แนวโน้มการค้าเอสเอ็มอีไทยกับจีนปี 2554

ท่ามกลาง ความเสี่ยงอันเกิดจากทิศทางการฟื้นตัวที่อ่อนแอของประเทศพัฒนาแล้ว ความผันผวนของการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ในบางประเทศ ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าที่คาดว่าจะเข้มข้นขึ้นในปี 2554  จีนน่าจะยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-11 ของมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวม เพราะภายใต้นโยบายเศรษฐกิจของจีนในอนาคตที่จะเน้นการกระจายรายได้ และให้ความสำคัญกับการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ประกอบกับทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งแม้จะต้องเผชิญกับปัญหา เงินเฟ้อ ที่อาจมีผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอตัวลงบ้างในปี 2554  แต่ก็คาดว่าทางการจีนจะสามารถบริหารจัดการได้และเศรษฐกิจยังคงขับเคลื่อนต่อ ไป

ขณะที่ทางการไทยก็มีแผนการผลักดัน การส่งออกในปี 2554 ด้วยการเน้นการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องใน การผลักดันการส่งออก  โดยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ให้มีโอกาสเข้าสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น  ซึ่งจีนก็เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่คาดว่าจะได้รับความสำคัญในการบุกเจาะตลาด เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากตลาดอาเซียน อินเดีย และรัสเซีย  ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีในปี 2554 เพื่อทดแทนตลาดหลักที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงและมีความเปราะบางสู
ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกไทยไปจีนในปี 2553 จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 25 (ในรูปเงินบาท)  แต่อาจจะแผ่วตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10-12 ในปี 2554 อันเนื่องมาจากฐานเปรียบเทียบที่ค่อนข้างสูงในปี 2553 และเป็นไปได้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปจีนของกลุ่มเอสเอ็มอีจะสามารถ ก้าวสู่ระดับ 170,000 ล้านบาทในปี 2553 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 27   และแม้ว่าอาจจะชะลอตัวลงมาที่ร้อยละ 15-17 ในปี 2554  แต่ก็คาดว่าน่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่  200,000 ล้านบาทได้ ทั้งนี้ เอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มที่เริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการผลักดันการขยายตลาด ส่งออกของไทยไปจีน โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมของไทยไปจีน และมักจะมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยสูงกว่าการเติบโตของมูลค่าการส่งออกโดย รวมที่ไทยส่งไปยังจีนในแต่ละปี

ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าไปยังจีนสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่และเอสเอ็มอีมีความแตก ต่างกันพอสมควร โดยสินค้าที่ครองสัดส่วนสูงสำหรับในกลุ่มรายใหญ่คือสินค้ากลุ่มพิกัด 84 เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ พิกัด 40  ยางและของทำด้วยยาง และพิกัด 85 เช่นแผงวงจรไฟฟ้า ส่วนการส่งออกของเอสเอ็มอีไปจีนนั้นพบว่า สินค้าที่สำคัญในลำดับแรกเป็นสินค้าในกลุ่ม Primary Products อันได้แก่ พิกัด 40 ยางและของทำด้วยยาง (สัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของมูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไปจีนทั้งหมด) ตามมาด้วยสินค้าพลาสติกและผลิตภัณฑ์ และมันสำปะหลัง ซึ่งก็น่าจะยังเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตต่อเนื่องในปี 2554 สำหรับสินค้าอื่นๆที่น่าสนใจก็ได้แก่ สินค้าในหมวดอาหารสัตว์ และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรประเภทพืชผัก เป็นต้นศักยภาพของสินค้าเอสเอ็มอีไทยในตลาดจีน

จุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness)
ผู้ ประกอบการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าต่างชาติในลักษณะที่หลากหลาย และมีวัสดุ/วัตถุดิบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสรรผลิตภัณฑ์ได้ในหลากหลายมิติ
ใน ปัจจุบันมีการนำภูมิปัญญาและศิลปะที่มีลักษณะทันสมัยมาประสานกับงานศิลปะใน ลักษณะดั้งเดิม ทำให้เกิดสินค้าและงานศิลปหัตถกรรมในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่ๆได้เป็นอย่างดี เช่นกลุ่มที่ต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% เป็นต้น
แรงงาน ไทยมีความสามารถในการออกแบบ มีฝีมือในการผลิตและมีความประณีต ทำให้ผลงานในลักษณะเดียวกันที่ออกสู่ตลาดโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆโดย เฉพาะคู่แข่งจากจีนแล้ว ผลิตภัณฑ์ของไทยมีความโดดเด่นกว่าและมีคุณภาพดีกว่าพอสมควร
วัตถุดิบ ที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าส่วนใหญ่ ยังคงสามารถหาได้จากหลายจังหวัดในประเทศไทย หรือจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น ลาว ส่งผลให้การผลิตของผู้ประกอบการไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดปัญหาวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ
การ บริหารจัดการองค์กรของธุรกิจในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ยังขาดความคล่องตัวและอาศัยบุคลากรเพียงคนเดียวคือเจ้าของกิจการมากเกินไป จึงทำให้การกำหนดนโยบายการแข่งขันอาจไม่ครอบคลุมหรือหลากหลายนัก ประกอบกับสภาพข้อจำกัดทางการเงิน ส่งผลให้การขยายกิจการหรือขยายการผลิตทำได้ไม่รวดเร็ว และการตัดสินใจที่จะสร้างตลาดเป้าหมายใหม่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ และส่งผลต่อเนื่องกับโอกาสทางการตลาดได้
ผู้ ประกอบการ SMEs ไทยบางรายยังไม่เข้าใจรสนิยม กำลังซื้อ และความต้องการที่แท้จริงของตลาดจีน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตในจีนได้เท่าที่ควร รวมทั้งผู้ประกอบการยังไม่กล้าเข้าไปทำการตลาดในต่างประเทศด้วยตนเอง ดังนั้น การผลิตของไทยจึงยังเน้นไปที่การรับจ้างผลิตตามคำสั่ง (OEM)เป็นส่วนใหญ่
การ มีปริมาณสินค้าที่ล้นตลาดและไม่ได้มาตรฐาน อันเป็นผลมาจากการที่มีผู้ประกอบการรายใหม่ขนาดเล็กเข้ามาเรื่อยๆ และมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะจำหน่ายต่างประเทศ ทำให้คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ และงานออกมาไม่ต่อเนื่อง
เทคโนโลยี ในการผลิตของ SMEs ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก เนื่องจากมีต้นทุนไม่มากพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมก็อาจมีการทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคคนจีนสมัยใหม่ที่ภาครัฐกำลังเร่งผลัก ดันนโยบายรักษ์สิ่งแวดล้อม
โอกาส (Opportunities) อุปสรรค (Threats)
จาก การเปิดเสรีการค้ากับจีนภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ASEAN-China FTA หรือ ACFTA ส่งผลให้ภาษีศุลกากรขาเข้าของจีนส่วนใหญ่ลดลงเหลืออัตราศูนย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 จึงมีโอกาสที่จะเกิดการขยายตัวทางการค้ากับจีนมากขึ้น
จาก การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สามารถช่วยให้ระบบห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) มีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ/ภาษี ก็จะลดลงเรื่อยๆในอนาคต ทำให้การผลิตของไทยมีโอกาสได้เปรียบเชิงแข่งขันมากขึ้น
มี หน่วยงานจากภาครัฐบาลให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs อย่างเป็นระบบมากขึ้น ในด้านการต่อยอดทางเทคโนโลยี การวิจัยผลิตภัณฑ์ การตลาด และความรู้อื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ
มี หน่วยงานที่ให้แหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่ม มากขึ้น ทำให้การเข้าถึงแหล่งการเงินทำได้ง่ายมากขึ้น       ระบบ การขนส่ง (Logistic) ในภูมิภาคเพื่อนำสินค้าไปยังตลาดจีนมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการขนส่งทางทะเล หรือทางแม่น้ำโขง หรือขนส่งทางบกโดยผ่านประเทศลาว ทั้งสาย R3A และ R9 ซึ่งต้องผ่านเวียดนามก่อน เป็นต้น ตลอดจนการขนส่งทางอากาศ ก็ได้มีเที่ยวบินตรงระหว่างไทยกับหลายมณฑลของจีน เช่น เสฉวน เป็นต้น ซึ่งนับเป็นปัจจัยเอื้อให้มีช่องทางในการขนส่งไปตลาดจีนมากขึ้น
เศรษฐกิจ จีนยังคงพัฒนาต่อไป ประชาชนยังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง รวมทั้งคนจีนรุ่นใหม่มีความทันสมัย และได้ติดต่อ/เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น ผู้บริโภคจีนจึงยังมีความต้องการที่จะบริโภคสินค้านำเข้าต่อไป
ตลาดจีนมีการแข่งขันสูงมาก ทั้งสินค้าที่ผลิตในจีนเองและสินค้าที่ผลิตจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก
ผู้ ประกอบการรายใหญ่คงความได้เปรียบโดยเฉพาะในด้านการเงินคือมีสายป่านที่ยาว สอดคล้องกับการขายในระดับห้างสรรพสินค้าที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง และรอบระยะเวลาเบิกเงินที่ยาวนาน ส่งผลให้รูปแบบของธุรกิจที่ขายตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงของ กลุ่ม SMEs ทำได้ยากมากขึ้น
ปัญหา การลอกเลียนแบบ นับเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบหวั่นเกรงกันมาก เพราะเมื่อสินค้าออกแบบใหม่วางจำหน่ายในตลาดจีน ก็อาจจะถูกลอกเลียนแบบ และนำมาขายตัดราคา ส่งผลให้ตำแหน่งของผลิตภัณฑ์มีโอกาสลดต่ำลงในสายตาของผู้บริโภค
อุปสรรค ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) แม้ว่าจะไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษีหลังมีความตกลง ACFTA หากแต่ยังมีอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ เช่น ด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนของจีน และแตกต่างกับไทย เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหม่ที่เพิ่งมีการปฏิรูปและเปิดประเทศเพียงแค่ 30 กว่าปี (เริ่มปี 1979) และเพิ่งเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2544 จึงทำให้ภาครัฐยังมีบทบาทแทรกแซงในด้านกฎระเบียบสูง ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมไปถึงการออกกฎระเบียบต่างๆ จำนวนมากและมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย
ด้าน การสื่อสารภาษาจีนกลาง ในการติดต่อและค้าขายเพื่อเจาะตลาดจีน จำเป็นต้องสื่อสารด้วยภาษาจีนกลางเป็นหลัก แม้ว่าจะมีชาวจีนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้มากขึ้น แต่ชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงมีข้อจำกัดในการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงต้องใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสาร ส่งผลให้เป็นอุปสรรคในการเจรจาธุรกิจกับฝ่ายจีน แม้ว่าจะสามารถจ้างล่ามภาษาจีนกลางเพื่อบรรเทาปัญหานี้แล้วก็ตาม

ข้อเสนอแนะ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจทำการค้ากับจีน และต้องการสร้างโอกาสทางการแข่งขันควรมีแนวทางในการดำเนินการดังนี้
1. การพัฒนาสินค้าของไทยที่จะส่งออกไปตลาดจีน เพื่อวางตำแหน่งสินค้าของไทยในตลาดกลางถึงบน จำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆดังนี้
การส่งเสริมการสร้างตราสินค้า ใน โลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง หากบริษัทใดไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความโดดเด่นของสินค้า ก็จะไม่สามารถที่จะอยู่รอดต่อไปได้ โดยเฉพาะการพัฒนาตราสินค้าของตนเอง และจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณและการคิดค้นในเรื่องการออกแบบและส่งเสริม ตราสินค้าของตนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การสร้างตราสินค้าในประเทศจีนเป็นสิ่งที่ท้าทายและไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเลียนแบบรูปแบบการบริโภคของฮ่องกง หรือมณฑลชายฝั่ง เช่น เซี่ยงไฮ้ ดังนั้น อาจจำเป็นที่จะต้องไปเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในมณฑลแนวหน้าดังกล่าว โดยควรใช้ชื่อที่สะท้อนความเป็นไทย หรือความเป็นสากล แต่สามารถแปลเป็นภาษาจีนแล้วเป็นคำที่เป็นมงคล  ซึ่งหากสามารถสร้างสร้างตราสินค้าได้สำเร็จ ย่อมมีส่วนช่วยในการสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ในตัวสินค้าในระยะยาว
การสร้างมูลค่า การเพิ่มมูลค่าและการรักษามูลค่า นอกจาก นี้ การสร้างคุณค่า (Value creation) ให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรม รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าทางเทคโนโลยี จะเป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างสินค้าและทำให้สามารถแข่งขันได้ รวมไปถึงการพัฒนาคิดค้นเทคโนโลยีในการผลิตเฉพาะตัว เพื่อให้สินค้ามีความแปลก โดดเด่น โดยจะต้องไม่ละทิ้งมูลค่าทางวัฒนธรรมของสินค้าหรือวัสดุที่นำมาใช้
การเข้าใจถึงจิตใจและสนองตลาดกลุ่มเป้าหมาย (Niche Market) เพื่อ เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรวจและศึกษารสนิยมเฉพาะกลุ่มอย่างเจาะลึก เช่น การผลิตสินค้าที่มีความเป็นตะวันตกเพื่อสนองหนุ่มสาวจีนวัยรุ่นที่ตามกระแส ตะวันตก หรือผลิตภัณฑ์แนวตะวันออกหรือมีนัยยะทางศาสนา เพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุที่มีฐานะในจีน เป็นต้น ทั้งนี้จากการที่ประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ ลักษณะประชากร รสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละมณฑล  ทำให้การเลือกส่วนของตลาดในแต่ละพื้นที่เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ผู้ ประกอบการ SMEs ไทยสามารถแข่งขันได้ ซึ่งกลุ่มที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรให้ความสำคัญได้แก่กลุ่มคนทำงานในระดับกลางขึ้นไป ตลอดจนกลุ่มนักท่องเที่ยว และกลุ่มหนุ่มสาวจีนรุ่นใหม่ที่มักจะนิยมงานดีไซน์และคุณภาพของชิ้นงาน
การเน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับ เป็นประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคคนจีนรุ่นใหม่ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่สร้างภาวะโลกร้อน เริ่มได้รับความนิยมในประเทศจีนมากขึ้น ประกอบกับกฎระเบียบและนโยบายของรัฐบาลจีนที่จะมุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม เช่น การห้ามแจกบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกในร้านค้า กระแส “Going Green” ในประเทศจีนเริ่มกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภคจีนในกลุ่มที่รายได้ระดับกลางถึง สูง
การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งจีน หรือสร้างสิ่งที่สามารถดึงดูดลูกค้า สร้างสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในตัวผลิตภัณฑ์ เนื่องจากแรงงานไทยมีฝีมือที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น จึงควรสร้างจุดเด่นจากสิ่งเหล่านั้น
2. จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีบุคลากรผู้ซึ่งมีความสามารถ และทักษะในการใช้ภาษาจีน เพื่อเป็นฝ่ายประสานงานขาย และสื่อสารกับลูกค้า
3. ก่อนนำสินค้าเข้าประเทศจีน ต้องดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับหน่วยงานภาครัฐของจีนให้แล้ว เสร็จโดยผ่านบริษัทตัวแทนด้านกฎหมาย และอาจจะต้องศึกษาด้วยว่าการจดทะเบียนดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง  เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหากไปวางจำหน่ายต่างมณฑลอาจจะต้องมีการดำเนินการจด ทะเบียนใหม่
4. ศึกษาข้อมูลด้วยตนเองผ่านช่องทางต่างๆ และขอข้อมูลจากคู่ค้าเกี่ยวกับกฎระเบียบการนำเข้าทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและ เอกสารรับรองต่างๆก่อนดำเนินการขายจริง
5. สรุปข้อตกลงทางการค้า ราคาสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบ ชำระเงิน และอื่นๆให้เป็นที่เข้าใจตรงกันระหว่างบริษัทฯกับลูกค้าก่อน เพื่อลดความเสียหาย และความขัดแย้งที่อาจจะตามมา ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมากกับคู่ค้าคนจีน
6. ควรกำหนดนโยบายการขายและมีการสื่อสารให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน  โดยควรให้ลูกค้านำเสนอแผนการตลาดและการขายให้ทางบริษัทพิจารณาควบคู่ด้วย นอกจากนี้ ควรมีการทำความเข้าใจอย่างชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งสินค้าไทยควรจะวางตำแหน่งเป็นสินค้าในระดับกลางถึงบน  เพราะหากเป็นสินค้าในระดับล่าง อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับสินค้าที่จีนผลิตเองซึ่งราคาถูกกว่ามาก  มิเช่นนั้นบริษัทอาจประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าลอกเลียนแบบของ ผู้ผลิตท้องถิ่นได้ในอนาคต
7. เมื่อเริ่มทำการซื้อขายกับผู้ประกอบการคนจีน ควรมีการลงพื้นที่สำรวจกิจการ เยี่ยมชมรูปแบบการจัดจำหน่าย และกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์แล้ว ยังจะได้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของคู่ค้าด้วยว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการเจรจาในอนาคต และเพื่อไม่ให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจร่วมกันด้วย
8. สำหรับการส่งเสริมการขายนั้นควรใช้สื่อโฆษณาที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายวิธี  แต่ทั้งนี้การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายชาวจีนด้วยภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้ผลมาก นัก จึงจำเป็นต้องทำการสื่อสารด้วยภาษาจีนเท่านั้น

นอกจากนี้ การส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ในประเทศจีนสามารถเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ ตัวอย่าง เช่น การส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
9. ควรมีการรวมกลุ่มวิสาหกิจของผู้ประกอบการที่ความชำนาญเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มการแปรรูปสินค้าผักและผลไม้ หรือกลุ่มการแปรรูปสินค้าหัตถกรรม  เพื่อให้เกิดผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น และมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ตลอดจนเกิดเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากผู้ประกอบการ SMEs มีทรัพยากรการผลิตหรือให้บริการที่ค่อนข้างจำกัด  นอกจากนี้ การควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะด้านวัสดุที่ใช้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพิ่มขึ้นตามลำดับ
10. การสร้างพันธมิตรด้านกลยุทธ์ (Strategic Alliances) และช่องทางการจำหน่ายสินค้าในจีน เนื่องจากผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจรเองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใน ประเทศ หรือการหาพันธมิตรฝ่ายจีนที่มีความชำนาญในแต่ละด้านจะเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ สำหรับกลยุทธ์สร้างพันธมิตรในจีนเพื่อช่วยในเรื่องของช่องทางการจำหน่าย สินค้าจากไทยในตลาดจีน ได้แก่
การนำเข้าโดยตัวแทนนำเข้าจีน หรือ หุ้นส่วนจีน โดยที่ผู้ประกอบการไทยจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบด้านการผลิต การออกแบบและจำหน่ายสินค้าจากประเทศไทย ส่วนเรื่องการนำเข้า การชำระภาษีต่างๆที่เกี่ยวข้องในประเทศจีน ตลอดจนกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าในร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าในจีน ให้ถือเป็นหน้าที่ของพันธมิตรฝ่ายจีนที่จะต้องดำเนินการ อย่างไรก็ดี อาจมีปัญหาพอสมควรว่าจะสามารถจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีนได้อย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร จะไว้เนื้อเชื่อใจกันได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาการสื่อสารระหว่างกันด้วย แม้ปัจจุบันผู้นำเข้าของจีนที่พูดภาษาไทยได้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นแล้วก็ตาม ทั้งนี้การเลือกแนวทางนี้ ผู้ประกอบการไทยกับตัวแทนนำเข้าต้องเป็นหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน มีการติดต่อประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต รสนิยม พฤติกรรมผู้ซื้อชาวจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป
การวางจำหน่ายในศูนย์กระจายสินค้าไทยในบางเมืองของจีน โดยผู้ประกอบการไทยต้องอาศัยข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของไทย ทั้งในส่วนของสถานทูตและสถานกงสุลไทย ตลอดจนสำนักงานการค้าต่างประเทศที่ตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญของจีน เช่นสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู  สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าไทยในบางเมือง เช่น นครหนานหนิง หรือนครคุนหมิง เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเช่าพื้นที่เพื่อแสดงสินค้า และเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ จะเป็นผู้จัดการในด้านการนำสินค้าไปวางจำหน่ายในศูนย์ฯดังกล่าวต่อไป  โดยแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่าย ลดความเสี่ยง และสามารถควบคุมปริมาณการผลิตสินค้าได้ง่าย อย่างไรก็ตาม อาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรในการจดทะเบียนบริษัทในจีน และการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษากฎหมายเพื่อดำเนินการ ตลอดจนต้องมีความชำนาญด้านศุลกากรด้วย  และหากผู้ประกอบไทยไม่สามารถเดินทางไปดูแลกิจการได้เอง ก็จำเป็นต้องจ้างคนจีนมาดูแลร้าน ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงพอสมควร
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศจีน จีน เป็นประเทศหนึ่งที่มีการจัดงานแสดงสินค้าค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของจีนที่มักมีการจัดงานแสดงสินค้าเกือบทุกเดือน ซึ่งการติดตามหน่วยราชการไทยไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้านับเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่จะได้ทดลองนำสินค้าไปแสดงและวางจำหน่าย เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทย และจะได้พบผู้บริโภคชาวจีนโดยตรง และอาจจะมีโอกาสพบปะและเจรจาธุรกิจกับฝ่ายจีนด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องพึ่งภาครัฐในการดำนินการค่อนข้างสูง และอาจจะมีปัญหาด้านการสื่อสาร จึงจำเป็นต้องว่าจ้างล่ามในระดับมืออาชีพเพื่อช่วย นอกจากนี้ ผู้ขายฝ่ายไทยที่ไปออกงานแสดงสินค้าส่วนใหญ่มักพึงพอใจเพียงสามารถขายปลีก ได้หมดในงาน แต่ไม่ได้คิดว่าจะสานต่อธุรกิจในประเทศจีน ก็อาจทำให้เสียโอกาสพอสมควร
เชิญฝ่ายจีนที่สนใจนำเข้าสินค้าไทยมาเยือนไทย การเชิญผู้สนใจฝ่ายจีนที่จะนำเข้าสินค้าจากไทย (Buyers) มาเลือกสินค้าในประเทศไทย หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่มีการจัดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งงานแสดงสินค้า (Trade Fair) ของไทยหลายงานมีชื่อเสียงระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น งานแสดงสินค้าของขวัญและเครื่องประดับตกแต่งบ้าน และงาน SME EXPO เป็นต้น โดยรัฐบาลไทยมักจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนในการเดินทาง เช่น ค่าที่พักในประเทศไทย เป็นต้น   ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายจีนได้เข้ามาเลือกสินค้าพร้อมพูดคุยเจรจา กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยโดยตรง อย่างไรก็ดี อาจจะมีอุปสรรคในเรื่องการสื่อสารระหว่างกัน จึงจำเป็นต้องว่าจ้างล่ามในระดับมืออาชีพเพื่อช่วยในการเจรจา เป็นต้น
รูปแบบอื่นๆ ผู้ บริโภคจีนเริ่มสนใจวิธีการสั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนจีนรุ่นใหม่ ซึ่งมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และทำให้สามารถค้นข้อมูลจน เข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าการไปเดินซื้อแบบที่วางขายปลีกทั่วไป อีกทั้งผู้ค้าระบบออนไลน์มักจะขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่ากรณีที่ต้องขายผ่าน พ่อค้าคนกลางหรือนำไปเสนอสินค้าผ่านฝ่ายจัดซื้อของห้างสรรพสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างหน้า Website ของตนก็จะมีโอกาสที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ไปสู่ผู้บริโภคที่สนใจได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังทำให้มีค่าดำเนินการที่ต่ำและสามารถเปิดขายตลอด 24 ชั่วโมง แต่การออกแบบ website ก็ควรจะดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ ง่ายด้วย

ข้อมูลโดย: ศูนย์วิจัยกสิกร

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: