SMEs ธุรกิจดาวรุ่งปี 2554

เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ยังคงสามารถขยายตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่า อัตราการเติบโตมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2553 เนื่องจากเศรษฐกิจโลก ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวที่เปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจ ยุโรป สำหรับเศรษฐกิจไทยเองนั้น ก็มีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อศักยภาพด้านการส่งออกสินค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในขณะเดียวกัน ยังต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยที่รุนแรง ครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจังหวัดทั่วประเทศ โดยนอกเหนือจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือแล้ว ยังขยายผลกระทบครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบในระหว่างที่เกิดน้ำท่วม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังคงมีอีกหลายๆธุรกิจ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2554 ซึ่งอยู่ในธุรกิจทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ตลอดจนถึงธุรกิจในภาคบริการ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางศึกษาประกอบการตัดสินใจลงทุนใน ธุรกิจสำหรับปี 2554 ได้ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจากการที่ปริมาณความต้องการบริโภค พืชผลการเกษตรของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อของประชาชน ตลอดจนจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตรทั่วโลก ต้องเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงการระบาดของแมลงศัตรูพืชต่างๆ จนส่งผลต่อผลผลิตพืชเกษตรต่างๆทั่วโลกปรับลดลง อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย จนผลักดันให้ราคาสินค้าพืชผลการเกษตรในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จึงจูงใจให้เกษตรกรทั่วโลกรวมถึงไทยมีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกใหม่ รวมทั้งปลูกซ่อมแซมในพื้นที่เดิม และจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลทำให้ความต้องการปัจจัยทางด้านการผลิตสินค้าพืชเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ฉะนั้นร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช ปุ่ย ยาปราบศัตรูพืช รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆอาทิ เครื่องไถ หว่าน เก็บเกี่ยว เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง จึงได้รับอานิสงส์ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะประเทศไทยเองนั้น ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2553 หลายจังหวัดของประเทศ ส่งผลทำให้ต้องมีการปลูกทดแทนภายหลังน้ำลด ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยในการผลิตการเกษตรจึงมีเพิ่มขึ้น ตามไปด้วยธุรกิจในภาคบริการ – ธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศ ธุรกิจเอาต์บาวด์ (ทัวร์นำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ)เป็นธุรกิจที่ได้รับผลดีจากเงินบาทที่แข็ง ค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยไปต่าง ประเทศถูกลง ประกอบกับการที่บรรดาธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (อาทิ สายการบิน บัตรเครดิต เป็นต้น) ร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาแพ็กเกจที่หลากหลาย ในระดับราคาที่ไม่สูงนักเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยมุ่งขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น ทัวร์ทำบุญ  ทัวร์ช้อปปิ้ง รวมถึงทัวร์ที่จัดโดยบริษัทเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่มีผลประกอบการดี จึงให้รางวัลแก่พนักงานได้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น โดยจุดหมายปลายทางที่คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยว จะเน้นไปที่การท่องเที่ยวระยะใกล้ในเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง มาเก๊า และสิงคโปร์ เนื่องจากราคาแพ็กเกจทัวร์ต่างประเทศระยะใกล้ มีราคาต่างจากแพ็กเกจทัวร์ในประเทศไม่มากนัก ประกอบกับกระแสความนิยมในซีรีส์ละครจากต่างประเทศทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี ส่งผลทำให้คนไทยอยากเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการแข็งค่าของเงินบาททำให้ทัวร์ระยะไกลอาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง โดยผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวได้ประเมินว่า ในปี 2554 ยอดการใช้จ่ายของคนไทยในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.6-2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-15 เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่มีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 2.3-2.4 แสนล้านบาท– ธุรกิจโฆษณา ทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศจะเริ่มขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2554 สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการสินค้าและบริการต่างเร่งทำโฆษณา เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งการโฆษณาจะขยายตัวมากในสื่อสมัยใหม่ที่สามารถเข้าถึงและมีอิทธิพลต่อผู้ บริโภคมากขึ้น อาทิ สื่อเคเบิ้ลทีวี และสื่อทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าสู่สังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก(Social Network) ที่สามารถสื่อสารถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง และเข้าถึงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา รวมถึงความสามารถในด้านการโต้ตอบสื่อสารสองทางระหว่างผู้ใช้สื่อกับผู้รับ สื่ออีกด้วย นอกจากนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาในหลายช่องทางสื่อตามความต้องการที่เพิ่ม ขึ้นนั้น ยังนับเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาเติบโตต่อเนื่อง ถึงปี 2554-โรงพยาบาลเอกชน เป็นธุรกิจหนึ่งที่คาดว่า ยังคงเติบโตได้ในปี 2554 ทั้งจากคนไข้ชาวต่างชาติ และคนไข้ในประเทศ โดยคนไข้ชาวต่างชาติคาดว่า น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงด้านการเมืองภายในประเทศ)  เนื่องจาก โรงพยาบาลเอกชนของไทยยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่า ในอีกหลายๆประเทศ ความน่าเชื่อถือ และการบริการเสริมอื่นๆที่ครบวงจร เช่น สถานที่พักผ่อน แหล่งช็อปปิ้ง หรือสปา เป็นต้น สำหรับคนไข้ในประเทศคาดว่า จะเข้ามาใช้บริการมากขึ้น จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของโรงพยาบาลเอกชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดราคาค่าห้องพัก การจัดแพ็คเกจรักษาในราคาประหยัด หรือแบบเหมาจ่ายในราคาพิเศษ ประกอบกับปัจจุบันคนไข้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพในรูปแบบเชิง ป้องกันในสัดส่วนที่มากขึ้น จากที่เคยเข้ามาใช้บริการเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้คาดว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปี 2554 น่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-15 จากปีก่อนหน้า– ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้าน อาหารต่างประเทศในไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น มีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างมาก ทั้งนี้ การลงทุนร้านอาหารญี่ปุ่นสามารถใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก เพื่อเปิดในรูปแบบร้านอารหารเคลื่อนที่บนรถยนต์หรือเปิดเป็นบูธเล็กๆในย่าน ชุมชน เพื่อจับตลาดลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก หรือหากมีเงินลงทุนมากขึ้น ก็สามารถเปิดเป็นแบบร้านอาหารทั่วไปเพื่อจับตลาดระดับกลางขึ้นไป สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จในการประกอบธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย คือ การปรับรสชาติอาหารให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การเลือกทำเลให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับรู้ข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จต้องมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพ ของอาหาร โดยเฉพาะความสดใหม่ของอาหาร เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญของอาหารญี่ปุ่น รวมทั้งเน้นบริการที่ดีเยี่ยมเป็นที่ประทับใจของลูกค้า ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ที่มีอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า เป็นอย่างมาก– ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาต่างๆได้ก่อตัวเกิดขึ้นมาตามลำดับ และปัญหาหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญยิ่งนั่นก็คือ ปัญหา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และจากปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ รูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจนั้นก็คือ “ธุรกิจรักษาความปลอดภัย” ที่ประกอบไปด้วย การจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอดจนถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์/อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย อาทิ ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television System : CCTV ) เครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิดและอาวุธ เครื่องสแกนตรวจค้นตัว ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบสัญญาณแจ้งภัยแบบไร้สาย ระบบควบคุมการเข้า-ออกประตู ประตูนิรภัย ฯลฯ ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจรักษาความปลอดภัยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ การขยายตัวของความต้องการทั้งจากลูกค้าภาครัฐ และลูกค้าภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่งสร้างเสร็จ ทั้งบ้านจัดสรร อาคารชุด และทาว์นเฮ้าส์ รวมไปถึงโครงการอาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่งจะสร้างเสร็จในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งหากแยกประเภทของชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในไทยแล้วจะมีอยู่ 2 ประเภทหลักคือ ชิ้นส่วนเพื่อป้อนโรงงานผลิตยานยนต์โดยตรง (Original Equipment Manufacturers หรือOEM) ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานรถยนต์แต่ละรุ่นที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะเป็น ผู้กำหนด และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (Replacement Equipment Manufacturers หรือ REM) ซึ่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนที่เสียหรือสึกหรอ เพื่อป้อนร้านจำหน่ายอะไหล่ ศูนย์บริการและอู่ซ่อมรถยนต์ ทั้งนี้การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้นมาก ประกอบกับผู้ผลิตจากต่างประเทศมีแผนทะยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงการย้ายฐานหรือขยายกำลังการผลิตรถยนต์บางส่วนมายังไทย นอกจากนี้ ตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป และจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลทำให้ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เอสเอ็มอีไทยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัว ดังกล่าวตามไปด้วย– ร้านซ่อมยานยนต์ จากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้มีปริมาณสะสมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น จำนวนมาก(ข้อมูลสถิติจากกรมการขนส่งทางบก มีจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์สะสมจนถึง 30 มิถุนายน 2553 จำนวน 27.8 ล้านคัน แยกเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ รถเพื่อการเกษตรและใช้ในอุตสาหกรรม 10.8 ล้านคันและรถจักยานยนต์ 17.0 ล้านคัน) ซึ่งรถยนต์เหล่านี้เมื่อเกิดการชำรุดเสียหายจากอุบัติเหตุหรือตามระยะเวลา การใช้งาน ก็จำเป็นต้องเข้ารับการซ่อมแซม ซึ่งอาจจะเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ของบริษัทที่จำหน่ายรถยนต์ หรือหากมีกำลังซื้อจำกัด ก็สามารถเข้าซ่อมตามร้านรับซ่อมหรืออู่อิสระทั่วไป ซึ่งในปี 2554 ร้านซ่อมรถยนต์ นอกจากจะให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ที่จำหน่ายใหม่และรถยนต์เก่าที่ชำรุดเสียหาย ทั่วๆไปแล้ว ยังให้บริการรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั่วประเทศ ทำให้รถยนต์ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้เสียหายเป็นจำนวนมาก และต้องทะยอยนำรถมาซ่อมแซมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 ไปจนถึงปี 2554ธุรกิจก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัย จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วง เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2553 ที่ขยายผลกระทบรุนแรงขึ้น ครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจังหวัดทั่วประเทศ โดยนอกเหนือจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือแล้ว ยังขยายผลกระทบครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งผลจากภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขัง ได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างและสาธารณสมบัติอาทิ ถนน สะพาน วัด/โรงเรียน/สถานที่ราชการ ซึ่งภายหลังจากน้ำลด ภาครัฐคงต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการบูรณะซ่อมแซม ความเสียหายต่อสาธารณะสมบัติเหล่านี้ ในขณะเดียวกัน บ้านเรือนอาคารที่พักอาศัยของราษฎร รวมถึงโรงงานหรือคลังสินค้าต่างๆก็ได้รับเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น งานก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซมความเสียหายจากน้ำท่วมจะมีเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการซ่อมแซมพื้นที่ส่วนที่ได้รับความเสียหาย เช่น วัสดุปูพื้นประเภทไม้ ปาร์เก้ และกระเบื้องยาง ที่อาจชำรุดหรือหลุดร่อนออกเป็นแผ่นๆ ผนังปูน แผ่นผนังไม้ หรือยิปซั่มที่ใช้ในการกั้นห้อง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์แบบ built-in นอกจากนี้ เจ้าของที่อยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม อาจมีการลงทุนต่อเติมอาคารที่พักอาศัยเพื่อรับมือกับภัยจากน้ำท่วมที่อาจจะ มีในอนาคต เพื่อลดความสูญเสียทางทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งงานซ่อมแซมนี้ คาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไปและต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 โดยขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสำรวจความเสีย และการจัดสรรงบประมาณภาครัฐที่จะอนุมัติมา สำหรับในส่วนของของภาคประชาชนนั้น บางส่วนที่มีเงินเก็บสะสมก็สามารถซ่อมแซมได้ทันทีภายหลังน้ำลด แต่บางส่วนอาจต้องรอเวลารวบรวมเงินหรือกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รวมทั้งเงินช่วยเหลือจากภาครัฐนำมาซ่อมแซมบ้านเรือนที่พักอาศัยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน ปัจจุบันกระแสความต้องการใช้พลังงาน ทดแทน เพื่อทดแทนพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และเริ่มมีราคาที่สูงขึ้น อาทิ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีเพิ่มขึ้น โดยตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปีของกระทรวงพลังงาน(2551-2565) ได้กำหนดแผนการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 20.3 ในปี 2565 ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต่างสนใจดำเนินธุรกิจผลิตพลังงานทดแทนเป็นจำนวนมาก อาทิ การผลิตไฟฟ้า(จากแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ ขยะ และชีวมวลที่ใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง) รวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ(ไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อใช้ในรถยนต์) นอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการผลิตพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็คือ คาร์บอนด์เครดิต(Carbon Credit) ที่ องค์กรธุรกิจสามารถนำไปจำหน่ายให้กับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งก็มีธุรกิจของไทยกว่า 200 แห่งที่ทำโครงการเพื่อเสนอขอใบรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อขายในตลาด และคาดว่าจะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต่อๆไปบทสรุปในท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน ปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัด นับเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ ตลอดจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังคงมีธุรกิจดาวรุ่งอีกเป็นจำนวนมาก ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในโลกของธุรกิจนั้นก็ไม่อาจกำหนดได้ตายตัวว่า ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มดาวรุ่งจะต้องประสบความสำเร็จทุกรายเสมอไป และขณะเดียวกัน ก็มิใช่หมายความว่า ธุรกิจอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจ ทั้งนี้เพราะการดำเนินธุรกิจนั้น นอกเหนือจากธุรกิจจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดในช่วงนั้นๆแล้ว ยังคงต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมาย อาทิ ความสามารถในการวางแผนทางธุรกิจทั้งทางด้านการผลิต การตลาดที่ดี การพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาการให้บริการที่แตกต่างเหนือคู่แข่ง การควบคุมต้นทุนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง รวมถึงการบริหารและพัฒนาบุคลากร ประการสำคัญก็คือ  ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการจะต้องมีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหากองค์กรธุรกิจใดก็ตาม ที่มีองค์ประกอบดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มดาวรุ่งก็ตาม แต่ก็อาจสามารถนำพาธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปในปี 2554 และปีต่อๆไปได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มดาวรุ่ง แต่ขาดปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว ก็เป็นเรื่องยากลำบากที่จะนำพาองค์กรธุรกิจให้อยู่รอดปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์แข่งขันเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีจำกัดได้เช่น เดียวกัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: