แนวโน้มธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ปี 2554

หลังจากวิกฤตการเงินในสหรัฐเริ่ม คลี่คลายลง อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยเองก็ได้ส่งสัญญาณการก้าวเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ครั้งสำคัญ ภายหลังจากการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบอาเซียน ซึ่งทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มยานยนต์ทั้งหมดลดลงเหลือร้อยละ 0 ระหว่างประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2553 ส่งผลให้ค่ายรถมีการย้ายฐานการผลิตรวมถึงขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในไทยอีก เป็นจำนวนมาก โดยหวังจะให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทั้งเพื่อผลิตสำหรับส่งออกในภูมิภาคและส่งออกไปนอกภูมิภาค และจากทิศทางดังกล่าวนี้ ทำให้ในปี 2553 ที่ผ่านมา การผลิตรถยนต์ในประเทศของไทยสามารถขยับขึ้นไปทำสถิติยอดการผลิตที่สูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ที่ตัวเลข 1,645,304 คัน เป็นการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 64.6 จากที่สามารถผลิตได้เพียง 999,378 คันในปี 2552 ซึ่งสนับสนุนความต้องการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศ ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวเช่นเดียวกันในปี 2553 ทำให้การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยในปีเดียวกัน มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 179,350.24 ล้านบาท หรือขยายตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 จากที่สามารถส่งออกได้เพียง 128,143.63 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์หลายรายได้มีการลงทุนขยายฐานการ ผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะยิ่งเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้นใน ระยะข้างหน้าโดย ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศของไทยมีทิศทางที่จะ ขยายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในส่วนของชิ้นส่วน OEM สำหรับใช้ประกอบรถยนต์ ซึ่งในปี 2554 นี้ เป็นอีกปีหนึ่งที่การผลิตรถยนต์มีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่อง และจะส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์มีโอกาสขยายตัวเช่นเดียวกันการผลิตรถยนต์ในไทยมีโอกาสขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7 ถึง 12 ในปี 2554

การผลิตรถยนต์ในประเทศของไทยในปี 2554 นี้ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากที่ขยายตัวสูงในปี 2553 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่

  • ตลาดรถยนต์ในประเทศที่มีทิศทางขยายตัว โดยเฉพาะในส่วนของตลาดรถยนต์นั่ง เนื่องจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงมีทิศทางที่ดี ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงมีทิศทางขยายตัว โดยมีแรงผลักดันที่สำคัญมาจากภาคการลงทุนที่คาดว่าจะขยายตัวสูงต่อเนื่องใน ปีนี้ จากการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับปีนี้ได้มีการปรับเพิ่มค่าตอบแทนแรงงานและข้าราชการ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการเปิดตัวของรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่จะออกสู่ตลาดใน ปีนี้ ขณะที่รถยนต์ที่เปิดตัวไปในปีที่แล้วก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ แม้อาจจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง เช่น อัตราดอกเบี้ย และเสถียรภาพทางการเมืองอยู่ก็ตาม ซึ่งจากทิศทางดังกล่าวศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยปี 2554 มีโอกาสขยายตัวร้อยละ 5 ถึง 10
  • การส่งออกรถยนต์ไปตลาดใหม่ยังคงขยายตัวตามการขยายการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ ทั้งในส่วนของตลาดส่งออกรถยนต์เดิม เช่น ออสเตรเลีย อาเซียน และตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกาใต้ และญี่ปุ่น เป็นต้น จากภาวะเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะยังคงขยายตัวในปีนี้ นอกจากนี้ประเทศส่งออกรถยนต์ของไทยเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีการพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สูง ทำให้ในปีนี้ซึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทองคำ ถ่านหิน โลหะพื้นฐาน และสินค้าเกษตร ที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศต่างๆเหล่านี้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น สำหรับกรณีออสเตรเลีย แม้ว่าปัญหาอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลีย โดยรวม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีความต้องการนำเข้ารถยนต์เพื่อทดแทนทรัพย์สิน ที่เสียหายไปจากน้ำท่วม นอกจากนี้ ผลของการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ยังทำให้ผู้ผลิตรถยนต์มีการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตรถยนต์บางรุ่น รวมทั้งมีการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์ส่งออกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2554 นี้ การส่งออกรถยนต์ของไทยไปต่างประเทศอาจขยายตัวที่ร้อยละ 7 ถึง 12

จาก ปัจจัยด้านตลาดรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ คาดว่าจะส่งผลทำให้การผลิตรถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอาจจะขยายตัวที่ร้อยละ 7 ถึง 12 โดยทิศทางดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการผลิตชิ้นส่วน OEM ในประเทศโดยตรง ซึ่งจะขยายตัวตามการผลิตรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นตลาดรถยนต์ในต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวบ่งชี้ปริมาณการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

ตลาด รถยนต์โลกเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2552 โดยมีตลาดประเทศเกิดใหม่ เช่น จีน และอินเดีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อไปในอนาคต เนื่องจากเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต รวมถึงการมีขนาดตลาดใหญ่จากจำนวนประชากรที่สูงมากในประเทศ ขณะที่ตลาดรถยนต์ประเทศอื่นๆ ยกเว้นในส่วนของตลาดยุโรปบางประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในยุโรป ก็คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการช่วยเหลือต่างๆของภาครัฐ ส่งผลให้ตลาดแรงงานน่าจะมีทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดขายรถยนต์โลก โดยปัจจุบันแรงงานในตลาดโลกมีการเติบโตในระดับประมาณร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 และถ้าหากดูเฉพาะแต่ประเทศในกลุ่ม BRIC ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จะพบว่าตลาดแรงงานมีการเติบโตสูงถึงประมาณร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทิศทางยอดขายรถยนต์ในแต่ละภูมิภาค
ที่มา: Scotiabank Group

ตั้งแต่ ปี 2552 จีนได้กลายมาเป็นประเทศที่มี ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทสูงที่สุดในโลกแทนที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดเดิม และทางกลุ่ม Scotiabank ได้คาดการณ์ไว้ว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในกลุ่มประเทศ BRIC ในปี 2554 นี้ อาจจะมีจำนวนรวมสูงกว่ายอดขายรถยนต์ในตลาดยุโรปและญี่ปุ่นรวมกันเป็นครั้ง แรก และคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 30 ในตลาดรถยนต์รวมของโลก ส่วนตลาดรถยนต์ในประเทศของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่เพื่อทดแทนรถยนต์เก่า ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ในสหรัฐฯโดยทั่วไปมีอายุเกินกว่า 10 ปี นอกจากนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯก็เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น จากภาวะตลาดแรงงานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น

ทิศทางตลาดรถยนต์โลก (รถยนต์นั่งและรถกระบะ)
หน่วย : ล้านคัน
  2552 2553e 2554f
ทวีปอเมริกาเหนือ

  • แคนาดา
  • สหรัฐอเมริกา
  • เม็กซิโก
12.68

  • 1.46
  • 10.40
  • 0.82
13.93

  • 1.56
  • 11.50
  • 0.87
15.18

  • 1.59
  • 12.70
  • 0.89
ทวีปยุโรป (ตะวันตก)

  • เยอรมนี

ทวีปยุโรป (ตะวันออก)

  • รัสเซีย
13.62

  • 3.81

3.12

  • 1.47
12.80

  • 2.86

3.66

  • 1.91
13.12

  • 3.0

3.88

  • 2.10
ทวีปเอเชีย

  • จีน
  • อินเดีย
17.68

  • 7.32
  • 1.43
22.74

  • 9.52
  • 1.84
20.24

  • 10.95
  • 2.06
ทวีปอเมริกาใต้

  • บราซิล
3.93

  • 2.53
4.27

  • 2.65
4.49

  • 2.87
รวม 51.03 (-2.5%) 57.13 (+12.0%) 60.91 (+6.6%)
ที่มา: Scotiabank Group

ทั้งนี้ ทางกลุ่ม Scotiabank ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดรถยนต์โลกปี 2554 นี้ จะยังคงขยายตัวร้อยละ 6.6 แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอลงจากที่คาดว่าจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 12.0 ในปี 2553 ก็ตาม และทิศทางดังกล่าวนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในตลาดโลกที่คาดว่าจะ เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2554 นี้ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ประเภท OEM ของไทย โดยเฉพาะหลังจากผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ขนาดใหญ่ของโลกบางบริษัทได้มีการย้าย ฐานการผลิตมายังไทย ตามการขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในไทย โดยเฉพาะค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข็งค่า ขึ้นมากของค่าเงินเยน มีแนวโน้มเข้ามาขยายการลงทุนในไทยมากขึ้นนอกจาก นี้หลังการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะกรอบความตกลงอาเซียน ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติมีการปรับกลยุทธ์ในการลงทุนเพื่อลดต้นทุน การผลิตรถยนต์ โดยการสร้างโครงข่ายการผลิต (Production Network) และใช้กลยุทธ์แตกแยกย่อยการผลิต แบ่งความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนแต่ละประเภทในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากภาษีนำเข้าระหว่างประเทศในอาเซียนลดลงเหลือร้อยละ 0 ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่มีความพร้อม มีเครือข่ายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่และมีความสามารถเป็นที่ ยอมรับ ทำให้มีการขยายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยเพิ่มสูงขึ้นมาก เพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งชิ้นส่วน OEM ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ สายไฟ ยางรถยนต์ และเข็มขัดนิรภัย เป็นต้นอย่างไร ก็ตามการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ประเภท OEM ของไทยอาจเผชิญกับแรงกดดัน โดยที่ตลาดส่งออกบางตลาดยังต้องเผชิญกับทิศทางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ยุโรป นอกจากนี้ทิศทางการแข็งค่าของค่าเงินบาท อาจส่งผลให้การส่งออกชิ้นส่วน OEM ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดต่ำลงความต้องการใช้อะไหล่ยานยนต์จากตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นอกจาก ความต้องการใช้อะไหล่เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของยานยนต์ที่มีแนวโน้มเพิ่ม ขึ้นตามขนาดของตลาดรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เพิ่ม สูงขึ้นแล้ว พบว่าจากผลกระทบของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของไทย และที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของไทย โดยนอกจากปริมาณน้ำท่วมสูงจะครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่แล้วยังใช้ระยะเวลานาน กว่าระดับน้ำจะลดลง ส่งผลให้มียานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก ทำให้นอกเหนือจากความต้องการรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่ทั้งในและต่างประเทศจากไทยน่าจะมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างไร ก็ตาม ตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ในประเทศยังอาจต้องเผชิญกับการเข้ามารุกตลาดของสินค้านำ เข้าที่มีราคาถูกจากจีน และการแข็งค่าของค่าเงินบาททำให้ราคาสินค้านำเข้ามีแนวโน้มถูกลงทำให้ชิ้น ส่วนอะไหล่ในประเทศได้รับผลกระทบจากการแข่งขันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้นย่อมส่งผลให้ชิ้นส่วนอะไหล่ส่งออก ของไทยมีราคาสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศลดลงโดยสรุป จากทิศทางการ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการผลิตรถยนต์ทั้งในและประเทศดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยในกลุ่ม OEM สำหรับประกอบรถยนต์ในไทย ขณะที่ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมทั้งในและต่างประเทศ นอกจากจะทำให้ความต้องการยานยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลทำให้ความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่ (REM) เพิ่มสูงขึ้นด้วย และแม้ในปี 2554 นี้ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะมีปัจจัยบวกเข้ามาค่อนข้างมาก แต่ก็ยังอาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง จากการแข็งค่าของค่าเงินบาทและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของตลาดส่งออกบางแห่ง ซึ่งอาจกระทบกับการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย

นอกจาก นี้ แม้ในปี 2554 จะมีแนวโน้มการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกมากในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อรองรับกับการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในประเทศ อย่างไรก็ตามการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่มาจากนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นของคนไทยที่ส่วนใหญ่มีความสามารถและขนาดกำลัง การผลิตที่ด้อยกว่าบริษัทจากต่างชาติ จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเอสเอ็มอีชิ้นส่วนยานยนต์จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดัง กล่าว โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ควรที่จะหันมาลงทุนด้านเครื่องจักรมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตของตน นอกจากนี้การเข้าร่วมทุนกับนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย อาจเป็นอีกวิธีที่นอกจากจะทำให้ผลกระทบจากการเข้ามาแข่งขันในตลาดลดลง ยังช่วยให้การขยายตลาดสามารถทำได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในระยะเวลาอันสั้น นี้ อาจจะนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ทำให้โรงงานในบางพื้นที่เกิดปัญหาการช่วงชิงแรงงานฝีมือโดยการกำหนดค่าจ้าง ในระดับที่สูงขึ้นกว่าปกติ และแม้บางพื้นที่จะไม่ประสพกับปัญหาดังกล่าว แต่ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2554 นี้ ย่อมจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยง แนวทางหนึ่งที่อาจจะต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า คือ การใช้เครื่องจักรมากขึ้น ที่แม้ว่าต้นทุนจะสูงในระยะแรก แต่ในระยะต่อไปนอกจากจะช่วยเรื่องปัญหาการขาดแคลนแรงงานแล้ว ยังช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเร่งพัฒนาให้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความต้องการรถยนต์ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: