เทคนิคการขยายช่องทางการตลาดสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs)ปี 2554

การดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพ แวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน อาทิ ภาวะเศรษฐกิจ จำนวนประชากร กำลังซื้อ พฤติกรรมของผู้ซื้อ การแข่งขันที่รุนแรง รูปแบบสินค้าที่มีการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการจำหน่ายในช่องทางตลาดเดิม รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องมีการพัฒนา หรือปรับเปลี่ยนช่องทางการตลาดที่ใช้อยู่เดิม เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยช่องทางการตลาดในปัจจุบันที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจนอกเหนือจากการ จำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้าของตนเองหรือผ่านคนกลางก็มีอาทิ  การออกงานแสดงสินค้า การส่งจดหมายหรือแค็ตตาล็อกแนะนำสินค้าทางไปรษณีย์ การโทรศัพท์เพื่อเสนอข้อมูลและแนะนำสินค้า และที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบันก็คือ การจำหน่ายสินค้าได้โดยไม่ต้องมีร้านค้าหรือผ่านคนกลาง ที่เรียกว่า การขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) หรือการทำตลาดแบบออนไลน์(Online Marketing) ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมของผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าในปี 2554 เป็นอย่างมาก

ช่องทางการตลาด (marketing channel)หรือ ช่องทางการจัดจำหน่าย (channel of distribution)  เป็นองค์กรหรือกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักและ ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งนี้ ช่องทางการตลาดอาจสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

ช่องทางการตลาดทางตรง (Direct Marketing Channel) เป็นการทำตลาดหรือจำหน่ายสินค้าและบริการไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับบริการที่ ไม่ผ่านคนกลาง โดยจะจำหน่ายผ่านร้านค้าของตนเอง รวมทั้งการจ้างพนักงานขายหรือเซลล์เพื่อติดต่อหาลูกค้าให้ ซึ่งช่องทางนี้มีจุดเด่นที่การสื่อสารระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อมีความ รวดเร็ว สามารถรับรู้ได้ว่าผู้ซื้อชอบหรือพึงพอใจในตัวสินค้า รวมทั้งต้องปรับปรุงสินค้าอย่างไรให้เป็นที่ถูกใจและเป็นที่ต้องการของผู้ ซื้อ ในขณะเดียวกัน ช่องทางตลาดทางตรง สินค้าจะถึงมือผู้ซื้ออย่างรวดเร็วมากกว่าการขายสินค้าผ่านคนกลาง อีกทั้งยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับส่วนแบ่งกำไรที่ต้องจ่ายให้กับ คนกลาง ทั้งนี้การตลาดทางตรงนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจรวมทั้งมียอดผลิตและ จำหน่ายสินค้ายังไม่สูงมากนัก กล่าวคือตลาดยังมีขนาดไม่ใหญ่ จึงสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดด้วยตนเองได้ หรือหากเป็นผู้ประกอบการที่มีการผลิตและจำหน่ายสินค้าเป็นจำนวนมากหรือตลาด ขยายใหญ่ขึ้น ก็ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีเงินทุนที่จะขยายสาขาหรือร้านค้าจำหน่ายของ ตนเอง รวมทั้งมีบุคลากรทางด้านการตลาดรองรับการบริหารจัดการเครือข่ายได้เป็นอย่าง ดี

ช่องทางตลาดทางอ้อม (Indirect Marketing Channel) เป็นการทำตลาดหรือจำหน่ายสินค้าและบริการไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ โดยผ่านคนกลาง ซึ่งอาจเป็นคนกลางรายเดียวหรือหลายราย ทั้งนี้คนกลางอาจเป็นผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ เป็นต้น ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าของสินค้าจะมีภาระต้นทุนทางด้านส่วนแบ่งกำไรที่ต้องจ่ายให้กับ คนกลาง แต่ช่องทางตลาดทางอ้อมหรือการผ่านคนกลางนั้น จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ผลิต หรือเจ้าของสินค้าทางด้านสถานที่จำหน่าย กลยุทธ์การตลาด การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อซึ่งส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆที่ ห่างไกลกัน ทำให้การจัดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าของตนเอง ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเหมาะสำหรับผู้ประกอบการ ที่ขาดแคลนบุคลากร ที่ดูแลทางด้านการตลาด ประการสำคัญ ด้วยศักยภาพทางด้านเงินทุน สาขาหรือร้านค้าเครือข่ายของคนกลาง ที่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ครอบคลุมกลุ่มผู้ซื้อที่มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้กำไรต่อหน่วยแม้ว่าจะไม่มาก แต่กำไรรวมของธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามปริมาณการจำหน่ายที่มากนั่นเอง

ทั้งนี้ การขยายช่องทางการตลาดผ่านคนกลางนั้น แต่เดิมจะนิยมใช้รูปแบบร้านค้าแบบดั้งเดิม(Traditional Trade) ผ่านทางผู้ค้าส่งหรือยี่ปั๊ว ก่อนที่จะไปยังร้านค้าโชว์ห่วย และกระจายไปยังผู้ซื้อหรือลูกค้า ซึ่งรูปแบบนี้ มีข้อดีคือขั้นตอนการติดต่อธุรกิจไม่ยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้งต้นทุนดำเนินงานไม่สูงมากนัก แต่อาจจะไม่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ช่องทางการตลาดผ่านคนกลางรูปแบบใหม่(Modern Trade) เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้าสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์สโตร์ และดิสเคาท์สโตร์ เป็นต้น ซึ่งคนกลางในลักษณะนี้ แม้ว่าจะมีความซับช้อนของการติดต่อ การมีกฎระเบียบข้อกำหนด รวมทั้งภาระรายจ่ายทางด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ที่ผู้ผลิตสินค้าต้องจ่าย ทำให้มีภาระต้นทุนที่สูง แต่ก็สามารถชดเชยได้จากจำนวนสาขาของคนกลางรูปแบบใหม่ที่กระจายอยู่ตาม พื้นที่ต่างๆ ครอบคลุมผู้บริโภคเป้าหมาย ทำให้มียอดจำหน่ายที่สูง และสามารถสร้างผลกำไรได้มาก แม้ว่ากำไรต่อหน่วยจะไม่สูงมากนักก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานหรือยอดขายสินค้าผ่าน คนกลางว่าประสบผลสำเร็จตรงตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพื่อจะได้แก้ไขและหาช่องทางตลาดใหม่ หากช่องทางตลาดเดิมไม่ประสบความสำเร็จ

การที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจเลือกช่องทางการ ตลาดในรูปแบบใดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาหลายๆปัจจัยควบคู่กัน ซึ่งต้องสอดคล้องกับพื้นที่ตั้งของกิจการ ความต้องการของผู้ผลิตหรือเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับอำนาจในการตัดสินใจการ บริหารจัดการด้านการตลาด หรือลักษณะสินค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนความคาดหวังต่อยอดจำหน่ายสินค้าทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันโลกของธุรกิจได้ก้าวเข้าสู่รูปแบบใหม่ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างจาก เดิมไปค่อนข้างมาก ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการธุรกิจ จึงจำเป็นต้องมีการสำรวจและประเมินผลอยู่เป็นระยะว่าช่องทางการตลาดแบบเดิม สอดคล้องกับสถานการณ์การตลาด และสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกใช้ช่องทางการตลาด มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

คู่แข่งขันในตลาดที่มีจำนวนมาก ทำให้อำนาจการต่อรองเป็นของผู้ซื้อ  ซึ่งผู้ซื้อจะเลือกสั่งซื้อสินค้าหรือการได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วจาก ผู้ประกอบการประเภทเดียวกัน แต่ตอบสนองได้ดีกว่า

พฤติกรรมผู้บริโภค มีความหลากหลายและซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ตามอายุ เพศ รายได้ และรสนิยม ซึ่งบางครั้งรสนิยมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามการชักจูงของสื่อโฆษณาต่างๆ ดังนั้น ช่องทางตลาดที่ตอบสนองและเข้ากับพฤติกรรมผู้ซื้อ อาทิ ร้านค้าสมัยใหม่ ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้บริการ อาทิ ร้านค้าสะดวกซื้อ ศูนย์การค้า หรือดิสเคาท์สโตร์ จึงตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อสมัยใหม่ได้

การขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ เมื่อธุรกิจมีการเติบโตมากขึ้น จำนวนลูกค้าและยอดจำหน่ายที่สูงขึ้น หรือมีการรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจไปได้สักระยะ จะมีการลงทุนขยายโรงงานเพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งผลทำให้ต้องพัฒนาช่องทางการจำหน่ายใหม่ให้เหมาะสมกับกำลังการผลิต

การเปลี่ยนแปลงทางด้านช่องทางตลาดเดิม บางครั้ง ช่องทางตลาดที่ใช้อยู่เดิมอาจมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากต้นทุนทางด้านค่าขนส่ง ตามปัจจัยทางด้านราคาน้ำมัน ทำให้ช่องทางการตลาดเดิม ที่อาจอยู่ไกลจากโรงงาน มีภาระค่าขนส่งสูง หรืออาจเกิดจากคนกลางจัดจำหน่าย ทั้งผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง มีการเพิ่มส่วนแบ่งหรือขอส่วนลดทางการค้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรของผู้ประกอบการลดลง จึงจำเป็นต้องมีการหาช่องทางตลาดใหม่ๆเพื่อเป็นทางเลือก

ฉะนั้น ด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ดังได้กล่าวมาข้างต้น เป็นผลให้ช่องทางการตลาดแบบที่ผู้ประกอบการเคยใช้อยู่ อาจจะไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงช่องทางการตลาดใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึง กลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่ผู้ประกอบการเคยใช้เพียงร้านค้าของตนเองเพียงสาขาเดียวเพื่อจัด จำหน่ายสินค้า อาจจะไม่เพียงพอกับปริมาณสินค้าที่ผลิตมากขึ้น และจำเป็นต้องขยายสาขาร้านของตนเองเพิ่มขึ้น หรือหากขาดแคลนเงินลงทุน ก็อาจจะต้องพึ่งพาคนกลาง คือร้านค้าปลีก/ร้านค้าส่ง เข้ามาช่วยขยายช่องทางการตลาด ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะใช้ช่องทางการตลาดผ่านร้านค้าของตนเอง ควบคู่กับการใช้คนกลางผสมกันไป หรืออาจจะยกเลิกร้านค้าของตนเอง และหันไปพึ่งคนกลางให้เป็นผู้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายเพียงอย่างเดียว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนร้านค้า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการบิหารจัดการลงก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกเหนือจากช่องทางการตลาดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังคงมีช่องทางการตลาดอีกหลายประเภท ที่ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันควรให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นอีกหลายๆช่องทางการตลาด ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย

ช่องทางการตลาดผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้การรอลูกค้าให้เดินเข้ามา เพื่อซื้อสินค้าจากโรงงานหรือร้านค้าอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากลูกค้าอาจเลือกที่จะเข้าร้านของคู่แข่งไปก่อนก็เป็นได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการอาจจะต้องหาหนทางทำให้สินค้าเดินทางไปหาลูกค้า ซึ่งอาจใช้วิธีการออกไปตั้งร้านค้าในงานแสดงสินค้าที่มีการจัดในพื้นที่ ต่างๆ ซึ่งสามารถวัดผลสำเร็จของยอดขายสินค้าได้ทันที ทั้งยอดขายที่จำหน่ายได้แล้ว และยอดการสั่งซื้อที่จะจัดส่งในภายหลัง ประการสำคัญ รายชื่อของผู้สนใจที่เข้ามาติดต่อชมสินค้าภายในงาน ผู้ประกอบการสามารถติดต่อสื่อสารเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในโอกาสต่อๆไปใน ภายหลัง

การขยายช่องทางตลาดโดยการติดต่อตรงถึงลูกค้าด้วยการสื่อสารรูปแบบเดิม ทั้งนี้ การตลาดทางตรงนั้น ผู้ประกอบการสามารถทำกิจกรรมการตลาดให้เป็นที่รับรู้ของลูกค้าได้ ทั้งการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง อาทิ การส่งจดหมายหรือแค็ตตาล็อกแนะนำสินค้าทางไปรษณีย์ การโทรศัพท์เพื่อเสนอข้อมูลและแนะนำสินค้า เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารในลักษณะนี้ ถือว่ามีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าได้อย่างมาก อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก

การขยายช่องทางตลาดโดยการติดต่อตรงถึงลูกค้าด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบใหม่ ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารของคนรุ่นใหม่ มีความทันสมัยภายใต้เทคโนโลยี ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง สามารถติดต่อข้อมูลข่าวสารออนไลน์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทั่วถึงกันทุกมุมโลก ซึ่งนอกจากการเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้ว ปัจจุบัน ยังมีการพัฒนาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือประเภท Smart Phone ซึ่งมีการพัฒนาให้รองรับการให้บริการ Mobile Internet ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ส่งผลทำให้การท่องโลกอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเพิ่มมาก ขึ้น ซึ่งจากความนิยมดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการหันมาจำหน่ายสินค้า ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) หรือการทำตลาดแบบออนไลน์(Online Marketing) เพิ่มมากขึ้น โดยมีจุดเด่นทางด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ เพราะไม่ต้องมีร้านค้าหรือผ่านคนกลาง รวมทั้งไม่จำเป็นต้องมีพนักงานร้านค้าหรือพนักงานฝ่ายขายและการตลาดจำนวนมาก ซึ่งระบบนี้กำลังได้รับความนิยมทั้งในไทยและประเทศต่างทั่วโลก ระบบนี้จะสามารถสื่อสารติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดหรือพัก ทั้งนี้ จากการสำรวจของ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ในปี 2553 พบว่า มีจำนวนผู้ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57.2 ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2552 ที่มีประมาณร้อยละ 47.8 โดยประเภทสินค้าที่นิยมสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุดได้แก่(เลือกได้ มากกว่า 1 คำตอบ) หนังสือร้อยละ 34.7  การสั่งจองห้องพัก โรงแรม ยานพาหนะ ตั๋วชมภาพยนตร์ร้อยละ 31.3 เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายร้อยละ 26.7 ภาพยนตร์ผ่านพัสดุไปรษณย์ร้อยละ 17.2 อุปกรณ์คอมพิวพ์เตอร์ร้อยละ 16.7 และเครื่องสำอางร้อยละ 16.2 โดยมูลค่าสินค้าที่สั่งซื้อมากที่สุดจะอยู่ในช่วงประมาณ 1,000-5,000 บาท มีสัดส่วนร้อยละ 37.9 รองลงมาคือมูลค่าสินค้าต่ำกว่า 1,000 บาท สัดส่วนร้อยละ 26.2 และราคาสินค้า 5,000-10,000 มีสัดส่วนร้อยละ 15.7  ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าว บ่งบอกถึงการเติบโตของการซื้อขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจบนออนไลน์ที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ความซื่อสัตย์ของการทำการค้า ทั้งรูปแบบสินค้าที่ตรงตามคำสั่งซื้อ การส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลา ในขณะเดียวกัน ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซด์ของตนเองให้มีความเคลื่อนไหว และนำเสนอสินค้ารูปแบบใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาติดตามชมอย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุปแล้ว ช่องทางการตลาด มีบทบาทความสำคัญต่อผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี(SMEs) เพราะหากเลือกช่องทางการตลาดถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องและเข้ากับรูปแบบสินค้า และตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยให้สินค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนทางด้านการตลาดลงได้ และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจมีสูง แต่ตรงกันข้าม หากเลือกช่องทางการตลาดไม่ถูกต้อง ก็เสียเวลาและเสียโอกาสให้กับคู่แข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถเลือกช่องทางได้ถูกต้องแล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงยังคงต้องมีการมีการสำรวจและประเมินผลอยู่เป็นระยะว่า ช่องทางการตลาดแบบเดิมสอดคล้องกับสถานการณ์การตลาด และสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียง หากช่องทางการตลาดที่ใช้อยู่เดิมไม่เพียงพอหรือตอบสนองต่อความต้องการของผู้ ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องแสวงหาช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆมารองรับการเปลี่ยนแปลงดัง กล่าว เพื่อให้ธุรกิจสามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง

แหล่ง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: