การส่งออกสินค้า SMEs ไทย: ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง…แต่อาจต้องเผชิญกับหลากหลายปัจจัยเสี่ยง

การ ส่งออกสินค้า SMEs ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2553 มีมูลค่า 1,604.6 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.0(YoY) โดยการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี ส่วนการนำเข้าสินค้า SMEs พบว่ามีมูลค่า 1,635.3 พันล้านบาท และเติบโตในเกณฑ์สูงร้อยละ 33.3(YoY) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเปรียบเทียบต่ำในปีก่อนหน้า ซึ่งการขยายตัวด้านการนำเข้าในอัตราสูงดังกล่าว ทำให้การค้า SMEs ของไทยในช่วง 11 เดือนแรกปี 2553 ขาดดุล 30.7 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าโดยรวมของ SMEs ไทยมีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย ทั้งในด้านของการส่งออกและการนำเข้า โดยเฉพาะการด้านส่งออก SMEs ที่แม้จะมีอัตราการเติบโตไม่สูงนัก แต่ก็มีบทบาทช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของไทยโดยรวมพอสมควร 

เป็น ที่น่าสังเกตว่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มเกี่ยวเนื่องกับยานยนต์เติบโตค่อน ข้างดีในปี 2553 และคาดว่าน่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2554 โดยได้ อานิสงส์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกที่มีสัญญาณแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้ยอดผลิตและจำหน่ายยานยนต์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยขยายตัวค่อน ข้างดี อันได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ จึงมีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น ยางธรรมชาติ ยานยนต์สำหรับส่งของ และส่วนประกอบ/อุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น สำหรับสินค้าส่งออกอื่นที่ที่น่าจับตาคือ สินค้าในกลุ่มปิโตรเคมี เช่น โพลิเมอร์ของเอทิลีนขั้นปฐม โพลิอะซีทัล/โพลิอีเทอร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิตสินค้าได้หลากหลายชนิดสะท้อนถึงการฟื้น ตัวด้านการผลิตในต่างประเทศ
ราคาทองคำผันผวนกระทบต่อการค้า SMEs โดยรวม ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2553 การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.1(YoY) สูงกว่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดที่ขยายตัวร้อยละ 10.0 ในขณะที่ด้านการนำเข้าสินค้าที่ไม่รวมทองคำมี อัตราการขยายตัวร้อยละ 23(YoY) ซึ่งต่ำกว่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดที่ขยายตัวร้อยละ 33.2(YoY) กล่าวคือการค้าทองคำของไทยในช่วงเวลาดังกล่าวขาดดุลสูงถึง 69.4 พันล้านบาท  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากราคาทองคำที่ค่อนข้างผันผวนประกอบกับการแข็งค่าของ เงินบาท ทำให้การนำเข้าทองคำมีราคาต่ำลงโดยเปรียบเทียบ จึงมีผลให้มีการเร่งนำเข้าค่อนข้างสูงด้วยอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 159(YoY)  และเมื่อไม่นับรวมทองคำ ไทยกลับได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 38.7 พันล้านบาท สำหรับสินค้านำเข้าอื่นๆที่ขยายตัวค่อนสูง ได้แก่ สินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ  ผลิตภัณฑ์แผ่นรีดทำด้วยเหล็ก เป็นต้น 

มูลค่าการค้าสินค้า SMEs ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2553
ที่มา: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สินค้าSMEs ไทยยังมีโอกาสขยายตัวสู่ต่างประเทศ แต่พึงระวังความเสี่ยง

แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การส่งออกของ SMEs ไทยในปี 2553 ยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งในด้านหนึ่งสะท้อนสัญญาณที่ดีว่าผู้ประกอบการส่งออกของไทยสามารถปรับตัว ในเชิงรุกเพื่อขยายตลาดส่งออก ท่ามกลางความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ลดลงทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและส่วน ต่างอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคหลายประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหรือมีการ เคลื่อนไหวของค่าเงินในทิศทางที่แข็งค่าน้อยกว่าไทย ซึ่งตลาดหลักสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และอาเซียน โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนและตลาดจีนที่มีอัตราการขยายตัวที่น่าสนใจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือการเปิดเสรีทางการค้าที่ลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ในปี 2553 ทั้งกรอบอาเซียน และกรอบอาเซียน-จีน ที่ช่วยหนุนให้การค้าเติบโตอย่างโดดเด่น 

ตลาดส่งออกสินค้า SMEs ของไทย ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2553
ที่มา: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกระทรวงพาณิชย์ รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย
หมายเหตุ: n.a. เพราะไม่มีข้อมูลในปี 2552 จึงไม่สามารถนำมาคำนวนได้
อย่างไรก็ดี สถานการณ์การส่งออกของสินค้า SMEs ของไทยในปี 2554 ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อทิศทางค่าเงินบาทให้มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อ เนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อแนวโน้มการส่งออกของสินค้า SMEs ไทย และประเด็นที่ต้องจับตามอง ดังนี้ 

ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นช่วยหนุนความต้องการบริโภคสินค้าจากต่างประเทศ โดย เครื่องชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ สะท้อนสัญญาณที่เป็นบวกมากขึ้น ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการทางการคลังและการเงินที่ผ่อนคลาย น่าที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2554  อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้นำเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯและเยอรมนี อาจยังคงต้องเผชิญแรงกดดันจากอัตราการว่างงานในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ก็อาจประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อรุมเร้าท้าทายการดำเนิน นโยบายทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปและอาจทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าว เติบโตช้าลง แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งของจีนและอินเดียคาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ประเมินไว้ที่ร้อยละ 9.6 และร้อยละ 8.4 ตามลำดับ พร้อมทั้งปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2554 สูงขึ้น จากที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2 (ต.ค. 53) เป็นขยายตัวร้อยละ 4.4และขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 2555 ส่งผลให้สินค้า SMEs ไทยก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้ เช่น ยางพารา/ผลิตภัณฑ์ อ้อย น้ำตาล ข้าว และเครื่องประดับ เป็นต้น
ตลาด จีนน่าจะยังคงเป็นตลาดส่งออกที่มีบทบาทสำคัญในปี 2554 ด้วยสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกสินค้า SMEs โดยรวมของไทย จากสัดส่วนร้อยละ 9.72 ในปี 2553 ที่จีนสามารถไต่อันดับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่นได้ จากเดิมในปี 2552 จีนเป็นตลาดส่งออก SMEs อันดับ 4 มีสัดส่วนการส่งออกเพียงร้อยละ 8.4  โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างไทยและจีน ที่มีความสะดวกมากขึ้น รวมทั้งกรอบการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่ลดภาษีสินค้าลงเหลือร้อยละ 0 นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ที่ช่วยหนุนการค้าระหว่างกันให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกันการนำเข้าจากจีนก็ขยายตัวในอัตราสูงด้วยเช่นกัน ทำให้ไทยยังคงเสียเปรียบดุลการค้าให้กับจีน และแม้เชื่อว่าทางการจีนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Soft Landing ได้ และยังคงเติบโตในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากแรงกดดันเงินเฟ้อในจีนและเอเชีย จึงเป็นไปได้ว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้า SMEs ไทยไปจีนในปี 2554 อาจจะยังเติบโตในแดนบวก แต่อาจจะแผ่วตัวลงมาที่ร้อยละ 10-15 จากระดับประมาณร้อยละ 33  ในปี 2553โดยสินค้า SMEs ไทยที่น่าจะเติบโตได้ดีเป็นกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน เช่น ยางธรรมชาติ/แปรรูปขั้นต้น มันสำปะหลัง/ผลิตภัณฑ์ ไม้ โพลิเมอร์ของเอทิลีน ข้าว และผลไม้ เป็นต้น
ตลาด คู่ค้า FTA เป็นตลาดที่ทำให้สินค้าไทยมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเหนือคู่ค้าอื่นที่ ไม่ได้รับสิทธิ์  โดยเฉพาะกรอบอาเซียนที่ผลักดันให้ตลาดอาเซียนเป็นตลาดส่งออกที่มีบทบาท สำคัญมากยิ่งขึ้นของไทยด้วยสัดส่วนราวร้อยละ 21.9 ของการส่งออกสินค้า SMEs ของไทยในปี 2553 ทั้งนี้ประเด็นที่น่าติดตามนับจากนี้ คือการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน( AEC)ในปี 2558 ที่จะยิ่งเสริมให้การค้าระหว่างอาเซียนสะดวกมากขึ้น รวมถึงกรอบการค้าเสรีอาเซียนกับคู่ค้าอื่นๆที่ช่วยสนันสนุนการขยายตลาด สินค้าไทยสู่ต่างประเทศ เช่น อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และอาเซียน-จีน เป็นต้น สำหรับกรอบการค้าเสรีอื่นที่นักธุรกิจไม่ควรมองข้าม อันได้แก่ ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-อินเดีย ตลอดจน กรอบการค้าเสรีไทย-เปรูที่จะเริ่มลดภาษีสินค้าในปี 2554 นี้ ที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางการค้าของไทยสู่ตลาดละตินอเมริกาที่ควรติดตาม อย่างใกล้ชิด สินค้า SMEs ไทยที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ ได้แก่ ส่วนประกอบยานยนต์ ยางพารา/ผลิตภัณฑ์ คอมพิวเตอร์/ส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์/ส่วนประกอบ และเครื่องจักรกล/ส่วนประกอบเครื่องจักรกล เป็นต้น
ทิศทาง ค่าเงินบาทต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทยโดยรวม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่มีสายป่านทางการเงินไม่ยาวนักที่อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยจากสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทที่ผ่อนคลายลงแต่ก็ยังอยู่ในระดับแข็งค่า ซึ่ง แนวโน้มในระยะข้างหน้าอาจยังคงมีปัจจัยที่ผลักดันให้ค่าเงินบาทขยับแข็งค่า ขึ้นได้อีก โดยกรณีถ้าค่าเงินบาททั้งปี 2554 มีค่าเฉลี่ยทรงตัวใกล้เคียงระดับปัจจุบัน (เฉลี่ยประมาณ 30.4 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเดือนมกราคม 2554) มูลค่าการส่งออกโดยรวมในรูปเงินบาทอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-7.5 แต่หากค่าเฉลี่ยเงินบาททั้งปีแข็งค่าขึ้นไปอีก 1 บาทต่อดอลลาร์ฯ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทขยายตัวเพียงร้อยละ 0-4.0 ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรสำหรับธุรกิจ SMEs ด้วย
ทิศทาง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลดีในแง่ของการส่งออก SMEs อันได้แก่ ทิศทางราคาสินค้าเกษตรและอาหาร การที่สินค้าส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มราคาปรับตัวสูง เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง ธัญพืชหาย ชนิด รวมถึงผลผลิตสัตว์น้ำ น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกในปี 2554 ทั้งในแง่อุปสงค์และราคา โดยความต้องการในตลาดโลกยังขยายตัว ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตในหลายภูมิภาคประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนความต้องการสินค้าเกษตรของไทย และเอื้อให้ผู้ส่งออกมีช่องว่างที่จะขยับราคาสินค้าขึ้นตามภาวะต้นทุน วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง หากราคาสินค้าปรับสูงขึ้นมากเกินไปอาจฉุดรั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภค หรือมีการเปลี่ยนพฤติกรรมหันไปบริโภคสินค้าอื่นที่มีราคาต่ำกว่าทดแทน
ควรติตตามการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าหลักที่อาจส่งผลต่อการส่งออก เช่น  การต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีจีเอสพีของสหรัฐฯ การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในยุโรป และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ  ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดำเนินธุรกิจให้ราบรื่นยิ่งขึ้น เช่น การติดฉลากสินค้า มาตรฐานสุขอนามัย การตรวจสอบคุณภาพ เป็นต้น ดังรายละเอียดตามนี้
ข้อสรุปเกี่ยวกับการต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ จีเอสพีของสหรัฐฯ โดยในเบื้องต้นสภาสหรัฐฯ เห็นชอบไม่ต่ออายุจากที่สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และจะมีการพิจารณาอีกครั้งในต้นปีนี้ ทั้งนี้ การไม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้าไปยังสหรัฐฯ จากประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ แต่หากสภาของสหรัฐฯ มีการทบทวนต่ออายุจีเอสพี ก็สามารถยื่นขอคืนภาษีได้ภาย หลัง สำหรับสินค้าที่ไทยใช้สิทธิจีเอสพีส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูง อาทิ เครื่องประดับทำจากเงิน ยางเรเดียล อาหารปรุงแต่ง ถุงมือยาง เตาอบไมโครเวฟ และส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในยุโรปนับตั้งแต่ต้นปี 2554 ซึ่งแต่ละประเทศมีการปรับในอัตราที่แตกต่างกัน (โดยปรับขึ้นจากอัตราเดิมประมาณร้อยละ 1.0-2.5) ทั้งนี้ อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจมีผลกระทบไปสู่การใช้จ่ายของผู้บริโภคท่ามกลางภาวะ เศรษฐกิจของยุโรปเองที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นได้อีก ซึ่งล่าสุดก็ได้ขยับสูงขึ้นมาที่ร้อยละ 2.2 (YoY) ในเดือนธันวาคม 2553 (สูงกว่าระดับเป้าหมายของทางการ) ที่อาจมีผลทำให้นโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาสู่การเริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่า ที่เคยคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องติดตามมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในหลายรูปแบบมาก ขึ้น  ทิศทางดังกล่าวสะท้อนได้ว่าการส่งออกไปยังตลาดยุโรปยังคงเผชิญปัจจัยลบหลาย ด้านกลยุทธ์ SMEs เจาะตลาดต่างประเทศ 

การส่งออก SMEs เติบโตค่อนข้างดีในปี 2553 ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฟื้นตัวต่อเนื่องประกอบกับฐานเปรียบ เทียบในปีก่อนหน้าที่ยังไม่สูงนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าสินค้า SMEs ของไทยเป็นที่ยอมรับจึงสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนการส่งออกเพื่อขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่องควรให้ความสนใจใน ด้านต่างๆ ดังนี้
รักษาตลาดเก่าควบคู่ไปกับขยายตลาดใหม่ ตลาดเก่าสินค้า ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดได้แล้วแต่อาจต้องเผชิญการแข่งขันที่มากขึ้นจากคู่แข่ง ที่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้า ควบคู่ไปกับการเพิ่มรูปแบบสินค้าให้มีความสอดคล้องกับความต้องการบริโภคหลาก หลาย ในด้านของตลาดใหม่ ควรหาลู่ทางเจาะตลาดโดยศึกษาความต้องการบริโภคพร้อมกับศึกษาว่าสินค้าชนิดใด ขาดแคลนและไทยสามารถผลิตได้ เพื่อแสวงหาโอกาสส่งสินค้าไทยไปรองรับความต้องการดังกล่าว นอกจากนี้การเข้าสู่ตลาดใหม่ที่อัตราการแข่งขันของสินค้ายังไม่สูงนัก ก็น่าจะเอื้อประโยชน์ให้สินค้าไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้นตามมาได้
การ รุกขยายช่องทางเปิดตลาดส่งออกของผู้ประกอบการ SMEs ไทยไปยังประเทศใกล้เคียงโดยเฉพาะอาเซียน จีน และอินเดีย ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าถึงตลาดการค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเติบโตของ กำลังซื้อในระดับสูง ประกอบกับการที่มีกรอบการค้าเสรีกับประเทศดังกล่าวไทยยิ่งช่วยให้เปิดตลาด ส่งออกขยายตัวมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่าง ประเทศที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเสรีมากขึ้น ทั้งในด้านการผ่อนคลายอัตราภาษีศุลกากรและกฎระเบียบต่างๆ ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง ทำให้สินค้าไทยสามารถกระจายเข้าไปสู่ประเทศใกล้เคียงโดยเฉพาะอาเซียน จีน และอินเดียได้สะดวก จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยควรแสวงหากลยุทธ์ในการเปิดตลาดในกลุ่มประเทศ เหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการเติบโตของกำลังซื้อในระดับสูง
สร้างแบรนด์สินค้าไทยเพื่อให้เป็นที่จดจำ โดย เฉพาะการส่งออกสินค้า SMEs ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจะยิ่งทำให้ผู้ซื้อจดจำภาพลักษณ์สินค้าไทย และนำไปสู่การสร้างผลกำไรที่ยั่งยืน นอกจากนี้จากอานิสงส์ของสินค้าแบรนด์ไทยที่เข้าสู่ตลาดมาก่อนและได้รับการ รับยังช่วยทำให้สินค้าชนิดอื่นๆของไทยมีโอกาสขยายตัวสู่ต่างประเทศได้มาก ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การส่งออกภายใต้แบรนด์ที่ผลิตจากไทยต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐาน เป็นสำคัญด้วย
การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก การ ส่งออกสินค้า SMEs ส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมจำพวกวัตถุดิบขั้นต้น ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆโดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่อาจมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสินค้าชนิดนั้นมากกว่าการส่ง ออกในรูปของวัตถุดิบเช่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตซึ่งอาจทำให้ต้นทุนผลิตลด ต่ำลงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น หรือการนำเอาการวิจัยและพัฒนาที่เคยศึกษาไว้มาต่อยอดในการผลิตเป็น เครื่องจักรและอุปกรณ์หรือเป็นสินค้าเพื่อทำตลาดในเชิงพาณิชย์  การแปรรูปสินค้าโดยนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการแปรรูปสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ผลิตในต่างประเทศ
การผลิตโดยให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินค้า ใน ปัจจุบันกระแสรักษ์โลกทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคตื่นตัวกับการรักษาสิ่ง แวดล้อม ซึ่งการสอดแทรกถึงประเด็นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะช่วยทำให้สินค้ามี ความน่าสนใจดึงดูดผู้ซื้อได้มากขึ้น  เช่น การระบุว่าบรรจุภัณฑ์ทำจากวัสดุรีไซเคิลหรือบรรจุภัณฑ์สามารถย่อยสลายได้โดย ธรรมชาติ รวมไปการระบุข้อความเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้าว่ามีส่วนช่วยลดมลภาวะ เป็นต้น
การค้าขายผ่านระบบ E-commerce ช่วยขยายฐานลูกค้า เป็นการเปิดโอกาสสินค้าสู่ระดับโลกโดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ใน ปัจจุบันระบบการสื่อสารโดยอินเตอร์เน็ตมีความสะดวกรวดเร็วและมีเครือข่าย ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งการมีหน้าร้านหรือมีเวปไซต์ของบริษัทในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้โดยตรง เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและช่วยกระจายสินค้าสู่ตลาดโลกได้อีกทางหนึ่ง
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ จะ ทำให้นักธุรกิจไทยได้พบกับนักธุรกิจต่างชาติที่มีความต้องการสินค้าโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดต่างประเทศหรือต้องการเจาะตลาดใหม่ที่ยัง ไม่มีข้อมูลด้านตลาดในประเทศนั้นๆมากนัก โดยอาจติดต่อขอรายชื่อผู้นำเข้าสินค้าแต่ละชนิดของแต่ละประเทศกับกรมส่ง เสริมการส่งออกเพื่อช่วยให้การนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
โดยสรุป จากทิศทางราคา สินค้าเกษตรและอาหารที่ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูง ประกอบกับเครื่องชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ สะท้อนสัญญาณที่เป็นบวกมากขึ้น ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการทางการคลังและการเงินที่ผ่อนคลาย น่าที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2554 และแม้เชื่อว่าทางการจีนสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Soft Landing ได้ แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากแรงกดดันเงินเฟ้อในจีนและเอเชีย รวมถึงสถานการณ์ของวิกฤตหนี้ในยูโรโซนที่อาจสร้างความผันผวนให้กับกระแสเงิน ทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน จึงเป็นไปได้ว่าภาวะการส่งออกของสินค้า SMEs ไทยในปี 2554 น่าจะยังเติบโตในแดนบวก แต่อาจจะแผ่วตัวลงมาที่ร้อยละ 6-7 จากระดับร้อยละ 10 ในปี 2553 

ข้อมูลโดย : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: