ต้นทุนธุรกิจเอสเอ็มอีปี 2554 กับการปรับตัวเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

แม้ธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2554 ยังมีแนวโน้มการเติบโตของตลาดในระดับที่ดี ตามคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ต้นทุนเริ่มเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น โดยขณะนี้กล่าวได้ว่าต้นทุนทางธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ราคาพลังงาน ค่าจ้างแรงงาน และอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งต้นทุนหลายด้านยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก ทิศทางดังกล่าวนี้จะเป็นแรงกดดันต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในระยะต่อไป

ภาวะธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2554 แนวโน้มตลาดยังมีทิศทางที่ดีตามสภาวะเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญ แม้ว่าอัตราการเติบโตของตลาดอาจไม่สูงเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่คำสั่งซื้อก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีในปีที่ผ่านมาขยายตัวร้อยละ 10.4 (ในรูปมูลค่าเป็นเงินบาท) และในเดือนธันวาคม 2553 ยังคงเติบโตในอัตราเร่งที่ร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) 1 ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังคงมีปัจจัยบวกจากการแนวโน้มเติบโตในภาคการลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล ภาวะการจ้างงานที่ดีขึ้น และรายได้ภาคเกษตรที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต้นทุนเริ่มเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น โดยขณะนี้กล่าวได้ว่าต้นทุนทางธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน และต้นทุนหลายประเภทยังคงมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นต่อไปอีก ทิศทางดังกล่าวนี้จะเป็นแรงกดดันต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในระยะต่อไป

»  ภาวะต้นทุนพุ่ง … ปัจจัยที่ต้องระวัง

ปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักในโครงสร้างต้นทุนของเอสเอ็มอี มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่น่าเป็นห่วงคือระดับต้นทุนโดยเฉลี่ยขณะนี้ขึ้นไปเกือบเท่ากับระดับที่ เคยสูงสุดในช่วงกลางปี 2551 ก่อนที่โลกจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอย โดยจากข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตที่รายงานโดยกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่าระดับราคาสินค้าผู้ผลิตโดยเฉลี่ยในปี 2553 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 และในเดือนมกราคม 2554 ยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องใช้วัตถุดิบประเภทนี้ในสัดส่วนที่สูงย่อมได้รับผลก ระทบมาก นอกจากนี้ สินค้าปัจจัยการผลิตอื่นที่มีราคาปรับขึ้นยังประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ (เนื่องจากราคาฝ้ายปรับตัวสูงขึ้น) เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์ เคมีภัณฑ์และพลาสติก และผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

นอกจากต้นทุนด้านวัตถุดิบแล้ว ราคาพลังงานที่ทะยานสูงขึ้นจากเหตุการณ์จลาจลในลิเบีย ขณะที่การเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลในหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและ แอฟริกาเหนือที่คุกรุ่น ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลถึงผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 2 ปีครึ่ง เคลื่อนไหวเหนือระดับ 113 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าพุ่งแตะระดับ 119 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในระหว่างการซื้อขายของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบคงเป็นเพียงช่วงสั้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยืนในระดับปัจจุบันต่อไปตลอดทั้งปี หรือสูงขึ้นไปอีก อาจจะฉุดเศรษฐกิจโลกให้กลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หรืออาจเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และฉุดให้ตลาดส่งออกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ต้นทุนที่เพิ่มสูง ทั้งวัตถุดิบ พลังงาน ค่าจ้างแรงงานและอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภายใต้สภาพแวดล้อมของตลาดที่ยังเป็นช่วงของการฟื้นตัว อีกทั้งตลาดยังมีการแข่งขันรุนแรง ทำให้ผู้ผลิตคงมีช่องว่างให้ปรับขึ้นราคาสินค้าได้จำกัด เนื่องจากหากปรับราคาสินค้าขึ้น ผู้บริโภคก็อาจบริโภคหรือใช้สินค้าน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกซื้อสินค้าอื่นๆ ที่ทดแทนกันได้แต่มีราคาต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้เป็นการสูญเสียฐานลูกค้าในตลาด นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตไว้อาจทำให้อัตรากำไรของ ธุรกิจลดลง

ท่ามกลางแนวโน้มต้นทุนในด้านต่างๆ ที่อาจยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องไปอีกนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมาก ได้แก่

  • กลุ่มอาหารแปรรูป ที่ต้องใช้วัตถุดิบที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างน้ำมันปาล์ม ข้าวสาลี น้ำตาล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าผู้บริโภคประเภทสบู่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ตลอดจนอุตสาหกรรมผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น
  • ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งราคายางพารายังคงพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยล่าสุดราคายาง (ยางดิบและยางแผ่นรมควัน) ปรับตัวสูงขึ้นไปเหนือ 170 บาทต่อกิโลกรัม (ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์) จากเฉลี่ยประมาณ 130 บาทในเดือนธันวาคม 2553 ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เช่น ถุงมือยาง ยางรัดของ ต้องปรับราคาขึ้น และบางส่วนต้องลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงมาก และขาดเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบ
  • ธุรกิจขนส่ง ซึ่งธุรกิจขนส่งทางอากาศและทางเรือคงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยตรง แต่ธุรกิจขนส่งทางบก ราคายังไม่ส่งผ่านมาถึงผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซล เอ็นจีวีและแอลพีจียังมีการตรึงราคาผ่านมาตรการของรัฐ แต่นับจากนี้คงต้องติดตามภาวะราคาพลังงานและนโยบายดูแลราคาพลังงานของทางการ อย่างใกล้ชิด โดยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบันหรือสูงขึ้นไปอีก การใช้เงินกองทุนน้ำมันคงไม่เพียงพอที่จะสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตรได้ โดยปัจจุบันมีการอุดหนุนราคาอยู่กว่า 4 บาทต่อลิตร ซึ่งหากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นก็อาจทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของสินค้าต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิค และอุตสาหกรรมอื่น ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีในกระบวนการผลิต ต้องติดตามนโยบายการลอยตัวราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม โดยเมื่อราคาก๊าซแอลพีจีที่ภาคอุตสาหกรรมต้องจ่ายจะเริ่มอิงสูตรคำนวณราคา ที่ผันแปรตามทิศทางราคาในตลาดโลกซึ่งสูงกว่าราคาในประเทศเกือบ 3 เท่า ย่อมทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจกลุ่มหนึ่งมีอ่อนไหวต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง เนื่องจากวัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าหนักต้องใช้รอบการขนส่งมาก และวัสดุบางประเภทต้องใช้พลังงานความร้อน.สูงในกระบวนการผลิต ขณะที่วัตถุดิบก็มีแนวโน้มที่ราคาอาจเพิ่มสูงขึ้น เช่น เหล็ก เนื่องจากปัญหาอุทกภัยในประเทศออสเตรเลีย ส่วนทองแดงนั้นราคาปรับตัวสูงขึ้นไปมาก นอกจากนี้ ธุรกิจก่อสร้างยังเป็นธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานค่อนข้างมาก
  • ธุรกิจบริการ เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานสูง จึงน่าจะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงาน ขณะเดียวกัน ในธุรกิจที่มีการจ้างแรงงานที่มีทักษะวิชาชีพขั้นสูงอาจสามารถส่งผ่านต้นทุน ไปยังราคาได้ เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม บริการสุขภาพ อย่างไรก็ดี ปัญหาการขาดแคลนแรงงานวิชาชีพเฉพาะก็ยังเป็นข้อกังวลที่สำคัญ
  • สินค้าอุปโภคบริโภค ที่นอกเหนือจากสินค้าจำเป็น น่าจะได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอาจทำให้บรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยตามห้างค้าปลีกไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยเฉพาะการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งภาคบริการ เช่น ธุรกิจบันเทิง ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค


»  การปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะต้นทุนที่รุมเร้าหลายด้าน ธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นต้องเตรียมแนวทางและกลยุทธ์ในการปรับตัว อาทิ

  • การบริหารต้นทุน ซึ่งในภาวะเช่นนี้ ธุรกิจต้องหาแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ เช่น การจัดหาวัตถุดิบ อาจเลือกซื้อจากแหล่งที่มีราคาต่ำ การเลือกจังหวะเวลาในการสั่งซื้อสินค้าในช่วงที่ต้นทุนยังไม่สูงเกินไป หรือใช้ประโยชน์จากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อล็อคราคาวัตถุดิบไว้ การเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบหรือวัสดุทดแทนที่มีราคาต่ำลง ขณะเดียวกันพยายามนำหลัก 3Rs คือ Reduce, Reuse, และ Recycle เข้ามาผสมผสานในขั้นตอนการดำเนินธุรกิจเพื่อลดการใช้วัสดุลง ส่วนธุรกิจที่มีการพึ่งพาแรงงานสูง อาจต้องปรับกระบวนการผลิตโดยนำเทคโนโลยีเครื่องจักรหรือระบบไอทีเข้ามาช่วย เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน หรือในกรณีธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ อาจแก้ปัญหาโดยใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปมากขึ้น นอกจากนี้ควรต้องปรับโลจิสติกส์ของกระบวนการต่างๆ ให้สั้นลง ลดเวลาและความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งจัดระบบการขนส่งและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพ การบริหารระดับสินค้าคงคลังอาจพิจารณาตามกรณี โดยในบางกรณีการลดสต็อกสินค้าอาจช่วยลดต้นทุนอัตราดอกเบี้ย แต่หากสินค้ามีราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น การสั่งซื้อเพื่อสต็อกไว้ล่วงหน้าก็อาจลดต้นทุนได้มากกว่า สำหรับต้นทุนการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในช่วงขาขึ้น อาจมีผลต่อธุรกิจบ้างแต่ไม่มากเท่ากับต้นทุนประเภทอื่น เนื่องจากต้นทุนการเงินมีสัดส่วนไม่สูงนักในโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจเอสเอ็ มอี ซึ่งการปรับตัวรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการควรต้องพิจารณาโครงสร้างการจัดหาแหล่งเงินทุนในสัดส่วนที่เหมาะ สม ดูแลสภาพคล่องกระแสเงินสด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์การเงินที่เหมาะกับธุรกิจ
  • การปรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การปรับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์โดยลดคุณสมบัติบางส่วนที่ไม่ทำให้ความพึงพอใจ ของผู้บริโภคต่อสินค้าลดลง เช่น การปรับบรรจุภัณฑ์สินค้าให้ลดการใช้วัสดุลง การลดขนาดบรรจุสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ อาจใช้วิธีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเซ็กเมนต์ที่มีราคาต่ำลง เช่น Fighting Brand กระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา รวมทั้งไม่ทำให้เสียภาพลักษณ์ของแบรนด์เดิมที่ทำการตลาดในเซ็กเมนต์สูงกว่า นอกจากการปรับตัวเฉพาะหน้าแล้ว เพื่อเป็นการหลีกหนีตลาดล่าง หรือตลาด Mass ที่แข่งขันด้านราคาสูง เอสเอ็มอีไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยอาจมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของ ตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ที่ตั้งมาตรฐานการนำเข้าสินค้าไว้ค่อนข้างสูง รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือมีความแตกต่างเฉพาะตัวมากขึ้น เช่น สินค้าอาหารอินทรีย์ สินค้าที่มีเอกลักษณ์ไทย เป็นต้น โดยยึดความต้องการของตลาดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ
  • การทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่มุ่งตรงไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น โดยในภาวะที่ธุรกิจเผชิญแรงบีบคั้นด้านต้นทุน กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์อาจใช้ช่องทางการตลาดรูปแบบ Below-the-Line โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากอีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจออนไลน์ ซึ่งมีต้นทุนการการทำกิจกรรมการตลาดต่ำ เหมาะกับธุรกิจเอสเอ็มอี ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผู้บริโภคกังวลต่อภาระค่าครองชีพเช่นนี้ การทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอาจหันมาใช้กลยุทธ์ Need Marketing คือกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น

      การปรับตัวดังกล่าว นอกจากจะเป็นแนวทางในการนำพาธุรกิจเอสเอ็มอีให้ฝ่าพ้นปัญหาต้นทุนที่พุ่งสูง แล้ว ยังเป็นก้าวหนึ่งของกระบวนการปรับตัวไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพและขีดความ สามารถในการแข่งขัน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนอีกด้วย

1   ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: