เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2554 เติบโตแข็งแกร่ง…แต่จังหวะการขยายตัวอาจชะลอลงในไตรมาส 2/2554

สรุปเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมีนาคม 2554

เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจสำคัญๆ ที่ประกาศในช่วงเดือนเมษายน 2554 จนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา มีดังนี้ :

ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2554 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดน้อยลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยลบจากภาวะอุทกภัยในภาคใต้ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน ตลอดจนผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นที่มีต่อซัพพลายเชนการผลิตใน ไทย ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงมาที่ 102.3 ในเดือนมี.ค. จาก 108.2 ในเดือนก.พ. ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 108.0 ลดลงจาก 118.1 ในเดือนก่อนหน้า

สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมีนาคม 2554 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 และอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2554 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 :

การส่งออกเดือนมี.ค. 2554 ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งร้อยละ 31.0 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากร้อยละ 29.1 (YoY) ในเดือนก.พ. ส่วนการนำเข้าในเดือนมี.ค. ขยายตัวที่ร้อยละ 27.2 (YoY) เร่งขึ้นจากร้อยละ 18.6 (YoY) ในเดือนก.พ. ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้น หักล้างผลบวกจากมูลค่าการส่งออกที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลที่ 1.89 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมี.ค. น้อยกว่าที่เกินดุล 2.03 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ. และเมื่อรวมดุลการค้าที่เกินดุลดังกล่าว กับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่บันทึกยอดขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ 11.05 ล้านดอลลาร์ฯ (จากการส่งผลประโยชน์จากการลงทุนกลับประเทศของต่างชาติ) ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดบันทึกยอดเกินดุลเพียง 1.88 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนมี.ค. เทียบกับที่เกินดุล 3.82 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก่อนหน้า

สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) เดือนมี.ค.พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 2.8 จากเดือนก่อน (MoM) และเติบโตเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 4.8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) นำโดย ปริมาณการจำหน่ายยานยนต์ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่

ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) เดือนมี.ค. ขยายตัวเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 4.2 (MoM) และร้อยละ 13.2 (YoY) นำโดย การนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ ขณะที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ยังคงเติบโตได้ในอัตราที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า

ด้านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนเดือนมี.ค. นั้น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นต่อภาวะค่าครองชีพ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงเป็นเดือนที่2 ติดต่อกันมาอยู่ที่ 79.8 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 80.9 ในเดือนก.พ. ขณะที่ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่อาจเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขยับลงมาที่ระดับ 52.0 จากระดับ 55.5 ในเดือนก่อนหน้า

ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค. หดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันร้อยละ 0.1 (MoM) และร้อยละ 6.7 (YoY) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการชะลอการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อส่งออก นำโดย การผลิต Hard Disk Drive และเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นขายในประเทศหดตัวต่อเนื่องเช่นกัน แต่ก็อาจเป็นไปตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นชั่วคราวในช่วงเดือนก.พ.ถึงต้น เดือนมี.ค. อย่างไรก็ดี หมวดอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกยังรักษาทิศทางการ เติบโตไว้ได้ โดยการผลิตยานยนต์ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดใน ประเทศและตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น ทำให้อัตราการขยายตัวของการผลิตรถยนต์ในเดือนนี้เริ่มชะลอตัวลง สำหรับ อัตราการใช้กำลังการผลิต (ปรับฤดูกาล) ในเดือนมีนาคมนั้น ขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 63.4 ในเดือนมีนาคม จากร้อยละ 62.5 ในเดือนกุมภาพันธ์

สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตเติบโตสูงถึงร้อยละ 24.9 (YoY) ในเดือนมี.ค. จากที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.3 (YoY) ในเดือนก.พ. ขณะที่ แม้ราคาสินค้าเกษตรจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 18.2 (YoY) แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงจากร้อยละ 32.1 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ผลผลิตภาคเกษตรที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรขยายตัวในเกณฑ์สูงได้อย่างต่อเนื่องร้อยละ 47.6 (YoY) ในเดือนมี.ค. จากร้อยละ 39.1 (YoY) ในเดือนก.พ.

ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. 2554 ของกระทรวงพาณิชย์นั้น พุ่งสูงขึ้นกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือนที่ร้อยละ 4.04 (YoY) ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงาน) ทะยานขึ้นมาที่ร้อยละ 2.07 (YoY) ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 30 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ แรงหนุนเงินเฟ้อยังคงมาจากราคากลุ่มอาหารและพลังงาน โดยปัญหาน้ำท่วม อากาศแปรปรวน และโรคระบาด ส่งผลกระทบต่ออุปทานของผลผลิต และทำให้ราคาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.12 (MoM) นำโดย ผักและผลไม้ อาหารสำเร็จรูป เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ ไข่ และเครื่องประกอบอาหาร ขณะที่ ราคาสินค้าหมวดไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มขยับขึ้นร้อยละ 0.30 (MoM) ตามทิศทางราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ อนึ่ง การปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าค่อนข้างมากในเดือนเม.ย. เกิดขึ้นในจังหวะที่สอดคล้องกับการสิ้นสุดการขอความร่วมมือผู้ประกอบการใน การตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์

เงินบาทในประเทศ (Onshore) ปิดตลาด ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2554 ที่ระดับ 29.84 แข็งค่าจาก 30.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือนมี.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคท่ามกลางการลงทุนใน สินทรัพย์ เสี่ยงของนักลงทุน และกระแสการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางในแถบเอเชียเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของ ไทยในเดือนเม.ย.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หลังจากที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงไตรมาสที่ 1/2554 เศรษฐกิจไทยน่าที่จะโน้มชะลอลง (Quarter on Quarter) เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสที่ 2/2554 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กดดันมากขึ้นจากปัญหาด้านอุปทาน โดยเฉพาะผลกระทบของการลดกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นหลังเหตุภัย พิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องมายังภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าหลายรายการ รวมถึงต้นทุนทางการเงินในประเทศ ก็น่าที่จะเป็นปัจจัยชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค-บริโภคบางรายการ ออกไป

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการในเชิงผ่อนคลายของภาครัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน อาทิ การดูแลราคาสินค้าจำเป็น ตลอดจนความพยายามล่าสุดที่จะมีแผนผลักดันมาตรการอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ ซื้อบ้านหลังแรก และการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ก็น่าที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถประคับประคองแรงส่งของการขยายตัวไว้ได้ อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญต่อการวางแนวนโยบายของภาครัฐ ในช่วงต่อๆ ไป โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะขยับขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยใกล้ร้อยละ 4.0 ในช่วงไตรมาสที่ 2/2554 ก่อนจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: