง รวมถึงปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาได้บั่นทอน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปบ้าง แต่ในส่วนของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ยังคงใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ เพื่อจำหน่ายในประเทศรวมไปถึงการผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจากมีความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่สำคัญ เช่น คุณภาพแรงงานไทยที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: