ผวา “ทุนจีน” ทุบเอสเอ็มอี “อี้อูโมเดล” ถล่มผู้ค้ารายย่อย-สำเพ็ง

เอสเอ็มอีไทยรุมต้าน “ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์” หลัง รมช.พาณิชย์ “อลงกรณ์ พลบุตร” ออกโรงหนุนกลุ่มทุนจีนผุดศูนย์ค้าส่งขนาดยักษ์ย่านบางนา กลุ่มเครื่องเรือน-เฟอร์นิเจอร์-สินค้าไลฟ์สไตล์-เครื่องหนัง หวั่น “อี้อูโมเดล” ถล่มธุรกิจไทยพังยับ จี้รัฐบาลเร่งทบทวน ผลได้-ผลเสีย ถ้าผลักดันให้โปรเจ็กต์เดินหน้าต่อ ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยจะไม่มีที่ยืนในตลาด เผยโฉมมิสเตอร์หยาง โต้โผผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มทุนจีน

ข่าวความเคลื่อนไหวในการเข้ามาลงทุน ศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ Thai-China International City หรือ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ (China City Complex) ภายใต้ “อี้อูโมเดล” (Yi Wu Model) ที่มีโนว์ฮาวทางด้านการค้าเชื่อมส่งกันทั่วโลก ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยกับกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ นำโดยบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd บนที่ดิน 60-70 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด ก.ม. 9-10.5 มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,200 ล้านหยวน ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 18 มกราคมนี้ กำลังถูกจับตามองอย่างมากจากผู้ประกอบธุรกิจรายกลางและรายเล็ก หรือเอสเอ็มอีของไทย ขณะเดียวกันเริ่มเกิดกระแสต่อต้านโครงการนี้ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจไทยหวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาลงทุนของ กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ 

ธุรกิจไทยปลุกกระแสต้าน

ในส่วนของความเคลื่อนไหวของภาคเอกชน ขณะนี้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายกลาง ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ แฟชั่น เครื่องหนัง ฯลฯ จำนวนมาก ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลสนับสนุนกลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ย่านบางนา เพราะมองว่าจะส่งผลกระทบทำให้

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสูญเสียตลาด และเสียโอกาสในการแข่งขัน

โดยแหล่งข่าวจากสมาคมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยเปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้ากลุ่ม เดียวกันกับผู้ค้าจีนหวั่นวิตกอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันแม้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของจีนจะยังไม่เข้ามาลงทุนก็แข่งขัน ยากอยู่แล้ว ที่สำคัญจากประสบการณ์ที่มีโอกาสเดินทางไปดูงานในหลายประเทศ รวมทั้งศึกษาข้อมูลด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าจีน พบว่าจะเน้นการลงทุนภายใต้โมเดลเดียวกันกับ China City Complex ไม่ว่าจะเป็น ดรากอนซิตี้ ในเมืองดูไบ ซึ่งที่นั่นแม้ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกไทยโดยตรง แต่ก็ตัดโอกาสผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยในการเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาด

“ที่น่าคิดคือจีนเคยเสนอโครงการลักษณะนี้เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย แต่ปรากฏว่าถูกรัฐบาลอินโดนีเซียปฏิเสธ เพราะอินโดนีเซียมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมาก ทั้งที่ผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง การ์เมนต์ เครื่องประดับ รองเท้า ฯลฯ ซึ่งต้องแข่งขันด้านราคากับจีนในตลาดโลกอยู่แล้ว จึงไม่อยากเปิดให้เข้าไปแย่งตลาดถึงในประเทศ”

จี้ทบทวนผลดี-ผลเสีย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัญหาความได้เปรียบของสินค้าจีนนั้น ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ทราบเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกรณีการผลิตสินค้าจีนที่เหนือกว่าไทยโดยทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ต้นทุนแรงงานถูกกว่า การให้การสนับสนุนจากรัฐบาลที่เหนือกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางด้านภาษีหรืออื่น ๆ ดังนั้นน่าแปลกใจที่กระทรวงพาณิชย์กลับหันมาผลักดันโครงการนี้เสียเอง

“เรื่องนี้อยากให้รัฐบาลทบทวน โดยพิจารณาผลดี ผลเสียให้ชัดเจนกว่านี้ รวมทั้งให้โอกาสด้วยการยืดเวลาให้เอสเอ็มอีไทยได้ตั้งตัว โดยคาดว่าที่หารือกันไว้เร็ว ๆ นี้ กลุ่มผู้ประกอบการหลาย ๆ อุตสาหกรรมจะนัดหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่”

กระทบหนักตั้งแต่ “สำเพ็ง” ยัน “ใบหยก”

ด้านนายพิเชษฐ์ นิธิไพศาลกุล ผู้ประกอบการผู้ผลิตเครื่องหนังส่งออก กล่าวว่า ประเมินดูแล้วโครงการดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในด้านลบมากกว่าบวก และไม่เป็นผลดีกับภาพรวมของการค้าภายในประเทศ ตรงกันข้ามจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งภาคการผลิต และภาคค้าปลีกอย่างรุนแรง เหมือนกับยกตึกใบหยกมาทั้งตึกเข้ามาแข่งขันกับสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่ทำการค้าขายอยู่ในตึกใบหยก ย่านประตูน้ำ เวลานี้

“นอกจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ผลิตจะได้รับผลกระทบแล้ว ผมมองว่าผู้ประกอบการรายย่อยย่านสำเพ็ง โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ ฯลฯ ที่ปัจจุบันเป็นคนไทยบ้าง ต่างชาติบ้าง ที่นำสินค้าจีนเข้ามาจำหน่ายก็จะได้รับผลกระทบด้วย” นายพิเชษฐ์กล่าวย้ำ

หวั่นธุรกิจกว่าแสนล้านบาทเดี้ยง

ด้านนายจิโรจน์ ตั้งกิจงามวงศ์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นการเข้ามาแบบเงียบมาก ชนิดที่ผู้ประกอบการไทยไม่ทันตั้งตัว และผู้ประกอบการผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์น่าจะได้รับผลกระทบแน่นอน

“น่าตกใจมากที่โครงการนี้มาแบบเงียบ ๆ ที่สำคัญคนของเราเป็นคนนำเข้ามา ผมเชื่อว่าคนอีกกว่า 80% ไม่รู้ว่าความตายกำลังมาเยือน อย่างอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ส่งออกมูลค่า 40,000 ล้านบาท และขายในประเทศอีก 40,000 ล้านบาท กระทบแน่นอน ไม่รวม 80,000 ล้าน รวมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท ที่กระทบแน่นอน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ทางสมาคมไม่ปล่อยแน่ และเราอยากให้รัฐบาลออกมาชี้แจง อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะบอกเราได้ว่า มาแล้วเราได้อะไร และเสียอะไร เราเสียมากกว่าได้ หรือได้มากกว่าเสีย และถ้าเสียมากกว่าได้ รัฐบาลควรจะดำเนินมาตรการอะไรต่อไป เพราะอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลก็ไม่ควรที่จะเป็นฝ่ายเปิดบ้านให้จีนเข้ามาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง”

ให้มองต่างมุมเป็นคู่ค้า

ขณะที่นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อย่าให้มองการเข้ามาของโครงการ China City Complex ในลักษณะที่เป็นคู่ค้ามากกว่าคู่แข่ง เพราะในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าตอนนี้ความใหญ่และแรงของจีนเหมือนกระแสที่ เชี่ยวกราก ยากที่ไทยจะต้านได้ อีกทั้งไทยเป็นประเทศการค้าเสรี ประกอบกับไทยมีข้อตกลงเอฟทีจี ไทย-จีน ซึ่งเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันแล้ว จะไปปิดกั้นคงลำบาก

“อยากให้ผู้ประกอบการมองในมุมบวก คือแทนที่จะมองเขาเป็นคู่แข่ง ก็ให้มองเป็นคู่ค้า ตามข้อมูลหากเป็นเรื่องจริงที่จะเขาจะเปิดพื้นที่ให้เรา 30% เราก็เข้าไปและเรียนรู้จากเขา เพราะถ้าเราห้าม เขาก็ไปที่อื่นได้ เราก็ไม่ได้อะไร สินค้าจากประเทศจีนก็ยังมาเหมือนเดิม แต่ถ้าเขามาในรูปแบบที่เป็นทางการเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเขาต้องมีลูกค้าเข้ามาบ้าง ที่เราน่าจะเก็บเกี่ยวและเรียนรู้จากเขาได้” นายวิศิษฎ์กล่าวและว่า ส่วนข้อมูลว่ากลุ่มนี้เป็นใครมาจากไหนนั้นไม่ทราบจริง ๆ เพราะพยายามเช็กเพื่อน ๆ ที่ทำการค้ากับจีนว่า รู้จักกลุ่มทุนกลุ่มนี้หรือเปล่า ก็ไม่มีใครรู้จัก”

รายงานข่าวจากกลุ่มนักธุรกิจจีนในประเทศไทยเปิดเผยว่า มิสเตอร์หยาง หรือนายวิจิตร หยาง เดิมเป็นคนจีนยูนนาน ทำงานให้กับสมาคมไทย-ยูนนาน โดยมีตำแหน่งเป็นรองนายก ต่อมาได้แต่งงานกับผู้หญิงไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวิจิตร หยาง ระหว่างที่เป็นรองนายกสมาคมได้มีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล ทางสมาคมจึงได้เชิญออก นายวิจิตร หยาง จึงได้มาจดตั้งสมาคมของตัวเอง ภายใต้ชื่อสมาคมส่งเสริมธนกิจ อาเซียนจีน และแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกสมาคม หลังจากนั้นก็ใช้ชื่อสมาคมในการทำธุรกิจ จนมารู้จัก นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพอไปดูงานที่อี้อู โมเดล จนกลายเป็นที่มาของโครงการไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์

“เท่าที่ดู นายวิจิตร หยาง ไม่น่าจะมีเงินทุนเพื่อซื้อที่ดินได้มูลค่าสูงขนาดนี้ จากที่ประเมินคาดว่าน่าจะเป็นการตีฆ้องร้องป่าวหาผู้ร่วมทุน เพื่อผลักดันโครงการให้เกิด ทางรัฐบาลไทยน่าจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้” แหล่งข่าวกล่าว

เดินหน้าก่อสร้างแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ แบ่งโครงการเป็น 2 เฟส เฟสที่ 1 ใช้เงินลงทุน 1,500 ล้านหยวน นำร่องก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า 500,000-700,000 ตร.ม. เริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2554 เปิดให้บริการไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2555 โดยจะเปิดให้เช่าพื้นที่ขายสินค้ารวมกว่า 10,000 ร้าน แบ่งสัดส่วนร้านสินค้าไทย 30% และจีน 70% มี 7 หมวด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ, อะไหล่รถยนต์, ของตกแต่งบ้าน, ของเล่นและสินค้าไลฟ์สไตล์, อาหาร และสินค้าแปรรูป จากนั้นจะขยายเฟสที่ 2 ต่อย้ายฐานโรงงานผลิตสินค้าเข้ามาอยู่ภายในโครงการ

ล่าสุดในช่วงเย็นวันที่ 17 มกราคม 2554 ทางผู้ลงทุนได้กำหนดเข้าไปล้อมรั้วแปลงที่ดินที่จะพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะอยู่บนถนนบางนา-ตราด ระหว่างกิโลเมตรที่ 9-10.5 เบื้องต้นกลุ่มทุนชาวจีนที่จะเข้ามาลงทุนโครงการไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ คือนายต่ง ห่ง ฉี (TONG HONG QI) ซึ่งเป็นนักธุรกิจจากประเทศจีน ประกอบธุรกิจหลายอย่าง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ จิวเวลรี่ ฯลฯ ตั้งใจจะพัฒนาให้เป็นศูนย์ค้าส่งและกระจายสินค้าขนาดใหญ่ในอาเซียน ที่ประกอบด้วยสินค้าจากจีน ไทย และอาเซียน โดยเป็นการนำเอาโมเดลหรือรูปแบบโครงการศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ของเมืองอี้อู (Yiwu) มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) หรือ “อี้อู โมเดล” มาปรับใช้

ที่มา: wiseknow
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: