วิเคราะห์นโยบายและความต้องการเงินหยวนของจีนกับการค้าเอสเอ็มอีไทย

จีนเป็นประเทศที่นับวันจะยิ่งมีความสำคัญ ในเวทีเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ด้วยการเติบโตของ GDP ในอัตราสูงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกมานานนับทศวรรษ อีกทั้งยังแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 นอกจากนั้น ในเวทีการค้าต่างประเทศ จีนยังถือได้ว่าเป็น “ยักษ์ใหญ่” เนื่องจากได้แซงหน้าเยอรมนีขึ้นเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกตั้งแต่ปี 2552 ครองสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 9.62 และการนำเข้าประมาณร้อยละ 7.93 ของทั้งโลกจาก บทบาทของจีนในเวทีโลกที่ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ทางการจีนต้องการสนับสนุนให้เงินหยวน กลายเป็นเงินสกุลหลักอีกสกุลหนึ่งของโลก  โดยจีนกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 3 ระดับ ได้แก่  1)  ผลักดันให้เงินหยวนมีการใช้ในการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง 2) ผลักดันเงินหยวนในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ อย่างแพร่หลายทั่วโลก และ 3) ผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของชาติต่างๆ ซึ่งปัจจุบันชาติต่างๆ ได้มีการทำการค้ากับจีนเป็นมูลค่าสูงขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับสกุลเงินอื่นๆ ผันผวนมากกว่าแต่ก่อน ทำให้ชาติต่างๆ เริ่มมองเห็นข้อดีจากการชำระเงินเป็นสกุลหยวนโดยตรงมากขึ้นในการทำการค้ากับ จีน จึงนับเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเร่งเดินหน้าผลักดัน ยุทธศาสตร์การใช้เงินหยวนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ  และถ้าหากจีนสามารถผลักดันให้เงินหยวนถูกใช้เป็นเงินสกุลกลางในการค้า ระหว่างประเทศได้อย่างแพร่หลายแล้ว ก็อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ในอีก 2 ส่วนที่เหลือทั้งการใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินและการใช้เงินหยวนเป็นเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศของชาติต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นนโยบายส่งเสริมการใช้เงินหยวนเพื่อการชำระเงิน

1. การชำระเงินเพื่อการค้าชายแดน

การค้า ชายแดนนับได้ว่าเป็นช่องทางการชำระเงินด้วยสกุลหยวนที่พัฒนาขึ้นก่อนช่องทาง อื่น เนื่องจากจีนมีการใช้เงินหยวนชำระเงินเพื่อการค้าชายแดนกับประเทศที่มี อาณาเขตติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการใช้เงินสด หรือชำระผ่านช่องทางนอกระบบ เช่น การหักบัญชีผ่านเครือข่ายการค้าที่รู้จักคุ้นเคยกัน ต่อมาในปี 2536 ทางการจีนได้ยอมรับให้มีการใช้เงินหยวนเพื่อการค้าชายแดนกับหลายประเทศ เช่น เวียดนาม มองโกเลีย และรัสเซีย เป็นต้น ส่งผลให้การชำระเงินด้วยสกุลหยวนได้รับความนิยมอย่างมากในบางพื้นที่ เช่น ชายแดนจีน-เวียดนาม ซึ่งมีการใช้เงินหยวนชำระเงินถึงร้อยละ 90 ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมด ส่วนการใช้เงินหยวนเพื่อการค้าชายแดนอย่างเป็นทางการครั้งแรกเริ่มต้นในปี 2547 โดยทางการจีนได้อนุญาตเฉพาะมณฑลที่อยู่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มี พรมแดนติดกันเท่านั้น ต่อมาในปี 2551 ทางการจีนอนุญาตเพิ่มวงเงินหยวนที่พ่อค้ารายย่อยชาวจีนสามารถนำติดตัวข้าม พรมแดนไปซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้ จากคนละ 3,000 หยวน เป็น 8,000 หยวน และในปี 2553 ได้มีมาตรการส่งเสริมการใช้เงินหยวนเพื่อการค้าชายแดน โดยกรมศุลกากรจีนจะคืนหรือยกเว้นภาษีให้แก่รายการซื้อขายสินค้ารายย่อย (จำกัดวงเงิน) ที่คิดราคาและชำระเงินเป็นสกุลหยวน ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนด้วยสกุลหยวนมีแนวโน้มสูงขึ้น2. การชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ

นับ ตั้งแต่ทางการจีนได้มีนโยบายผลักดันเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักในตลาดโลก ก็ได้มีการอนุญาตให้ธุรกิจชำระเงินด้วยสกุลหยวน โดยในระยะแรกนั้น ยังมีการจำกัดที่ตั้งบริษัท รายชื่อบริษัท และประเทศคู่ค้านำร่อง ต่อมาค่อยๆ มีการผ่อนคลายให้เป็นไปอย่างเสรีมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการใช้เงินสกุลหยวนให้แพร่หลายมากขึ้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การอนุญาตชำระเงินด้วยสกุลหยวน
ธ.ค. 2551 ริเริ่มให้ใช้เงินหยวนชำระเงินใน 2 พื้นที่ 1) ระหว่างมณฑลกวางตุ้ง และพื้นที่เศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี กับฮ่องกง และมาเก๊า
2) ระหว่างมณฑลยูนนานและเขตกวางสี กับประเทศในกลุ่มอาเซียน
เม.ย. 2552 อนุญาตให้ชำระเงินด้วยสกุลหยวนระหว่างเซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ และตงกวน กับฮ่องกง มาเก๊า และประเทศในกลุ่มอาเซียน
ส.ค. 2552 ประกาศบริษัทนำร่องชำระเงินด้วยสกุลหยวน 365 บริษัทในเมืองเซี่ยงไฮ้ และกวางตุ้ง (ต่อมามีการประกาศเพิ่มเติมเป็นระยะ)
ก.ค. 2552 – ประกาศกฎเกณฑ์สำหรับการชำระเงินด้วยสกุลหยวนในพื้นที่และบริษัทนำร่องทั้งหมดที่เคยอนุญาตไว้
– เกิดธุรกรรมทางการเงินที่เป็นการชำระด้วยสกุลหยวนเป็นครั้งแรก ผ่าน Bank of China
มิ.ย. 2553 – ประกาศขยายพื้นที่นำร่องชำระเงินหยวน เป็น 20 พื้นที่ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนจิน  มองโกเลียใน เหลียวหนิง เจียงซู เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน ซานตง หูเป่ย กวางสี ไห่หนาน ฉงชิ่ง เสฉวน ยูนนาน จี๋หลิน เฮยหลงเจียง ทิเบต ซินเจียง และกวางตุ้ง (ทั้งมณฑล)
– ประกาศยกเลิกการจำกัดประเทศคู่ค้านำร่อง ทำให้สามารถชำระเงินด้วยสกุลหยวนได้ทุกประเทศ และขยายขอบเขตธุรกรรมไปยังรายการอื่นๆ ที่อยู่ในดุลบัญชีเดินสะพัด (นอกจากการค้าที่อนุญาตอยู่แล้ว)
ก.ค. 2553 ประกาศให้ทางการของท้องถิ่นทั้ง 20 พื้นที่สามารถกำหนดรายชื่อบริษัทนำร่องได้เอง ส่งผลให้บริษัทนำร่องมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
มาตรการสนับสนุนการใช้เงินสกุลหยวน
ธ.ค. 2551-ปัจจุบัน ทำ สัญญา swap เงินหยวนกับธนาคารกลางประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหยวนในต่างประเทศ โดยได้ทำสัญญา swap ไปแล้วกับประเทศเกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย เบลารุส อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา ไอซ์แลนด์ และสิงคโปร์
ก.ย. 2552 เริ่มอนุญาตให้บางธุรกิจออก RMB bond ในฮ่องกง
ก.ค. 2553 เปิด ศูนย์การชำระเงินคุนหมิง(Kunming cross-border renminbi financial service center)  เพื่อส่งเสริมการชำระเงินหยวนกับประเทศลุ่มน้ำโขงและเอเชียใต้
ส.ค. 2553 อนุญาต ให้ 1) Offshore clearing bank ในฮ่องกงและมาเก๊า 2) Participating bank (ธนาคารที่ร่วมรับชำระเงินด้วยสกุลหยวน) ในต่างประเทศ และ 3) ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ สามารถลงทุนใน RMB interbank bond market ได้
ส.ค. 2553- ปัจจุบัน อนุญาตให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรงระหว่างเงินสกุลหยวนกับสกุลต่างประเทศมากขึ้น ที่อนุญาตแล้วได้แก่ เงินริงกิต และเงินรูเบิล
ต.ค. 2553-ปัจจุบัน เริ่ม อนุญาตให้ธุรกิจในบางพื้นที่ของจีนลงทุนในต่างประเทศ (Outward Direct Investment) ด้วยเงินหยวน    โดยเริ่มต้นที่เขตปกครองตนเองซินเกียงอุยกูร์ และขยายออกสู่ 20 พื้นที่ (พื้นที่เดียวกับพื้นที่นำร่องชำระเงินด้วยสกุลหยวน) และอาจขยายได้อีกในอนาคต
มี.ค. 2554 อนุญาตให้ธนาคารต่างๆ ที่ทำธุรกิจในจีนสามารถเปิดรับทำ Cross currency swap แก่ลูกค้า Corporate ได้

ภายหลัง จากการริเริ่มดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ทำให้บริษัทนำร่องในพื้นที่นำร่อง 20 พื้นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 365 บริษัทเป็นกว่าหกหมื่นบริษัทในปัจจุบัน อีกทั้งมูลค่าการชำระเงินด้วยสกุลหยวนผ่านธนาคาร ณ สิ้นปี 2553 มีมูลค่าถึง 5.06 แสนล้านหยวน เพิ่มขึ้น 141 เท่าตัวเมื่อเทียบกับในปี 2552 (โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นธุรกรรมกับเขตปกครองพิเศษฮ่องกง) ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกรรมการชำระบัญชีการค้าด้วยเงิน หยวน และนับเป็นย่างก้าวที่น่าสนใจของเงินหยวนในเวทีการค้าโลกการชำระเงินด้วยสกุลหยวน … ผลต่อการค้าไทย – จีน

ใน ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย ครองสัดส่วนร้อยละ 11 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 ซึ่งครองสัดส่วนร้อยละ 13 ของการนำเข้าทั้งหมดของไทยอีกด้วย แต่การชำระเงินด้วยสกุลหยวนยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เนื่องจากยังมีอุปสรรคหลายประการ ได้แก่1.  การจำกัดพื้นที่นำร่อง 20 พื้นที่/ บริษัทจีนที่ร่วมโครงการ/ ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้รับชำระเงินด้วยสกุลหยวน ทำให้ไม่สามารถชำระเงินด้วยสกุลหยวนได้ในวงกว้าง ทำให้ผู้ประกอบการมีความยุ่งยากในการบริหารกระแสเงินสดของกิจการ และไม่ได้รับความสะดวก2.  Bid/Ask Spread ในการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ยังกว้าง ทำให้ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการชำระ/รับชำระเงินด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมไปถึงเมื่อเทียบกับวิธีการนอกระบบที่ผู้ประกอบการบางส่วนคุ้นเคย (เช่น การชำระเงินผ่านโพยก๊วน)3.  ความยุ่งยากในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหากยังต้องมีรายรับและราย จ่ายด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ ตามระบบเดิมควบคู่ไปกับส่วนที่เป็นเงินหยวนตามระบบใหม่4.  ทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเงินหยวนยังอ่อนค่า ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการชำระด้วยเงินหยวนดังนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงยังคงใช้วิธีการชำระเงินแบบเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา1 ทำให้ผลของการชำระเงินด้วยสกุลหยวนต่อการค้าระหว่างไทย – จีนนั้นยังไม่ปรากฎเด่นชัดนัก แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าในอนาคต เมื่อจีนมีการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระบบการเงินให้เงินหยวนมีการหมุนเวียน ในต่างประเทศได้ดีขึ้น และมีการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการชำระเงินด้วยสกุลหยวนให้มีความคล่องตัวมาก ยิ่งขึ้น จนการชำระเงินด้วยสกุลหยวนเป็นที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางในประเทศต่างๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ประกอบการไทยที่ดำเนิน การค้าขายกับจีน  และอาจช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยและจีนมีโอกาสขยายตัวเพิ่มยิ่ง ขึ้นในอนาคต

ก้าวต่อไปของเงินหยวน … โอกาสในการเป็นเงินสกุลหลัก

การเป็นเงินสกุลหลักในตลาดโลกจะเป็นต้องได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายให้ทำหน้าที่ของเงิน2นอก ประเทศเจ้าของเงินสกุลนั้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกใช้อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน (เช่น บาทต่อหยวน ดังเช่นที่เงินบาทมักถูกอ้างอิงในรูปบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) การถูกใช้กำหนดราคาและชำระเป็นค่าสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึงถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุน (เช่นการออกพันธบัตรด้วยสกุลเงินนั้นๆ) นอกจากนั้น ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ก็จะต้องมีการนำเงินสกุลนั้นไปเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ด้วย โดยการที่เงินสกุลใดๆ ก็ตามจะสามารถทำหน้าที่เช่นนั้นได้ จะต้องมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งในกรณีของเงินหยวนนั้น พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ปัจจัยสนับสนุน ปัจจัยที่ยังเป็นอุปสรรค
1. เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีขนาดใหญ่

      โดย GDP ของจีนได้แซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ส่วนอัตราการเติบโตนั้นนับว่าเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกมานับทศวรรษ  และจากการคาดการณ์โดย IMF

3

    พบ ว่าจีนจะยังเติบโตในอัตราสูงเป็นอันดับ 1 ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า ในส่วนของการค้าระหว่างประเทศก็พบว่า ในปี 2553 จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกเป็นปีที่ 2 และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ

 ทำให้มีโอกาสส่งเสริมเงินหยวนให้มีบทบาทมากขึ้นในการทำการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

2. ค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพสูง

    ซึ่งเป็นผลจากการที่จีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่งผลให้จีนสามารถควบคุมค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  ทำให้ง่ายต่อการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความนิยมการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงในการระดมทุน

1. ระบบการเงินของจีนยังมีการควบคุมอยู่ในระดับสูง

      โดยยังมีการควบคุมบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  อีกทั้งยังมีข้อห้ามในเครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถเปิดให้บริการ Currency swap แก่ลูกค้ารายย่อยได้

  ทำให้ การหมุนเวียนของเงินหยวนในตลาดต่างประเทศยังมีปริมาณน้อย ส่งผลให้ต้นทุนการจัดหาอุปทานเงินหยวนยังคงสูงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ต่างๆ ของโลกในขณะนี้

2. ตลาดการเงินในประเทศจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา

       โดย ตลาดหลักทรัพย์ของจีนยังถูกควบคุมให้แยกระหว่าง A share และ B share ซึ่งทำให้เป็นข้อจำกัดต่อบทบาทของทั้งสกุลเงินหยวนเองในการระดมทุน และเป็นข้อจำกัดต่อการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดทุนสกุลหยวน นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ก็พบว่าปริมาณการออกตราสารหนี้สกุลหยวนยังนับว่าน้อย ส่งผลให้การหมุนเวียนของตราสารหนี้ในตลาดรองเกิดขึ้นน้อยตามไปด้วย

  ทำให้ เงินหยวนไม่สามารถมีบทบาทได้ในระดับที่ควรจะเป็น และตลาดการเงินยังขาดทั้งปริมาณธุรกรรม ความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมไปถึงผู้ระดมทุนและนักลงทุน ซึ่งจำเป็นต่อการก้าวขึ้นเป็นเงินสกุลหลักของโลก

กล่าว คือ จีนอาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเพื่อผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักอีก สกุลหนึ่งของโลก ซึ่งก็ต้องขึ้นกับพัฒนาการของระบบการเงินจีน และแนวทางเชิงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมการไหลเวียนของเงินหยวนว่าจะเป็นไปใน ทิศทางใดและจะสามารถกระตุ้นให้เกิดอุปทานเงินหยวนในต่างประเทศได้เพียงพอ เมื่อใด นอกจากนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศด้วยไม่ว่าจะเป็น ทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป หรือความนิยมในสินค้าจีนในตลาดโลก เป็นต้น เพราะย่อมมีส่วนต่อการบ่งชี้ทิศทางความต้องการใช้เงินหยวนในการค้าและการ ลงทุนในระดับโลกการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs ไทยเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการชำระเงินเป็นสกุลหยวน

ด้วย การที่การชำระเงินด้วยสกุลหยวนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น ทำให้ยังมีอุปสรรคอยู่มากในทางปฏิบัติ  อีกทั้งยังถือเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยอาจยังไม่คุ้นเคย ทำให้การชำระเงินด้วยสกุลหยวนยังมีมูลค่าไม่มากเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก อื่นๆ แต่อย่างไรก็ดี สัดส่วนการชำระเงินด้วยสกุลหยวนต่อมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยมีทิศทาง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา3 ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับตัวและทำความรู้จักกับการชำระเงินด้วยสกุล หยวนให้มากขึ้น เนื่องจากในอนาคต การชำระเงินด้วยสกุลหยวนอาจทวีความสำคัญมากขึ้น และอาจเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ SMEs ได้ ทั้งนี้ ในการตัดสินใจเลือกใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินในการชำระเงิน มีประเด็นควรพิจารณาดังต่อไปนี้ทำความ เข้าใจโครงสร้างกระแสเงินสดของกิจการ ว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนมาชำระ/รับชำระด้วยสกุลหยวนได้มากน้อย เพียงใด โดยต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้าน Spread ระหว่างเงินบาทและหยวนที่ยังกว้างด้วย ทั้งนี้ ธุรกิจที่อาจหันมาพิจารณาชำระ/รับชำระด้วยสกุลหยวนเพื่อประโยชน์ในการบริหาร กระแสเงินสด ได้แก่

  • ธุรกิจที่มีทั้ง กระแสเงินสดรับและจ่ายจากประเทศจีน เช่น ธุรกิจนำเข้า – ส่งออก (trading) ระหว่างไทยและจีน เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนมาชำระ/รับชำระด้วยสกุลหยวนจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพของการ บริหารกระแสเงินสดเข้า – ออกโดยอัตโนมัติ เนื่องจากไม่ต้องมีการแปลงเงินผ่านสกุลอื่น
  • ธุรกิจที่ทำการ ค้ากับบริษัทในพื้นที่นำร่อง 20 พื้นที่เป็นหลัก ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ รวมไปถึงธุรกิจสิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ที่สำคัญ

ติดตาม การเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์การชำระเงินหยวน รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของSpread ระหว่างเงินบาทและหยวนที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ทางการจีนและธนาคารพาณิชย์ต่างๆ กำลังเร่งพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยสกุลหยวนให้สะดวกยิ่งขึ้นและให้มีต้นทุน ธุรกรรมต่ำลงในระยะข้างหน้า  ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs เอง 

1 โดยผู้ประกอบการค้าชายแดนส่วนใหญ่ยังคงชำระโดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ ส่วนผู้ประกอบการที่เคยชำระด้วยสกุลหยวนผ่านช่องทางนอกระบบก็จะยังคงชำระ ผ่านช่องทางเดิมเนื่องจากได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่า และผู้ประกอบการที่เคยชำระด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะยังคงใช้ดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นเดิม เนื่องจากยังคุ้นเคยกับการบริหารกระแสเงินสดแบบเดิม และระบบการชำระด้วยเงินหยวนยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจนแก่ธุรกิจ

2หน้าที่ของเงิน ได้แก่ การเป็นหน่วยวัดมูลค่า เครื่องรักษามูลค่า และสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

3ในปี 2554 และ 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 9.6 และ 9.5 ตามลำดับ จาก IMF World Economic Outlook (January 2011)

4 โดยในการส่งออก สัดส่วนการรับชำระเงินด้วยสกุลหยวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.0063 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 0.0133 ในปี 2553 ในส่วนของการนำเข้า สัดส่วนการชำระเงินด้วยสกุลหยวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.0266 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 0.0363 ในปี 2553  และเป็นที่น่าสังเกตว่าสัดส่วนที่คู่ค้าฝ่ายจีนรับชำระเงินด้วยสกุลหยวนมากกว่าสัดส่วนที่ชำระเงินด้วย สกุลหยวน เนื่องจากนับวันเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะยิ่งแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้รายรับในรูปเงินหยวนมีมูลค่ามากขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้าหากเลือกจ่ายเงินด้วยสกุลหยวนก็จะไม่ได้รับประโยชน์  แต่ถ้าหากเลือกจ่ายเงินด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ทำให้ได้เงินในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นเมื่อแปลงมาจากเงินหยวน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: