ธุรกิจพึงระวังสำหรับเอสเอ็มอีในปี 2554

วง การเอสเอ็มอีตั้งเป้าที่จะผลักดันจีดีพีของเอสเอ็มอีในปี 2554 ให้ขยายตัวร้อยละ 3.5 ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการขยายตัวชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.5 เนื่องจากในปี 2554 มีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบหลายด้านทั้งความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศ และความเสี่ยงจากภายในประเทศ ทำให้บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเตรียมรับมือเพื่อประคองธุรกิจในอยู่ รอดท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องเผชิญในปี 2554
บรรดาธุรกิจเอสเอ็มอีที่จัดเป็นธุรกิจพึงระวังในปี 2554 พิจารณาจากธุรกิจที่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลากหลายประการ ดังนี้
  • ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ
    • เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความ อ่อนแอทางเศรษฐกิจหรืออาจเรียกได้ว่าการฟื้นตัวอย่างไม่มั่นคงของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ปัญหาหนี้ในสหภาพยุโรป การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และปัญหาฟองสบู่ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจีน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปี 2554 มีแนวโน้มชะลอตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากการเข้ามาเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยทำให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอลง และต้นทุนทุนธุรกิจ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    • เงินบาทแข็งค่า…กระทบเอสเอ็มอีส่งออก เครือ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่า เงินบาทอาจยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.00 และ 28.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงสิ้นปี 2553 และสิ้นปี 2554 ตามลำดับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ดังตารางข้างล่างนี้

    ธุรกิจที่มีโอกาสถูกกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    ระดับของผลกระทบ ประเภทธุรกิจ
    ผลกระทบมาก เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องดนตรีและเครื่องกีฬา ผลไม้กระป๋องและแปรรูป กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง
    และแปรรูป ไก่แปรรูป
    ผลกระทบค่อนข้างมาก โดยมีสถานะทางการแข่งขันที่เสียเปรียบอยู่แล้ว ข้าว สินค้าพึ่งพาแรงงานสูง เช่น รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์
    ผลกระทบปานกลาง โดยกระทบตลาด US-EU แต่มีผลบวกจากต้นทุนนำเข้าต่ำลง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ทูน่ากระป๋อง
    ผลกระทบค่อนข้างน้อย เนื่องจากแม้มีการใช้วัตถุดิบในประเทศสูง แต่มีการกระจายตลาดสูง ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ยาง การท่องเที่ยว
    ผลกระทบน้อย เนื่องจากมีการกระจายตลาดและมีส่วนที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าต่ำลง รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร
    ไม่กระทบ เนื่องจากมีตลาดหลักในประเทศหรือ
    มีสัดส่วนการนำเข้าวัถุดิบสูง
    เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาด ปิโตรเคมร ปิโตรเลียมวัสดุก่อสร้าง เหล็ก กระดาษและเยื่อกระดาษ เวชภัณฑ์
    ผู้นำเข้าสินค้าแแบรนด์เนมต่างประเทศ ค้าปลีกค้าส่ง
    อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง บริการโทรคมนาคม
    ธุรกิจบริการอื่นๆ

    ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    • ราคาน้ำมัน…กระทบต้นทุนขนส่ง แนว โน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2554 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ออกมาตรการทางด้านการเงินและการคลังเพื่อสร้างเสถียรภาพ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (จีนและอินเดีย) เพิ่มสูงขึ้น  ทั้งนี้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในปีหน้า คาดว่าน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 83-100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศน่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1.30-1.40 บาทต่อลิตรโดยเฉพาะเบนซินและดีเซล คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อราคาให้มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าก็ย่อมส่งผลให้ราคา น้ำมันขายปลีกมีความผันผวนได้ การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสินค้าเพิ่ม
  • ปัจจัยในประเทศ
    • วัตถุดิบขาดแคลน ราคาแพง …ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ธุรกิจ เอสเอ็มอีประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือธุรกิจแปรรูปอาหาร และผลผลิตทางการเกษตร ธุรกิจเอสเอ็มอีเหล่านี้อาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกิดปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งภาวะฝนทิ้งช่วง ภาวะน้ำท่วม ตลอดจนภาวะโรคและแมลงศัตรูระบาด ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร(ทั้งกสิกรรม ประมง และปศุสัตว์) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของบรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีแนวโน้มสูงขึ้น
    • การขึ้นค่าจ้างแรงงาน …ต้นทุนการธุรกิจเพิ่มขึ้น จาก การที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 18 ได้พิจารณาการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 เพิ่มขึ้น 8-17 บาท ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการปรับในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งปรับเพิ่มขึ้น 3-5 บาท ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะลูกจ้างที่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำทั้งประเทศ 1.6 ล้านคนนั้น อยู่ในภาคธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 1.3 ล้านคน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นผู้ประกอบการที่มีเงินทุนไม่มากนัก ผลที่ตามมาคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาจต้องปลดคนงานหรือถ้าแข่งขันไม่ได้ก็อาจต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอาจจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน สินค้าไทยให้ลดลง เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น แม้ว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงงานจะสามารถชดเชยด้วยการปรับขึ้นราคา สินค้า แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงเดิม โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าทำได้ไม่มากนัก

    การปรับตัวของผู้ประกอบการ

  • ผู้ประกอบการเอส เอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องมีการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด โดยผู้บริหารต้องหันมาใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสาร ทำความเข้าใจกับตลาดที่กำลังจะขยายตัวไปเป็นตลาดระดับภูมิภาค ดูแลต้นทุนการผลิตอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเปรียบเทียบต้นทุนกับคู่แข่งด้วยว่ายังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้หรือ ไม่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น หาสินค้าใหม่ๆ มาปรับเพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า การสร้างคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ และส่งเสริมประสิทธิภาพในการจัดการและการบริหารธุรกิจที่ดี ซึ่งจะเป็นการช่วยช่วยลดต้นทุน ในการผลิต รวมถึงช่วยรักษาตลาดได้
    หากพิจารณาในการทำธุรกิจเอสเอ็มอี โดยรวมแล้ว จะพบว่าเดิมทีเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นมาก และสินค้าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความพยายามสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการ ด้วยการรวมตัวกันระหว่างธุรกิจ การส่งเสริมการสร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดพลังในการแข่งขันสู่ตลาดสากลมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือกันระหว่างธุรกิจประเภทเดียว และการพึ่งพากันระหว่างธุรกิจต่างประเภท ซึ่งถือเป็นการช่วยในกันการยืนหยัดของกลุ่มธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้น จากการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
    ทางออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ จะลดต้นทุน อาจหลีกเลี่ยงไปใช้เครื่องจักรมากกว่าแรงงานคนมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่สามารถ ดำเนินการได้ ในส่วนอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน ก็ต้องแบกรับภาระในส่วนนี้ เพราะนอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้วในด้านอื่นๆ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การปรับตัวระยะยาวอาจออกไปลงทุนธุรกิจในต่างประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อ อำนวยมากขึ้น
    นอกจากนี้ การปรับวิสัยทัศน์ทางการตลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางการตลาด จากที่มุ่งขายสินค้าด้วยวิธีเสมือนบังคับให้ลูกค้าซื้อ เปลี่ยนมาทำอย่างไร ให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้า หรือเมื่อการใช้จ่ายของลูกค้าที่ลดลง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรเปลี่ยนความคิด แทนที่จะตั้งคำถามว่าทำไมยอดขายถึงตกลง แต่ให้ถามว่า ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อสินค้า เพราะลูกค้าไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ซื้อหรือใช้จ่ายน้อยลงเท่านั้น การเปลี่ยนมุมมอง จึงจะทำให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางที่จะเติบโตต่อไปได้

    ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

     

     

    Advertisements

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s

    %d bloggers like this: