ธุรกิจเอสเอ็มอี : ปรับตัวอย่างไร…ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันขาขึ้น

ใน ปี 2554 แม้ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็คาดว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าจ้างแรงงานที่ภาครัฐได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปเมื่อต้นเดือน มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเอง ก็มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามปัจจัยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาวัตถุดิบในภาคการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งวัตถุดิบจากภาคเกษตรและวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่จะปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมในปี 2554 ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายๆประเภท ที่สำคัญคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อค่าขนส่ง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะค่าขนส่งถือเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูง ในโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้า ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันภาครัฐจะมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ทั้งรถกระบะ ปิกอัพและรถบรรทุก เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าที่จะขยับขึ้นตามต้นทุนการขนส่ง อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ทั้งในปี 2554 และปี 2555 อาจทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซล ไม่สามารถตรึงไว้ในระดับที่ต้องการได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นต้องหามาตรการรองรับ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต
น้ำมันถือเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญ ต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ทั้งใช้เป็นพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคการขนส่ง ทั้งนี้จากโครงสร้างการใช้พลังงานจำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานปี 2552) พบว่า ภาคขนส่งใช้พลังงานสูงที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.2 รองลงมาได้แก่ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตร้อยละ 35.7 ภาคครัวเรือนที่พักอาศัยร้อยละ 15.1 ภาคธุรกิจการค้าร้อยละ 7.4 ภาคเกษตรกรรมร้อยละ 5.2 และเหมืองแร่ร้อยละ 0.2
ในขณะเดียวกัน หากจำแนกพลังงานที่ใช้ในภาคการขนส่งตามชนิดของพลังงานในปี 2552  พบว่า ปริมาณการใช้พลังงานในภาคขนส่งส่วนใหญ่ร้อยละ 47.5 เป็นการใช้พลังงานในส่วนของน้ำมันดีเซล ซึ่งถูกใช้ในรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ อาทิ รถกระบะ ปิกอัพ รถบรรทุก และรถโดยสารประจำทาง รองลงมาได้แก่ น้ำมันเบนซิน สัดส่วนร้อยละ 23.0 น้ำมันเครื่องบินร้อยละ 15.0 น้ำมันเตาร้อยละ 6.1 ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV)ร้อยละ 5.2 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)ร้อยละ 3.2

การใช้พลังงาน จำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ ปี 2552 การใช้พลังงานในสาขาการขนส่ง จำแนกตามประเภทพลังงาน ปี 2552
เป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2553 เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เทียบกับระดับเฉลี่ย 61.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในปี 2552 สำหรับช่วงปี 2554 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อ เทียบกับปี 2553 และทิศทางดังกล่าว คาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2555 ทั้งนี้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ได้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปี 2554 จะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 85-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และระดับราคาจะเพิ่มเป็นเฉลี่ย 95-110 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลในปี 2555 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จาก ปัจจัยภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2554 ที่ยังคงเติบโต กระตุ้นความต้องการบริโภคพลังงานในส่วนของน้ำมันให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยภูมิภาคเอเชียอาทิ จีน อินเดีย และอาเซียนจะมีการบริโภคน้ำมันในอัตราเติบโตที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) คาดว่าปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันดิบของโลกในปี 2554 จะอยู่ที่ประมาณ 88.8 ล้านบาร์เรล/วัน ส่วนปริมาณการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 88.1 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปี 2554 เคลื่อนไหวในทิศทางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โอเปกคงปริมาณการผลิตน้ำมัน ที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก 12 ประเทศ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2553 ที่ กรุงกีโต เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ได้ประกาศคงระดับการผลิตน้ำมัน ไว้ระดับเดิมที่ 24.8 ล้านบาร์เรลต่อวันและจะยังคงปริมาณการผลิตไว้ในระดับนี้ต่อไป แม้ว่าราคาน้ำมันจะเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในปัจจุบัน ซึ่งสวนทางกับปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันของโลกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อ เนื่อง
กองทุนเก็งกำไรเข้ามาลงทุนในตลาดน้ำมัน ปัจจุบันกองทุนเก็งกำไรหรือเฮดจ์ฟันด์ ได้หันมาเก็งกำไรสินค้าน้ำมัน ด้วยการทำสัญญาซื้อน้ำมันดิบมากถึง 170 ล้านบาร์เรล สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 120-130 ล้านบาร์เรล เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2554 จะเติบโตต่อเนื่อง จึงผลักดันให้เกิดความต้องการน้ำมันเทียมขึ้นเป็นจำนวนมาก และคาดว่า การเข้าซื้อน้ำมันของบรรดากองทุนต่างๆเพื่อการเก็งกำไร จะยังคงมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น
จากการที่ภาครัฐของไทย มีมาตรการตรึงราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ด้วยการนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯจำนวน 5,000 ล้านบาทมาตรึงราคาไว้ เพื่อช่วยเหลือทางด้านต้นทุนให้กับผู้ใช้น้ำมันโดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าต่างๆ  เนื่องจากน้ำมันดีเซล ซึ่งถูกใช้ประมาณร้อยละ 47.5 ของปริมาณความต้องการใช้พลังงาน ในภาคคมนาคมขนส่งทั้งหมด หากภาระค่าใช้จ่ายจากต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจจะผลักภาระต้นทุนดังกล่าวลงไปในราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในท้ายที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อวงเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ที่ภาครัฐอนุมัติไว้เดิม 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตรึงราคาน้ำมันดีเซล บี3  และบี5 ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ที่อาจไม่เพียงพอ ซึ่งหลังจากนั้น คงต้องติดตามต่อไปว่าภาครัฐจะมีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันในรูปแบบใด ระหว่างการขออนุมัติวงเงินจากกองทุนน้ำมันฯเพิ่มเติม หรืออาจเลือกวิธีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อฐานะการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในอนาคต เพราะมีการประเมินกันว่าภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ลดลงทุกๆ 1บาท จะส่งผลกระทบต่อรายได้การจัดเก็บที่ลดลงถึงประมาณ 18,000 ล้านบาท และหากราคาน้ำมันดีเซลจำเป็นต้องปรับขึ้นไป ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเอศเอ็มอี ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลในภาคการขนส่งตามไปด้วย
ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระดับที่สูงกว่าผู้ประกอบการราย ใหญ่ ซึ่งมีการผลิตและจำหน่ายสินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพ ต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วยถูกลง และด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าทำให้สามารถวางระบบการขนส่งที่ทันสมัย มีศูนย์กระจายสินค้าหลายแห่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ ดังนั้น หนทางอยู่รอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้สถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นก็คือ การควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายภาคการขนส่งให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นในระดับที่จะไม่ ส่งผลต่อการดำเนินงาน เพื่อให้ธุรกิจยังคงมีศักยภาพแข่งขันในตลาดได้ต่อไป ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานในภาคขนส่ง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการลดต้นทุนค่าขนส่ง ก็อาจปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆที่ราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งภาครัฐเองก็ยังคงมีนโยบายในการอุดหนุนทางด้านราคาพลังงาน อาทิ ก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติ(NGV) อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญก็คือ ปั๊มก๊าซNGV ที่ยังไม่กระจายตัวไปในภูมิภาคต่างๆอย่างทั่วถึง ฉะนั้น หากสามารถผลักดันให้มีการเพิ่มจำนวนสถานีบริการก๊าซNGVเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้
การปรับเปลี่ยนรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานมาก โดยปกติ รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานไปสักระยะ จะเกิดความเสื่อมและสึกหรอของเครื่องยนต์ ซึ่งนอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทางด้านการซ่อมแซม และบำรุงรักษาสภาพเครื่องยนต์แล้ว รถยนต์ที่มีสภาพเก่ายังมีความสิ้นเปลืองทางด้านพลังงานที่ใช้มากกว่ารถยนต์ ใหม่อีกด้วย ฉะนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมทางด้านงบประมาณ ก็ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนรถยนต์ และใช้ช่วงเวลานี้ เลือกรถยนต์รุ่นที่ติดตั้งระบบเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกอาทิ ก๊าซNGV จากโรงงาน เพื่อลดปัญหาความยุ่งยากในการติดตั้งภายหลัง
การคัดเลือกประเภทยานพาหนะที่ใช้ขนส่ง การขนส่งสินค้า ควรเลือกที่เหมาะสมกับปริมาณสินค้าที่จะขนส่ง หากมีปริมาณน้อยก็ควรเลือกเป็นรถกระบะ หรือหากมีปริมาณมากก็ควรใช้เป็นรถ 6 ล้อหรือ 10 ล้อ แทนจะดีกว่าการใช้รถกระบะ 2 คัน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
การปรับรูปแบบการขนส่ง ที่ผ่านมา การขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังผู้ซื้อ มักจะพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก เนื่องจากมีเครือข่ายถนนหนทางที่กระจายไปยังสถานที่ต่างๆ ครอบคลุมทุกพื้นที่ทำให้เกิดความสะดวก สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง ผู้ประกอบการอาจมีการวางแผนการขนส่งรูปแบบอื่นๆผสมผสานกัน อาทิ การขนส่งทางน้ำและการขนส่งทางรางรถไฟ ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งต่ำกว่า และสามารถขนส่งได้ครั้งละมากๆ แต่อาจไม่สะดวกทางด้านเส้นทางขนส่งที่ไปได้ไม่ถึงผู้ซื้อโดยตรง แต่อาจแก้ไขได้ด้วยการขนส่งไปยังจุดที่ใกล้ที่สุดแล้วจึงใช้ระบบการขนส่งทาง ถนนเข้ามารับช่วงต่อ
การวางแผนการขนส่งให้สอดคล้องกับสถานที่ตั้งของลูกค้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควรมีการวางแผนการขนส่งสินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีจำนวนมากและ กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ โดยควรมีการวางแผนการขนส่งสินค้า ไปยังกลุ่มลูกค้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อจะได้บรรทุกสินค้าครั้งละมากๆเต็มศักยภาพของพื้นที่บรรทุก เพื่อให้ต้นทุนขนส่งเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำลง
การวางแผนขนส่งทั้งขาไปและขากลับ โดยปกติ การจัดส่งสินค้าโดยทั่วไป เมื่อขนส่งสินค้าถึงผู้ซื้อแล้ว รถบรรทุกสินค้าก็จะวิ่งกลับมายังโรงงานโดยมิได้บรรทุกสิ่งของกลับมา ทำให้เกิดต้นทุนที่สูญเปล่า ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของการขนส่งสูงสุด ซึ่งอาจจะใช้พื้นที่บรรทุกในช่วงขากลับ ไปบรรทุกวัตถุดิบในเส้นทางใกล้เคียงกลับมายังโรงงาน
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้พอสมควร อาทิ บรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบา หรือมีรูปทรงที่เหมาะสมกับพื้นที่การบรรทุกของยานพาหนะที่ใช้ จะช่วยในการลดต้นทุนวัตถุดิบ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้เป็นอย่างดี
การส่งเสริมใช้เทคโนโลยีในภาคการขนส่ง อาทิ การติดตั้งระบบจีพีเอส เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเดินรถว่าจะใช้เส้นทางใดในระยะสั้นที่สุด หรือเพื่อป้องกันการหลงทาง รวมถึงการตรวจสอบระยะทางรวมที่ใช้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำรถไปใช้นอกเส้นทาง หรือมีการทุจริตน้ำมัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพของการขนส่ง และลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ ประการสำคัญ ระบบจีพีเอส ยังช่วยวางแผนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจร ทำให้การส่งสินค้าไปยังที่หมายเป็นไปตามเวลาที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้ามากขึ้น
การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงานหรือคลังสินค้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขยาย หรือย้ายโรงงานหรือคลังสินค้าแห่งใหม่ ควรเลือกทำเลในจุดที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือใกล้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้การขนส่งวัตถุดิบและสินค้ามีระยะทางที่ใกล้ ช่วยให้ต้นทุนขนส่งลดลงได้
กล่าวโดยสรุปแล้ว การดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นต้องมีการปรับตัว ด้วยวิธีการลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่มีความสำคัญ และเป็นปัจจัยประกอบที่มีผลต่อความสามารถด้านการแข่งขันของธุรกิจ เพราะธุรกิจที่มีต้นทุนการดำเนินการต่ำ ย่อมจะสามารถใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการได้มาก ขึ้น หรือหากแม้ว่าจะไม่สามารถลดราคาสินค้าลงได้ ก็ยังสามารถตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำลังซื้อของผู้ซื้อได้ ในขณะเดียวกัน การลดต้นทุนค่าขนส่งหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างผลกำไรและความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว ทั้งนี้ การหาหนทางลดต้นทุนค่าขนส่ง นับเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงเวลานี้ เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นไปจากระดับปัจจุบัน อีกมากน้อยเพียงใด ในขณะที่ภาครัฐเอง ก็มีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ที่จะนำมาใช้พยุงราคาน้ำมันในประเทศในระยะยาว

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: