แนวโน้มธุรกิจโรงแรมเอสเอ็มอีปี 2554

โครงสร้างธุรกิจโรงแรม และการดำเนินงาน

การดำเนินธุรกิจโรงแรมมีความเกี่ยวเนื่อง กับภาคการผลิตและบริการต่างๆ อาทิ ด้านวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร การจัดสวน เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ต่างๆ บริการอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งบริการห้องพัก ร้านอาหาร คอฟฟี่ชอป บาร์/ไนท์คลับ บริการนวด-สปา ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องจัดประชุมสัมมนา บริการนำเที่ยว บริการรับส่ง และซักอบรีด เป็นต้น  ดังนั้น การติดตามภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ ความสำคัญ นอกเหนือจากการวางแผนการบริหารอย่างมีคุณภาพ การวางแผนการตลาดที่มีประสิทธิภาพ  และระบบเครือข่ายต่างๆ เพื่อรองรับการให้บริการ ได้แก่ การเช็ควันว่างและเวลาเข้าพัก การจองห้องพักออนไลน์ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ ทั้งระหว่างธุรกิจโรงแรมด้วยกัน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นต้น

นอกจาก นักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจโรงแรมแล้ว การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติและระดับภายในประเทศ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความต้องการห้องพักด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะยังคงมีขนาดตลาดที่เล็กแต่ก็มีศักยภาพที่ดีในอนาคต จากการส่งเสริมของภาครัฐ

นอกจาก นักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจโรงแรมแล้ว การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติและระดับภายในประเทศ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความต้องการห้องพักด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะยังคงมีขนาดตลาดที่เล็กแต่ก็มีศักยภาพที่ดีในอนาคต จากการส่งเสริมของภาครัฐ

สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม และแนวโน้มปี 2554

ธุรกิจ โรงแรมของไทยยังคงมีศักยภาพสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ที่ขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2553 แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในด้านทำเลที่ตั้งของโรงแรม โดยทำเลที่จัดว่ามีศักยภาพสูง คือ กรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สมุย พัทยา ระยอง ตราด หัวหิน ชะอำ และปราณบุรี กลายเป็นสิ่งดึงดูดให้มีผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ทั้งของไทยและเชนต่างชาติ ที่เล็งเห็นศักยภาพในพื้นที่ดังกล่าวเร่งขยายการลงทุนอีกหลายราย จึงมีแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 ปีนี้ ธุรกิจโรงแรมของไทยจะมีภาวะการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น

          ดัง นั้น ผู้ประกอบการที่จะเริ่มลงทุนในธุรกิจโรงแรมจึงต้องคำนึงถึงศักยภาพของทำเล ที่ตั้ง จำนวนและศักยภาพของคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน มีการการวางแผนการตลาดที่ดี กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างฐานลูกค้าที่กว้างขวาง  สร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งสามารถปรับตัว และวางแผนการตลาดให้สามารถรองรับสถานการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี ก็จะสามารถลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพัก ที่เกิดจากความไม่แน่นอนของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง(โดยเฉพาะปัญหาการเมืองในประเทศที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย)


เดือน ธันวาคม 2553 อัตราเข้าพักโรงแรมในภาคใต้ และภาคกลาง(รวมกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก) มีอัตราเข้าพักร้อยละ 60.11 และ 58.69 ตามลำดับ สูงกว่าอัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศ ณ เดือนธันวาคม 2553 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 58.22 เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่นับเป็นสิ่งดึงดูดนัก ท่องเที่ยว อาทิ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในภาคใต้ และภาคตะวันออก รวมไปถึงย่านติดต่อธุรกิจการค้าในกรุงเทพฯ จึงจัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง อีกทั้ง ยังมีสนามบินนานาชาติรองรับเที่ยวบินต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการชุ มนุน โดยเลือกเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังพบว่านักท่องเที่ยวเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจองห้องพักโดยใช้ระยะเวลา ที่สั้นลงจากเดิมที่เคยจองกันข้ามปี


แนว โน้มการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทยในปี 2554 ส่งผลดีต่อรายได้ของธุรกิจโรงแรมที่พัก แต่ขณะเดียวกัน ก็มีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การขยายตัวของการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่หลายแห่งในช่วง 3-4 ปีนี้ ทั้งเชนของไทยและเชนจากต่างชาติ ที่มีจุดหมายตามเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนห้องพักและอัตราเข้าพักในแต่ละพื้นที่ใน ระยะต่อไป

โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2553 ไทยมีจำนวนที่พัก (โรงแรม รีสอร์ท เกสท์เฮ้าส์ และบังกะโล) ทั้งสิ้นประมาณ 6,588 แห่ง  มีจำนวนห้องพักรวมกันถึง 369,745 ห้อง

          ทั้งนี้ สามารถแสดงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของโรงแรมที่จะสร้างใหม่ จากข้อมูลการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อการโรงแรมทั่วประเทศ1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาการเมืองในประเทศมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจวางแผน ก่อสร้างโรงแรมใหม่ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังพบว่า พื้นที่ที่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อการโรงแรม โดยส่วนมากจะอยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก แต่หากพิจารณาด้านพื้นที่ที่ขออนุญาตก่อสร้างจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงในกรุงเทพฯ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯจำนวนอาคารที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างมีจำนวนน้อย แต่กลับมีพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างมาก จึงคาดว่าน่าจะเป็นแผนการก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายสำคัญ ที่เริ่มขยายการลงทุนในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในย่านธุรกิจที่อยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า

คาดรายได้ท่องเที่ยวมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท…..สะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมไทยในปี 2554

การ ท่องเที่ยวไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องมาในปี 2554 ด้วยแรงเกื้อหนุนจากการขยายตัวของตลาดนักท่องเที่ยวคนไทย และตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะก่อให้เกิดเม็ดเงินรายได้ท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเม็ดเงินรายได้ส่วนใหญ่ประมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 มีแนวโน้มสะพัดสู่ธุรกิจด้านที่พักซึ่งส่วนใหญ่ คือ โรงแรมและรีสอร์ท (เป็นค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติในด้านค่าห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าบริการในสถานบันเทิง และบริการด้านต่างๆในโรงแรม) ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 4,600 แห่ง (เฉพาะโรงแรม) และมีห้องพักรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 แสนห้อง กระจายอยู่ในกรุงเทพฯและแหล่งท่องเที่ยวในภาคต่างๆทั่วประเทศ

อย่างไร ก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมีอยู่จำนวนมาก คือ กว่าร้อยละ 80 ของจำนวนโรงแรมและรีสอร์ททั้งหมดในประเทศไทย จะได้รับประโยชน์จากโอกาสที่เอื้อด้านการท่องเที่ยวในปี 2554 ได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจรองรับสถานการณ์ด้าน การท่องเที่ยวที่ปรับเปลี่ยนไป ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในธุรกิจที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากเครือเชนบริหาร โรงแรมทั้งไทยและต่างประเทศเทศ โดยอาศัยจุดแข็งที่มีอยู่ของผู้ประกอบการแต่ละรายซึ่งแตกต่างกันออกไป

เมื่อ พิจารณาจากทิศทางการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในปี 2554 ทั้งตลาดนักท่องเที่ยวคนไทยและตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติดังที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้การใช้จ่ายในด้านต่างๆของนักท่องเที่ยว ระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ก่อให้เกิดเม็ดเงินรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากปี ก่อนหน้า สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 YoY) และรายได้จากนักท่องเที่ยวคนไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 432,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 YoY) โดยรวมแล้วการใช้จ่ายในด้านต่างๆของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติในปี  2554 มีแนวโน้มก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่า รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 1,032,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7  YoY

จาก โครงสร้างการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2550 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ซึ่งถือเป็นปีที่สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยอยู่ในภาวะปกติ) สามารถใช้เป็นแนวทางประมาณการในเบื้องต้นถึง สัดส่วนของรายได้ท่องเที่ยว ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่คาดว่าจะสะพัดสู่ธุรกิจด้านที่พัก (ซึ่งส่วนใหญ่ คือ โรงแรมและรีสอร์ท) ในส่วนของค่าบริการหลักๆได้ ดังนี้

  • ค่าบริการห้องพัก ในสัดส่วนร้อยละ 28 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยวคนไทย
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งค่าบริการของสถานบันเทิง และบริการด้านต่างๆในโรงแรม อาทิ ค่าบริการสปา และนวดแผนไทย เป็นต้น โดยประมาณการว่า มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 8 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และประมาณร้อยละ 5 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยวคนไทย
ประมาณการสัดส่วนการกระจายรายได้ท่องเที่ยวปี 2554 สู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง*
ประเภท นักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวคนไทย
สัดส่วนรายได้(ร้อยละ) สัดส่วนรายได้สะพัดสู่โรงแรม

(ร้อยละ)

28.0 28.0
26.0
18.0 5.0
12.0 3.0
10.0
4.0
2.0
สัดส่วนรายได้(ร้อยละ) สัดส่วนรายได้สะพัดสู่โรงแรม

(ร้อยละ)

20.0 20.0
21.0
18.0 3.0
18.0 2.0
13.0
6.0
4.0
  • ด้านที่พัก
  • ด้านจับจ่ายซื้อสินค้า
  • ด้านอาหารและเครื่องดื่ม
  • ด้านบันเทิงและสันทนาการ
  • พาหนะในประเทศ
  • บริการนำเที่ยว
  • เบ็ดเตล็ด
รวม (ร้อยละ) 100.0 36.0 100.0 25.0
มูลค่ารายได้ท่องเที่ยว (ล้านบาท) 600,000 216,000 432,000 108,000
มูลค่ารายได้ท่องเที่ยวที่สะพัดสู่ธุรกิจโรงแรม (ล้านบาท) 324,000
หมายเหตุ : * ประมาณการโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในปี 2554 นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะมีการใช้จ่ายในด้านที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการต่างๆในโรงแรม คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 36 ของการใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.16 แสนล้านบาท

ส่วน นักท่องเที่ยวคนไทย จะมีการใช้จ่ายในด้านที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งบริการต่างๆในโรงแรมคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25 ของการใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.08 แสนล้านบาท

โดยรวมจึงประมาณการในเบื้องต้นได้ว่า ใน ปี 2554 จะมีเม็ดเงินรายได้ด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ คิดเป็นมูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่า 3.24 แสนล้านบาท สะพัดสู่ธุรกิจด้านโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10 YoY

กระแสการเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงสู่แหล่งท่องเที่ยว : กระตุ้นท่องเที่ยวภาคใต้และภาคตะวันออก…คึกคัก

หากพิจารณาจากขนาดของโรงแรมในไทย โดยพิจารณาจากจำนวนห้องพักแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่ประมาณกว่าร้อยละ 65 เป็นโรงแรมและรีสอร์ทขนาดเล็ก (มีจำนวนห้องพักไม่เกิน 79 ห้อง) รองลงมา คือ ประมาณร้อยละ 20 เป็นโรงแรมและรีสอร์ทขนาดกลาง (จำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 – 200 ห้อง) ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 15 เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ (จำนวนห้องพักเกินกว่า 200 ห้องขึ้นไป)

เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศไทย พบว่า

  • – ส่วนใหญ่ คือ ประมาณร้อยละ 29 อยู่ในภาคใต้ ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวมกันคิดเป็นร้อยละ 26 ของจำนวนห้องพักทั้งหมด
  • – รองลงมา คือ ร้อยละ 21 อยู่ในภาคเหนือ ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวมกันคิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนห้องพักทั้งหมด
  • ภาคตะวันออก หากพิจารณาจากจำนวนโรงแรมและรีสอร์ท มีสัดส่วนร้อยละ 15 มากเป็นอันดับสาม รองลงมาจากภาคเหนือ และภาคใต้ หากพิจารณาจากจำนวนห้องพัก มีสัดส่วนร้อยละ 17 ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากภาคใต้
สัดส่วนการกระจายจำนวนแห่งและจำนวนห้องของโรงแรมและรีสอร์ทของไทยจำแนกตามภาค*
ภาค สัดส่วนจำนวนแห่ง (ร้อยละ) สัดส่วนจำนวนห้อง (ร้อยละ)
ภาคใต้ 29.0 26.0
ภาคเหนือ 21.0 15.0
ภาคตะวันออก 15.0 17.0
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.0 10.0
ภาคตะวันตก 10.0 7.0
กรุงเทพมหานคร 8.0 21.0
ภาคกลาง 4.0 4.0
รวมทั้งประเทศ 100.0 100.0
หมายเหตุ : * ประมาณการโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคใต้

          หากพิจารณาในด้านความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นตลาดที่มีบทบาทในการสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยแล้ว พบว่า หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ ที่มีการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปในสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 แล้ว อาจกล่าวได้ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปตามแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้มากเป็นอันดับ หนึ่ง ด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 26 โดยมี “ภูเก็ต” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวสูงเป็น อันดับหนึ่งของภาคใต้


สัดส่วนการกระจายจำนวนแห่งและจำนวนห้องของโรงแรมและรีสอร์ทของไทยจำแนกตามภาค*
ภาค จำนวน (ล้านคน) สัดส่วน (ร้อยละ)
กรุงเทพฯ 11.90 33.1
ภาคใต้ 9.30 25.8
ภาคตะวันออก 6.80 18.9
ภาคเหนือ 2.90 8.1
ภาคกลาง 2.80 7.8
ภาคตะวันตก 1.35 3.7
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 0.95 2.6
รวมทั้งประเทศ 36.0 100.0
หมายเหตุ : * ประมาณการโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดนักท่องเที่ยวเดินทางแวะเที่ยวมากกว่า 1 จังหวัดในการเดินทางแต่ละครั้ง


          หากพิจารณาการกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปในภาคต่างๆ พบว่า  นัก ท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดไปยังภาคใต้สูงเป็น อันดับหนึ่ง ด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 35  (ไม่รวมกรุงเทพฯ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40)

จากโครงสร้างรายได้ด้านการ ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติของแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ พบว่า ส่วนใหญ่ประมาณกว่าร้อยละ 60 สะพัดในภูเก็ต รองลงมา คือ กระบี่ (ร้อยละ 15) และสมุย (ร้อยละ 10) ตามลำดับ

          การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคใต้ของไทย มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2554 ทั้งนี้ เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุน ดังนี้

  • การขยายเครือข่ายของเชนบริหารโรงแรมต่างชาติชั้นนำเข้ามาในภูเก็ต ส่งผลดีในการช่วยขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวในต่างประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
  • ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว รวมทั้งการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ
  • จาก ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในแถบอันดามัน ที่กลับคืนมาในหมู่นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ในเอเชีย ส่งผลให้สายการบินต่างๆเปิดเที่ยวบินตรงเข้ามายังภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น บางสายการบินที่เดิมบินแบบเช่าเหมาลำจากตลาดท่องเที่ยวหลัก อาทิ จีน เกาหลี รวมทั้งรัสเซีย เข้ามายังภูเก็ต เปลี่ยนมาบินแบบเที่ยวบินประจำ และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ช่วงเทศกาลตรุษจีน
  • โครงการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินนานาชาติภูเก็ต เพื่อสามารถรองรับผู้โดยสารปีละ 12.5 ล้านคน จากเดิมที่รองรับได้ปีละ 6.5 ล้านคน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2554 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557
  • การเปิดเส้นทางบินระหว่าง ภูเก็ต-บาหลี ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เป็นการ เปิดเส้นทางบินเชื่อมระหว่างศูนย์กลางการบินทั้ง 2 แห่งที่มีเส้นทางบินและปลายทางที่หลากหลายเชื่อมต่ออยู่เป็นครั้งแรก  ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตลาดต่างประเทศให้ภูเก็ตกว้างขวางยิ่งขึ้น
  • การกระจายการท่องเที่ยวที่หนาแน่นในภูเก็ตออกไปสู่แหล่งท่องเที่ยวรอง คือ พังงา และกระบี่ ซึ่งยังมีศักยภาพด้านบริการท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวอยู่สูง

การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคตะวันออก

          นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปตามแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออกมากเป็นอันดับสอง รองลงมาจากภาคใต้ ด้วยสัดส่วนประมาณเกือบร้อยละ 20 โดยมี “พัทยา” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวสูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคตะวันออก

ในด้านการกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคต่างๆ พบว่า นัก ท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัดไปยังภาคตะวันออกเป็น อันดับสอง รองลงมาจากภาคใต้เช่นกัน ด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 15

จาก โครงสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติของแหล่งท่อง เที่ยวในภาคตะวันออก พบว่า ส่วนใหญ่ประมาณกว่าร้อยละ 85 สะพัดในพัทยา รองลงมา คือ ระยอง (ร้อยละ 6) และเกาะช้าง (ร้อยละ 5) ตามลำดับ

การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคตะวันออกของไทย มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2554 ทั้งนี้ มีปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุน สรุปได้ดังนี้

  • การพัฒนาการให้บริการของสนามบินอู่ตะเภาในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เพื่อ รองรับเที่ยวบินประจำของสายการบินปกติ นอกเหนือจากเครื่องบินเช่าเหมาลำที่มาใช้บริการจำนวนมากในช่วงฤดูท่องเที่ยว ซึ่งนำนักท่องเที่ยวจากยุโรปและรัสเซียเดินทางเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับแผนการส่งเสริมการตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของ เมืองพัทยาในอนาคต
  • การกระจายการท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวหลัก คือ พัทยา ไปยังเมืองท่องเที่ยวรอง รอบๆพัทยามากขึ้น ทั้งระยอง ตราด และจันทบุรี ต่างมีจุดขายที่โดดเด่น ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เกาะแก่ง ชายหาด ป่า ภูเขา และน้ำตกแล้ว ยังมีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งมีจุดเด่น คือ กิจกรรมเที่ยวสวนผลไม้ในช่วงเทศกาลผลไม้ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ซึ่งสอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวสีเขียวในปัจจุบัน
  • การขยายเส้นทางบินเชื่อมระหว่างตราด สมุย และภูเก็ต ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภาคใต้กับภาคตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ
  • การยกเลิกวีซ่าคนไทยและกัมพูชาในการเดินทางเข้าออกประเทศ โดยใช้เพียงพาสปอร์ต และสามารถพักได้นานถึง 14 วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2553 เป็นต้นมา อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจากกัมพูชาเดินทางมายังประเทศไทยผ่านจังหวัด ตราดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อม : เร่งปรับตัวรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

          ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อมต้อง เผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  จากการขยายเครือข่ายของเชนบริหารโรงแรมต่างชาติชั้นนำเข้ามาในประเทศไทย และการขยายเครือข่ายของเชนบริหารโรงแรมไทย ซึ่งล้วนมีความได้เปรียบด้านเงินทุนและเครือข่ายด้านการตลาดที่กว้างขวาง

โดย เครือข่ายเชนบริหารโรงแรมทั้งไทยและต่างชาติต่างมุ่งขยายการลงทุนไปตามเมือง ท่องเที่ยวหลักและเมืองท่องเที่ยวรอง ในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง รวมทั้งครอบคลุมในตลาดทุกระดับ ตั้งแต่โรงแรมหรูระดับ 4-5 ดาวขึ้นไปที่จับตลาดระดับบน โรงแรมระดับ 3 ดาวที่จับตลาดระดับกลาง มาจนถึงโรงแรมต้นทุนต่ำ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่สนใจของเครือบริหารโรงแรมหลายกลุ่ม เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้โดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำที่ เติบโตอย่างรวดเร็ว และสอดรับกับกระแสพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยการ ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยมีบางรายเริ่มขยายการลงทุนในโรงแรมต้นทุนต่ำไปบ้างแล้ว ขณะที่บางรายได้ชะลอโครงการออกไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวไม่เอื้ออำนวย

แนวทาง การปรับตัวของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อรองรับสถานการณ์ด้านการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ มีดังนี้

  • สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่าง มีสไตล์ในการนำเสนอบริการเฉพาะตัว ซึ่งให้ประสบการณ์แปลกใหม่ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเกือบจะเทียบเท่าโรงแรมขนาดใหญ่ แต่มีอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ธุรกิจด้านที่พัก ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา และขยายตลาดสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ
  • ติดตาม สถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจได้ทันท่วงที และแสวงหาช่องทางการพัฒนาบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวแต่ละ กลุ่มได้อย่างลงตัว
  • ปรับตลาดเป้าหมายโดยเพิ่มสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวคนไทย เพื่อ กระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมุ่งเน้นตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาทิ ตลาดครอบครัว และตลาดกลุ่มประชุมสัมมนา ทั้งของหน่วยราชการและบริษัทห้างร้าน เพื่อสามารถเติมเต็มห้องพักได้ทั้งในช่วงวันธรรมดาและวันหยุด ทำให้มีการเข้าพักอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับแผนการตลาดต่างประเทศให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด โดย พิจารณาจากช่วงวันหยุดในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งช่วงปิดเทอมของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อให้มีลูกค้าเข้าพักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้มีการบริหารจัดการห้องพักอย่างมีประสิทธิภาพ และมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
  • หาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งมีทั้งพันธมิตรที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เช่น การรวมกลุ่มของโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยกัน เพื่อร่วมกันสั่งซื้อสินค้าได้ในปริมาณมาก เป็นการเพิ่มอำนาจในการต่อรองราคาสินค้า ทำให้สามารถเจรจาลดราคาลงได้ และการรวมกลุ่มทำการตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการหาพันธมิตรในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น สถาบันการเงิน โรงแรม สายการบิน และบริษัทนำเที่ยว เป็นต้น เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในบางตลาดและบางช่วงเวลา
  • การปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ให้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดแล้ว ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และทั่วถึง  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่จัดการเดินทางท่องเที่ยวกันเอง ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และต้องการเลือกบริการที่คุ้มค่าเงิน โดยมีการค้นหาข้อมูลด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต บนเว็บไซต์ และผ่านทาง Social Network เพิ่มมากขึ้น เพื่อวางแผนการเดินทางท่องเที่ยว
  • บริหารจัดการภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของกิจการลง
  • พัฒนาคุณภาพบุคคลากร ซึ่งเป็นหัวใจของการบริการสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก ที่มุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยนอกจากพนักงานผู้ให้บริการจะต้องมีใจรักงานให้บริการแล้ว ยังต้องมีทักษะด้านภาษานอกเหนือจากภาษาอังกฤษ อาทิ ภาษาจีน  และความรู้ด้านไอที เพื่อรองรับการนำระบบการตลาดออนไลน์ และการชำระเงินออนไลน์มาใช้ในการบริหารจัดการ

สรุป

โดยภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ ช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ต่อเนื่องมาในปี 2554 โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2554 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในไทยประมาณ 17 ล้านคน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 YoY) สร้างรายได้เข้าประเทศ 6 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 YoY) ด้านนักท่องเที่ยวคนไทย คาด ว่า จะมีการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศประมาณ 91 ล้านคน/ครั้ง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 YoY) สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว 4.32 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 YoY) คิดเป็นรายได้รวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท โดย คาดว่าจะมีเม็ดเงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3.24 แสนล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของรายได้ท่องเที่ยวรวม สะพัดเข้าสู่ธุรกิจด้านที่พักซึ่งส่วนใหญ่ คือ โรงแรมและรีสอร์ท (รวมค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม และบริการต่างๆในโรงแรม)

ทั้งนี้ คาดว่าเม็ดเงินรายได้ท่องเที่ยวดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทที่ กระจายตัวอยู่ตามกรุงเทพฯและแหล่งท่องเที่ยวในภาคต่างๆทั่วประเทศ โดยมีแนวโน้มสะพัดเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทตามแหล่ง ท่องเที่ยวชายทะเลในภาคใต้แถบชายฝั่งทะเลอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในภาคตะวันออก  ซึ่งมีหลายปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุนการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะการเพิ่มเที่ยวบินตรงจากเมืองสำคัญๆในต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดท่องเที่ยวสำคัญของไทยมายังแหล่งท่องเที่ยว

อีก ทั้ง ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในด้านทำเลที่ตั้งของโรงแรม ซึ่งทำเลที่จัดว่ามีศักยภาพสูง คือ กรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สมุย พัทยา ระยอง ตราด หัวหิน ชะอำ และปราณบุรี กลายเป็นสิ่งดึงดูดให้มีผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ทั้งของไทยและเชนต่างชาติ ที่เล็งเห็นศักยภาพในพื้นที่ดังกล่าวเร่งขยายการลงทุนเพิ่มอีกหลายราย จึงมีแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 ปีนี้ ธุรกิจโรงแรมของไทยจะมีภาวะการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น

ดัง นั้น ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งจากเครือเชนบริหารโรงแรมต่างชาติ และเครือเชนบริหารโรงแรมไทย (ที่มีความได้เปรียบด้านเครือข่ายด้านการตลาด  และความแข็งแกร่งด้านเงินทุน) จะต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านการท่อง เที่ยวที่ปรับเปลี่ยนไป รวมทั้งการปรับสัดส่วนตลาดโดยพึ่งตลาดนักท่องเที่ยวคนไทยเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันแปรของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยอาศัยความได้เปรียบที่มีอยู่ คือ ศักยภาพในการให้บริการลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะต้องอาศัยการบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และการตลาดที่เหมาะสมสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถรักษาส่วนแบ่งที่มีอยู่ในตลาดของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทที่มี มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทในปัจจุบัน


1
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC)


แหล่งที่มาข้อมูล

  • – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย http://thai.tourismthailand.org
  • – สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  www.tourism.go.th
  • – สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) www.sme.go.th

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: