เทรนด์ธุรกิจรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปี 2554

ธุรกิจ รักษาความปลอดภัยในประเทศไทยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ การขยายตัวของความต้องการ ทั้งจากลูกค้าภาครัฐ โดยเฉพาะการทยอยย้ายหน่วยงานราชการเข้าไปอยู่ในศูนย์ราชการที่สร้างเสร็จ และลูกค้าภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่งสร้างเสร็จ ทั้งบ้านจัดสรร อาคารชุด และทาว์นเฮ้าส์ รวมไปถึงโครงการอาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่งจะสร้างเสร็จในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ความกังวลถึงความปลอดภัยในทรัพย์สิน เนื่องจากจำนวนมิจฉาชีพหรือโจรผู้ร้ายก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้เจ้าของบ้านบางรายก็หันมาติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเอง อันเป็นผลมาจากราคาของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้น

สำหรับกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งในบางจังหวัดทางภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระยะที่ผ่านมา เป็นต้น ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปัจจัยกังวลสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้นการตระหนักถึงการรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มเติบโตต่อ เนื่องในปี 2554

ลักษณะของธุรกิจรักษาความปลอดภัย แยกออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้
ธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย หรือธุรกิจให้บริการรับจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย(รปภ.)

นอกจากจะให้บริการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆแล้ว ยังให้บริการรักษาความปลอดภัยด้านอื่นๆด้วย ได้แก่ รักษาความปลอดภัยให้กับบุคคล ให้บริการรถนิรภัยสำหรับขนเงินสด และของมีค่าต่างๆ รักษาความปลอดภัยในการเบิกจ่ายเงินเดือนพนักงานตามบริษัทต่างๆ รักษาความปลอดภัยในการเก็บเงินสดตามจุดต่างๆของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รักษาความปลอดภัยสิ่งของมีค่าที่นำมาแสดงในงานนิทรรศการ รับ-ส่งเอกสารที่มีความสำคัญและต้องการความปลอดภัยมาก วางแผนและจัดระบบรักษาความปลอดภัยในสถานที่โดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ บริการสืบสวนและสอบสวนในกรณีเกิดอัคคีภัยและ/หรือภัยพิบัติต่างๆ และบริการสืบสวน-ติดตามพฤติกรรม

– ธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย
ซึ่งประเภทของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยนั้นมีหลากหลายประเภท ได้แก่ ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television System : CCTV ) ระบบสัญญาณอัตโนมัติที่ทำงานคู่กับระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิดแบบที่ใช้ตามท่าอากาศยาน เครื่องสแกนตรวจค้นตัว ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบสัญญาณแจ้งภัยแบบไร้สาย ระบบตรวจจับอาวุธโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบควบคุมการเข้า-ออกประตู ประตูนิรภัยอัตโนมัติที่จะล็อกปิดทันทีเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ระบบสัญญาณแจ้งภัยโดยบุคคล ฯลฯ โดยกลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตมากที่สุด คือ ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เนื่องจากการตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประกอบกับปัญหาการโจรกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ กลุ่มระบบเตือนการบุกรุก ลูกค้าเริ่มเห็นความจำเป็นของระบบมากขึ้นกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มสินค้าระบบเตือนอัคคีภัย ก็เริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบันเทิงที่มีชื่อเสียง และการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบอาคารที่เข้มงวดมากขึ้น

กลุ่มลูกค้าที่สำคัญของธุรกิจรักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน แยกออกได้เป็น
– ลูกค้าภาครัฐ
หน่วยงานทางราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต้องเพิ่มความระมัดระวังป้องกันภัย อย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งอาคารสถานที่ของหน่วยงานรัฐบาล และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
รวมถึงในจุดที่มีความสำคัญ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า/รถไฟใต้ดิน เส้นทางคมนาคม สถานีรถบริการขนส่งสาธารณะต่างๆ ฯลฯ

– ลูกค้าภาคเอกชน ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ โรงแรม สถานทูตต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี ฯลฯ
อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและอพาร์ทเม้นท์ หมู่บ้านจัดสรร อาคารบ้านเรือนโดยทั่วไป โมเดิร์นเทรด ร้านขายทอง ร้านขายอัญมณีและเครื่องประดับ
อาคารที่ให้บริการเช่าพื้นที่จอดรถยนต์ โรงภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีการจ้างรปภ. และการติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแล้ว

ลูกค้าภาคเอกชนรายใหม่ที่จะมีส่วน ผลักดันการขยายตัวของธุรกิจรักษาความปลอดภัยในปี 2554 จะเป็นในส่วนของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ เนื่องจากผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ในช่วงปลายปี 2553 เป็นจำนวนมาก จากการสำรวจของบริษัทเอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) และธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 72,192 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 91.5 (YoY) โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการอาคารชุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.5 ของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทั้งหมด หรือมีจำนวนทั้งสิ้น 39,313 โครงการ เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 175.7 (YoY) ซึ่งมีการก่อสร้างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554

สถานการณ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัยใน ภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงหลังจากความวุ่นวายทางการเมือง และการก่อม็อบประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้บริการธุรกิจรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทันที โดยพบว่าความต้องการในภาพรวมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-20 โดยลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเพื่อไป คุมเข้มดูแลความปลอดภัยในอาคารจำนวนธุรกิจให้บริการรักษาความ ปลอดภัยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 3,917 ราย โดยมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยรวมกันถึงประมาณ 400,000 คน  ซึ่งการแยกขนาดของธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย ตามทุนจดทะเบียน โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 9 แห่ง แต่ละแห่งจ้างพนักงานเกินกว่า 1,000 คน ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5-50 ล้านบาท มีอยู่ 130 แห่ง แต่ละแห่งมีพนักงาน 500-1,000 คน ที่เหลือนอกนั้นจะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีอยู่ 3,778 แห่ง แต่ละแห่งการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 100-500 คน คาดการณ์ว่าธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยมีมูลค่าสูงถึงประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท

ในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของธุรกิจรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 12.8 ต่อปีธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยจะ เติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันด้านการรับงานมีไม่มาก เพราะตลาดกว้างมาก มีการจำแนกประเภทของงานค่อนข้างหลากหลาย แต่ประเด็นที่ต้องติดตามสำหรับธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย มีดังนี้- การ “แย่งคน” ตั้งแต่ปี 2551 มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการในไทยมากขึ้น โดยเข้ามารุกตลาดนี้จริงจังและก้าวขึ้นติด 1 ใน 5 บริษัทที่มีรายได้ระดับสูง และบางแห่งใช้กลยุทธ์ดึงผู้บริหารคนไทยไปช่วยบริหาร ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทต่างชาติมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบร้อยละ 60  ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยหลายบริษัทต้องพบกับอุปสรรค ขยายงานได้ไม่เต็มที่ เพราะขาดอัตรากำลังคน- กฎหมายรองรับธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกิจ  โดยร่างพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัยภาคเอกชน ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกาวัตถุประสงค์ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเป็นการจัดระเบียบการควบคุมดูแลธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยทั่ว ประเทศ และให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการ โดยจะทำให้นิติบุคคลที่จะประกอบธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย และบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ต้องขอใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งทำให้ภาครัฐสามารถเข้าตรวจสอบการทำงาน และตรวจสอบประวัติของพนักงาน ตลอดจนกำหนดให้พนักงานต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่เหมาะสม ส่งผลให้ผู้ว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยได้รับบริการที่ดีมากขึ้น และป้องกันอาชญากรรมได้ผลมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องรับประกันความเสียหายให้กับบุคคลที่ได้รับความเสียหายที่ เกิดจากการดำเนินธุรกิจในวงเงินตามที่ระบุในสัญญาจ้าง ซึ่งการสร้างมาตรฐานให้กับธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัยจะทำให้ธุรกิจนี้ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และจะช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มขึ้นด้วยสำหรับในส่วนของผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์ รักษาความปลอดภัยคาดการณ์ว่ามีมูลค่าตลาดประมาณ 8,000 ล้านบาท  และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-10 ต่อปี โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มระบบเตือนภัยและระบบรักษาความปลอดภัย ได้แก่ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระบบกันขโมย ระบบควบคุมการเข้าออก ระบบเตือนภัย และระบบการอพยพ และกลุ่มที่เป็นสินค้าทางด้านระบบสื่อสาร ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ระบบเสียงตามสายและระบบเสียงประกาศสาธารณะการแข่งขันในตลาดอุปกรณ์รักษาความ ปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มข้น เนื่องจากจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้บริโภคเริ่มมีการศึกษาข้อมูลมากขึ้น และมีความรู้เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้นด้วย การนำเสนอข้อมูลสินค้านับว่ามีความสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเป็น อย่างมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จึงต้องมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และระบบที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องปัจจุบันองค์กรธุรกิจเอกชนต่างก็ตื่น ตัวมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม ขณะที่ธุรกิจที่ไม่เคยติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาก่อนก็จะเริ่มติด ตั้ง รวมทั้งราคาจำหน่ายมีการปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการที่สินค้าจีนเข้ามาตีตลาด จนกระทั่งสินค้าเดิมในตลาดต้องปรับลดราคาให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากสินค้า จากจีนประมาณร้อยละ 20-30 จากเดิมที่ราคาต่างกันเกือบเท่าตัว กล่าวคือ จากเดิมที่ราคาต่อชุดอยู่ในระดับสูงกว่า 100,000 บาทต่อชุด

แต่ปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ในระดับ 5,000-50,000 บาทต่อชุดเท่านั้น โดยแยกเป็นตลาดระดับบนราคาขายประมาณ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 30 ลูกค้าส่วนใหญ่คือ สถาบันการเงิน ตลาดระดับกลางราคาขาย 20,000-50,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 40 ลูกค้าคือ หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ร้านมินิมาร์ท โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน อาคารสำนักงาน รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย และตลาดระดับล่างราคาขายประมาณ 5,000-15,000 บาท มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 30ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าและ บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยและระบบป้องกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เหลือจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จากที่มีการประเมินว่า ธุรกิจรักษาความปลอดภัยในเอเชีย-แปซิฟิก มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมาก โดยมีการประเมินว่าในปี 2559 มูลค่าธุรกิจรักษาความปลอดภัยในเอเชีย-แปซิฟิกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราการเติบโตจะสูงถึงร้อยละ 7.5 ต่อปีส่วนธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัย จะมีบทบาทในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยสถานที่ราชการ/รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งหน่วยงานของภาคธุรกิจเอกชนเป็นจำนวนมากได้หันมาใช้บริการจากบริษัท รักษาความปลอดภัยแทนการมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งการใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยนั้น สามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาบุคคลากรในระยะยาวได้ เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวรยาม ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังจะต้องรับผิดชอบในเรื่องของสวัสดิการด้านต่างๆอีกมาก เทียบกับในกรณีที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอง ทักษะ(Skill) ก็แตกต่างกัน ทำให้สะดวกที่จะใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยข้างนอก (Outsource) แทนที่จะทำเองในอนาคตไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าระบบรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยจะหันมาใช้อุปกรณ์รักษาความ ปลอดภัยมากขึ้น และลดจำนวนการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยลง กล่าวคือ ปรับสัดส่วนระหว่างค่าใช้จ่ายระหว่างพนักงานรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์ รักษาความปลอดภัยจากร้อยละ 80:20  เป็นร้อยละ 60:40 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับในต่างประเทศที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายระหว่าง อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยพอๆกับจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยนอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยรายใหญ่ของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอันดับหนึ่งของไทย เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชีย มีทำกิจกรรมร่วมกัน และนำเสนอสินค้าด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นับว่าเข้ามาเพิ่มทางเลือกในตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ซึ่งยิ่งจะทำให้ตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: