เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวเร่งขึ้น (QoQ) แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาส 2

เศรษฐกิจ ไทยในไตรมาสแรกของปี 2554 ยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ทิศทางในไตรมาสที่ 2/2554 ต้องเผชิญปัญหาด้านอุปทาน ที่อาจส่งผลกระทบให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัว และมีผลต่อเนื่องไปถึงการส่งออกและการบริโภค ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น แต่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นน่าจะค่อยๆ คลี่คลายลงในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ภาคการผลิตกลับมาขยายตัวดีขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันและราคาอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะมีผลชะลอเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกยังขยายตัวต่อเนื่อง

เครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 ในภาพรวมยังคงสะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย มีปัจจัยสนับสนุนมาจากภาคการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว ประกอบกับรายได้ในภาคเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อในประเทศยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก จากการที่ภาครัฐขยายระยะเวลาใช้มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและการตรึงราคา พลังงานออกไป

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ช่วงกลางไตรมาส ได้เกิดเหตุการณ์ที่เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่ยังคง ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงยืนในระดับสูงยาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ ไว้ ตามมาด้วยเหตุการณ์ภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น และปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ แต่เนื่องจากปัจจัยเรื่องญี่ปุ่นและอุทกภัยเพิ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรม การผลิตของไทยในช่วงปลายไตรมาส ทำให้ผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/2554 ยังมีค่อนข้างน้อย โดยน่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 2/2554

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1/2554 ที่ปรับผลของฤดูกาลแล้ว น่าจะขยายตัวสูงในอัตราร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Seasonally Adjusted Quarter-on-Quarter) เร่งขึ้นจากร้อยละ 1.2 ในไตรมาสที่ 4/2553 และเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ไตรมาส

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-on-Year) อาจเห็นตัวเลขอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผลของฐานที่ยกขึ้นไปสูงมากในไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา (ที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 12.0 เมื่อเทียบ YoY) โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อนอาจชะลอลงมาเหลือเพียงร้อยละ 2.8 (YoY) ในไตรมาสที่ 1/2554 จากร้อยละ 3.8 ในไตรมาสที่ 4/2553

  • ไตรมาส 2 ชะลอตัวจากปัจจัยด้านอุปทาน

ในไตรมาสที่ 2/2554 นอกเหนือจากปัญหาราคาน้ำมันที่ยังคงทะยานสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อแล้ว เหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นที่ส่งผลให้โรงงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ประกอบกับการขาดแคลนกระแสไฟฟ้าจากปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ได้ทำให้โรงงานของผู้ผลิตชั้นนำหลายแห่งในญี่ปุ่นต้องหยุดหรือชะลอการผลิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในไทย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ที่พึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบหลักจากญี่ปุ่น ทำให้ต้องชะลอการผลิตลง

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ของไทยได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อผลผลิตทางการ เกษตร ซึ่งจะมีผลกระทบให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องใช้ผลผลิตจากพื้นที่ดังกล่าว เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป โดยเฉพาะกุ้ง อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้แปรรูป และพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ตลอดจนการค้า การเดินทางและการขนส่ง ซึ่งเผชิญอุปสรรคจากระบบคมนาคมขนส่งที่เสียหาย ทั้งนี้ หากปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากสองปัจจัยข้างต้นมีความรุนแรง อาจจะส่งผลให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมประสบกับภาวะหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2/2554

นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าบางชนิดมีการขยับขึ้นราคาตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อีกทั้งสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้จะทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาปรับตัวสูง ขึ้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในไตรมาสที่ 2/2554 จะเร่งตัวสูงขึ้นมาที่ประมาณร้อยละ 4.0 (YoY) จากระดับร้อยละ 3.0 ในไตรมาสแรก

จากปัญหาที่รุมเร้าหลายด้าน ทำให้ ศูนย์วิจัย กสิกรไทย คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2554 อยู่ในกรอบหดตัวร้อยละ 1.0 ถึงขยายตัวร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ ปรับฤดูกาล) ขณะที่อัตราการขยายตัวที่เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอาจยังคงมีระดับต่ำ ประมาณร้อยละ 2.2-3.5 (YoY)

  • ภาพรวมทั้งปี 2554 คาดว่าขยายตัว 3-4%

ปัจจัยลบจากปัญหาในญี่ปุ่นและเหตุการณ์อุทกภัยใต้น่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรม ทางเศรษฐกิจในช่วงระยะสั้น โดยการผลิตน่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้ออาจเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อ เศรษฐกิจตลอดระยะเวลาที่เหลือของปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ไว้ดังนี้

เหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่น ในช่วงแรก ปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ที่มักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการผลิตในไทยนั้น อาจกระทบต่อการผลิตและส่งออกในกลุ่มสินค้าเช่นยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในระยะที่ยาวออกไป แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นอาจมีการชะลอตัว แต่ความต้องการสินค้าเพื่อทดแทนกำลังการผลิตที่หายไปในญี่ปุ่นอาจเป็นผลบวก ต่อการส่งออกสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งนอกจากแหล่งผลิตทางการเกษตรที่สำคัญได้รับความเสียหายแล้ว ยังเผชิญปัญหาผลผลิตปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีอีกด้วย นอกจากนี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มต้นบูรณะระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างที่ เสียหายไปพร้อมกับภัยพิบัติ น่าจะทำให้ความต้องการวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น โครงสร้างเหล็กและอลูมิเนียม อุปกรณ์ติดตั้งในอาคาร เช่น ลิฟต์ มีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายอาจมีความต้องการสินค้ายานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลโดยสุทธิจากเหตุแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในขอบเขตจำกัด (เนื่องจากอาจมีผลบวกเข้ามาชดเชยกัน) โดยผลกระทบไม่น่าจะเกินร้อยละ 0.1 ของจีดีพีของไทย

อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลกระทบรุนแรงในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร สงขลา กระบี่ พังงา สตูล และนราธิวาส ซึ่ง 10 จังหวัดดังกล่าวมีขนาดเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 8 ของจีดีพีของประเทศ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งผลิตผลผลิตทางการเกษตรกว่าร้อยละ 30 ของผลผลิตทางการเกษตรโดยรวม และหากพิจารณาเฉพาะสินค้าประมง นับว่าเป็นแหล่งผลิตถึงเกือบร้อยละ 60 ของประเทศ ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ มีมูลค่าประมาณ 18,900-35,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและฟื้นฟูความเสียหาย ทำให้คาดว่าผลกระทบโดยสุทธิแล้วอาจจะทำให้จีดีพีในปี 2554 ลดลงประมาณร้อยละ 0.09-0.16

เงินเฟ้อ เป็นความเสี่ยงหลักทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้ โดยราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงกว่ากรอบที่ประมาณการไว้ ซึ่งปัญหาความไม่สงบในกลุ่มประเทศอาหรับยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่าง ใกล้ชิด ขณะที่ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตพืชผล ทางการเกษตรในปีนี้ ปัจจัยทั้งสองด้านนี้จะส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วง ครึ่งปีหลัง โดยมีโอกาสที่จะเห็นเงินเฟ้อไต่ระดับขึ้นไปแตะร้อยละ 5 ในบางเดือนได้ หากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดถึงสิ้นปี โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2554 อยู่ในกรอบร้อยละ 3.6-4.6 และกรณีพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 4.0

อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางการส่งออกนั้นยังมีปัจจัยที่อาจหนุนให้ตัวเลขมูลค่าการส่งออก ทั้งปีออกมาดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ทั้งปัจจัยด้านราคา และกลับมาเร่งตัวของภาวะการผลิตและการส่งออกในครึ่งปีหลัง รวมทั้งต้องติดตามความต้องการสินค้าหลายประเภทจากญี่ปุ่น ซึ่งอาจกลายมาเป็นแรงส่งต่อการส่งออกของไทย

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2554 น่าจะยังมีปัจจัยหนุนให้ขยายตัวได้อยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-4.0 (กรณีพื้นฐานที่ร้อยละ 3.6) ชะลอลงจากที่เติบโตสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ร้อยละ 7.8 ในปี 2553

ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัว แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ผลการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังต้องรอดูการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครอง ชีพ และการตรึงราคาพลังงาน ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2554 ขณะที่นโยบายการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นประเด็นที่มีผลต่อต้นทุน ของภาคธุรกิจ แต่ทั้งนี้ รัฐอาจมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมเพื่อช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจควบคู่กันไปด้วย

                                                ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2554

    

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: